"คุณช่วยอธิบายเหตุผลทางสถาปัตยกรรมหน่อยได้ไหมครับ ว่าทำไมกล่องดนตรีโบราณอายุห้าสิบปีถึงกลายสภาพเป็นรังมดงานที่กำลังย้ายถิ่นฐานได้ท่ามกลางโต๊ะทำงานผม"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความระอาไว้อย่างไม่ปิดบังดังขึ้น ขัดจังหวะการเคี้ยวขนมปังโฮลวีททาแยมส้มของมินตราจนเธอเกือบสำลัก หญิงสาวรีบกลืนอาหารลงคอแล้วกะพริบตาปริบๆ ส่งยิ้มแห้งแล้งไปให้สถาปนิกหนุ่มมาดเนี้ยบที่กำลังยืนกอดอกพิงขอบประตูห้องซ่อม ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตพับแขนเรียบร้อยดูขัดตาขัดใจกับสภาพห้องที่เต็มไปด้วยเศษไม้และกลิ่นน้ำมันสนเสียเหลือเกิน
"โอ๊ย คุณธันวาคะ... เอ้ย! คุณธันวาครับ!" มินตราแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเห็นคิ้วเข้มๆ นั่นกระตุกขึ้นข้างหนึ่ง "จะไปยากอะไรล่ะคะ... ครับ! ก็พวกมดมันคงมีสุนทรียภาพทางดนตรี อยากเข้ามาฟังเพลงคลาสสิกบ้างผิดตรงไหน เจ้าของร้านคนเก่าอาจจะไม่ได้เปิดเพลงให้ฟังมานาน มันก็เลยเหงาไงครับ"
"เหงا?" ธันวาเลิกคิ้วทวนคำ ก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงานรกๆ นั้น ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนขอบโต๊ะเป็นจังหวะเนิบนาบ แต่น่าเกรงขาม "ถ้ามันเหงาจนต้องยกโขยงกันมาสร้างคอนโดมิเนียมห้าดาวอยู่ในเฟืองจักรกลของกล่องดนตรีชิ้นนี้ ผมเกรงว่าค่าก่อสร้างคงแพงกว่าค่าจ้างผมออกแบบตึกระฟ้าเสียอีกนะครับ คุณมินตรา"
มินตราเบะปาก หมุนตัวกลับไปจัดการกับคีมตัวเล็กในมือต่อ พลางพึมพำลอดไรฟัน "ปากคอเราะร้ายจริงเชียวพ่อคุณ... วันๆ เอาแต่จับผิดเรื่องสัดส่วนตึก จนเชื้อความเป๊ะคงลามมาถึงสมองส่วนอื่นแล้วมั้งเนี่ย"
"ผมได้ยินนะครับ"
"ไม่ได้ตั้งใจให้ไม่ได้ยินนี่ครับ" เธอยักไหล่หันกลับมาสบตา พร้อมส่งรอยยิ้มกวนประสาทที่ทำเอาธันวาต้องผ่อนลมหายใจยาวออกมาเพื่อระงับสติอารมณ์ ผู้หญิงอะไร... ต่อหน้าคนอื่นอาจจะดูเป็นสาวซุ่มซ่ามธรรมดา แต่เวลาอยู่กันสองคนแบบนี้ หล่อนมักจะมีลูกล่อลูกชนที่ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเขาผิดเพี้ยนไปได้ทุกที
บรรยากาศในห้องซ่อมของเก่าช่วงบ่ายแก่ๆ เงียบสงบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงนาฬิกาลูกตุ้มบนผนังที่ดังติักต่อก แสงแดดสีส้มอ่อนที่ลอดผ่านกระจกหน้าต่างส่องกระทบสันจมูกโด่งเป็นคมของธันวา ทำให้ใบหน้าเคร่งขรึมนั้นดูซอฟต์ลงอย่างประหลาด
มินตราแอบชำเลืองมองชายหนุ่มที่ตอนนี้ถือวิสาสะหยิบกระดาษทิชชูมาช่วยเธอเช็ดทำความสะอาดคราบน้ำมันบนชิ้นส่วนเฟืองอย่างเงียบๆ แม้ปากจะบ่นอุบอิบว่าไม่เป็นระเบียบ แต่สุดท้ายมือคู่นั้นก็ยื่นเข้ามาช่วยทุกที
"นี่..." เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ โดยที่สายตายังคงจดจ่ออยู่กับชิ้นงานตรงหน้า "ที่คุณเคยบอกว่า... ของทุกชิ้นบนโลกนี้ถ้ามีความทรงจำ มันไม่มีทางพังสนิทหรอก หมายความว่ายังไงเหรอครับ"
มินตรานิ่งไปนิด นัยน์ตากลมโตไหววูบชั่วขณะก่อนจะปรับเป็นปกติ หล่อนวางอุปกรณ์ในมือลงแล้วหันมามองหน้าเขาตรงๆ
"ทำไมอยู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ล่ะครับ หรือว่าสถาปนิกผู้เพียบพร้อมอย่างคุณธันวา กำลังมีอะไรพังข้างในที่ซ่อมไม่หายเข้าแล้วล่ะ?"
ธันวาชะงัก ปลายนิ้วที่ถือเฟืองชิ้นเล็กหยุดนิ่ง เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาใสแจ๋วที่ฉายแววรู้ทัน ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความอึดอัด... มันเป็นความเงียบที่มีน้ำหนักบางอย่างถ่วงอยู่ระหว่างคนทั้งคู่ เป็นความเงียบที่เปิดโอกาสให้ความรู้สึกที่ซ่อนไว้ใต้คำกวนประสาทค่อยๆ คลี่คลายออก
"บางที..." ธันวาเอ่ยเสียงแผ่วเบa สายตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตของหญิงสาว "ผมอาจจะแค่เจอของชิ้นหนึ่ง... ที่พังไปแล้วตั้งแต่ห้าปีก่อน แต่พอได้มาเห็นวิธีที่คุณซ่อมแซมสิ่งของพวกนี้ มันทำให้ผมสงสัยว่า... ความทรงจำที่มันผุพังไปตามกาลเวลาเนี่ย เราจะใช้กาวประเภทไหนมาต่อมันให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้บ้างล่ะครับ"
คำถามนั้นไม่มีเสียงหัวesเล่น ไม่มีรอยยิ้มกวนๆ บนใบหน้าของธันวา มีเพียงความจริงจังและความเวิ้งว้างที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของดวงตาคู่นั้น มินตราเม้มปากแน่น ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นริ้วขึ้นมาในอกอย่างไม่ทันตั้งตัว หล่อนรู้ดีว่าแผลในใจของเขาคืออะไร แม้เขาจะไม่เคยเล่ารายละเอียด แต่นัยน์ตาที่มักจะมองเหม่อไปไกลเวลาฝนตกก็เพียงพอที่จะทำให้คนใส่ใจอย่างเธอรับรู้ได้
"เราไม่ต้องซ่อมมันให้เหมือนเดิมหรอกครับ..." มินตราเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่หาดูได้ยาก "เพราะของที่ถูกประกอบขึ้นใหม่ ไม่มีทางเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับคุณธันวา... แต่มันจะ 'แข็งแรงกว่าเดิม' ต่างหากล่ะครับ เพราะเราเรียนรู้แล้วว่าตรงไหนคือจุดที่มันเปราะบางที่สุด"
ธันวานิ่งอึ้ง หัวใจกระตุกวูบอย่างแรง คำพูดเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งนั้นเหมือนกุญแจดอกสำคัญที่ไขประตูห้องมืดในใจเขาให้เปิดออก ชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้หญิงสาวอีกนิด ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนได้กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเธอ
"แล้วถ้าจุดที่เปราะบางที่สุด... คือความกลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ล่ะครับ" ธันวาถามเสียงกระซิบ ใบหน้าคมเข้มโน้มเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว "คุณมี... วิธีซ่อมมันไหมครับ มินตรา"
บรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ เสียงนาฬิกาลูกตุ้มพลันเงียบหายไปจากโสตประสาท มินตราเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน หล่อนอ้าปากจะพ่นมุกตลกกลบเกลื่อนความเขินอายตามสัญชาตญาณ แต่ทว่า...
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ ทำเอาทั้งคู่สะดุ้งผละออกจากกันแทบไม่ทัน
"คุณมินตราคะ! แย่แล้วค่ะ!" เสียงร้อนรนของคุณป้าปรางเจ้าของร้านดังทะลุประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงบิดกลอนประตูที่เปิดผางเข้ามาทันทีโดยไม่รอคำอนุญาต "มีพัสดุด่วนส่งมาจากสำนักงานเขต... เขาบอกว่าตึกเก่าข้างๆ ที่คุณธันวาดูแลโครงการรีโนเวทอยู่ กำลังจะถูกสั่งรื้อถอนด่วนภายในเย็นนี้แล้วค่ะ!"
ธันวาหน้าถอดสีทันที ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในพริบตา แววตาที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความละมุน เปลี่ยนเป็นความตกใจและเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด
"ว่ายังไงนะครับ?!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ "สายลมแผ่วเบา"
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 16
ความกวนประสาทที่เริ่มเปลี่ยนไป
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!