"ถ้าคุณธันวาเอาแต่จับผิดรอยร้าวบนไม้คู่นี้ เหมือนที่คอยจับผิดการจัดวางโต๊ะทำงานของฉันล่ะก็... ผมรับรองว่าโต๊ะตัวนี้ไม่มีวันกลับมาใช้งานได้หรอกครับ"
น้ำเสียงใสแจ๋วที่เจือแววเย้าแหย่ดังขึ้น พร้อมกับเสียงเคาะค้อนยางเบา ๆ ลงบนพื้นผิวโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำครึ กลิ่นอายของขี้เลื่อย คราบกาวลาเท็กซ์ และน้ำมันสนลอยอบอวลไปทั่วโกดังเก็บของหลังร้านของคุณป้าปราง แสงไฟสีส้มจากหลอดนีออนดวงเก่าสาดส่องลงมาทาบทับร่างของหญิงสาวในชุดเอี๊ยมยีนส์เปื้อนฝุ่น ที่ตอนนี้กำลังนั่งยอง ๆ ใช้กระดาษทรายขัดขาโต๊ะด้วยความตั้งอกตั้งใจ
ธันวาถอนหายใจยาว พลางขยับแว่นสายตา frames บางบนดั้งทรงสันจرة เขายืนกอดอกพิงชั้นวางเครื่องมือด้วยมาดสถาปนิกผู้เคร่งครัดในระเบียบแบบแผน เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนเล็กน้อยยามที่เขาขยับตัว สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความกังขา
"ผมไม่ได้จับผิดครับมินตรา ผมแค่กำลังประเมินโครงสร้างทางวิศวกรรม" ธันวาแก้ต่างด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทตามวิสัย "ไม้แผ่นนี้ผ่านการใช้งานมาไม่ต่ำกว่าสามสิบปี ความสมบูรณ์ของเนื้อไม้หายไปเกินสี่สิบเปอร์เซ็นต์ การที่คุณพยายามจะใช้กาวไม้กับเดือยไม้ธรรมดามาต่อเข้าด้วยกัน มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไร้รรรตนะทางสถาปัตยกรรมอย่างสิ้นเชิง"
มินตราเงยหน้าขึ้นจากพื้น ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นเลนส์หนาหยีลงด้วยความหมั่นไส้ เธอใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม จนมีรอยเปื้อนสีขาวของฝุ่นไม้ติดอยู่ที่แก้มข้างขวา กลายเป็นภาพที่ดู 'เพี้ยน' แต่ก็น่ารักจนคนมองเผลอชะงักไปชั่วขณะ
"โอ้โห ท่านสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ นี่มันโต๊ะกินข้าวโบราณ ไม่ใช่ตึกระฟ้าสี่สิบชั้นนะก๊ะ—เอ๊ย นะครับ!" มินตราเกือบหลุดปากสำเนียงเดิมจนต้องรีบแก้คำพูดกลางคันเมื่อเห็นสายตาจับผิดของชายหนุ่ม "ของทุกชิ้นบนโลกนี้ มันมีเรื่องราวของมันนะคุณธันวา รอยแตกพวกนี้ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือรอยแผลเป็นที่บอกว่าโต๊ะตัวนี้ผ่านอะไรมาบ้าง การซ่อมแซมของเราไม่ใช่การทำให้มันกลับมา 'สมบูรณ์แบบ' เหมือนใหม่หรอก... แต่เป็นการทำให้มัน 'ยอมรับ' ความพังทลาย แล้วอยู่ร่วมกับมันได้ต่างหาก"
คำพูดง่าย ๆ แต่กลับสะดุดหูธันวาเข้าอย่างจัง
ชายหนุ่มเงียบไปครู่ใหญ่ นัยน์ตาสสีเข้มไหววูบลงชั่วขณะ ภาพความทรงจำสีจางในอดีต—วันที่แบบแปลนโปรเจกต์สำคัญถูกตีตกเพราะความผิดพลาดทางโครงสร้าง และวันที่เขาไม่สามารถปกป้องอะไรไว้ได้เลยแม้แต่สิ่งเดียว—ผุดขึ้นมาในหัว รอยร้าวในใจที่เขาพยายามเอาความเนียบ ความเป๊ะ และความสมบูรณ์แบบมาปิดตายไว้ จู่ ๆ ก็เหมือนถูกค้อนยางของหญิงสาวเคาะซ้ำลงมาเบา ๆ จนรู้สึกแปลบปลาบในอก
"คุณ... พูดเหมือนพวกนักจิตบำบัดมากกว่าช่างไม้ซ่อมเฟอร์นิเจอร์นะครับ" ธันวาหลบสายตา เลี่ยงไปหยิบกระดาษทรายอีกแผ่นขึ้นมาพลิกดูแก้เก้อ
"ก็คนมันเก่งรอบด้านนี่นา" มินตราหัวเราะคิกคัก ยืดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ชายหนุ่มจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมจาง ๆ ของแป้งเด็กผสมกลิ่นอายไม้เก่าลอยแตะจมูกธันวา ทำให้สถาปนิกหนุ่มผู้เยือกเย็นถึงกับต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "อะ! ไหน ๆ ก็มาเป็นลูกมือฝึกหัดแล้ว อย่าเอาแต่ยืนเท่ค้ำหัวตอไม้สิคะ... อ้าว พูดยังไม่ทันขาดคำ อีกแล้วนะผมเนี่ย! อย่ามาทำหน้าดุใส่ผมนะคุณ!"
เธอหัวเราะร่วนเมื่อเห็นธันวาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขัดใจ แต่ริมฝีปากของเขากลับกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่เจ้าตัวพยายามกลั้นไว้แทบไม่ไหว
"ถ้าผมจะทำหน้าดุ มันก็เพราะความเก๊กของคุณนั่นแหละครับมินตรา" ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ แววตาที่มองเธอมันมีความอบอุ่นระคนอ่อนโยนฉายชัดขึ้นอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่ทันระวังตัว "ไหน... ว่ามาสิครับ ว่าเจ้าโต๊ะพัง ๆ ตัวนี้ ผมต้องเริ่มซ่อมตรงไหนก่อน ถึงจะผ่านสายตาผู้เชี่ยวชาญอย่างคุณได้"
มินตราพึงพอใจกับท่าทีที่ยอมจำนนแต่โดยดี เธอยิ้มกว้างจนตาหยี ยื่นกระดาษทรายในมือให้อีกฝ่ายอย่างถือวิสาสะ "จับตรงนี้... แล้วขัดตามเสี้ยนไม้ อย่าใจร้อน ค่อย ๆ ผ่อนแรงลง ไม้จะบอกเราเองว่ามันต้องการอะไร"
มือเรียวบางเลื่อนเข้าไปทาบทับบนหลังมือหนาของธันวาโดยธรรมชาติ เพื่อจัดระเบียบองศาในการจับกระดาษทราย สัมผัสอุ่นร้อนที่ส่งผ่านผิวเนื้อทำเอาสถาปนิกหนุ่มถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอตามแบบแผนวิศวกรรม กลับเต้นผิดจังหวะขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ธันวาเหลือบมองมือของพวกเขาที่ซ้อนทับกันอยู่ ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นสบกับดวงตาคู่สวยที่มองตรงมาพอดี ระยะห่างที่ใกล้ชิดทำให้ลมหายใจอุ่น ๆ ของทั้งคู่เจือปนอยู่ในบรรยากาศเงียบสงบของโกดัง
ไม่มีบทสนทนาใด ๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากของทั้งสองคนอีก มีเพียงเสียงลมหายใจ และจังหวะการขัดไม้เบา ๆ ที่ประสานกันอย่างน่าประหลาด ธันวาเริ่มเข้าใจแล้ว... ว่าบางครั้ง การซ่อมแซมสิ่งของที่แตกหัก ไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ต้องการความใส่ใจและความกล้าที่จะสัมผัสมันด้วยความจริงใจต่างหาก
กริ๊งงงง!
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นทำลายความเงียบงันและบรรยากาศอันน่าหลงใหลลงในทันที ทั้งสองคนผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับเด็กนักเรียนที่ถูกครูจับได้ว่าแอบเล่นกันในห้องเรียน มินตราหน้าแดงซ่าน รีบหันไปหยิบประแจบนโต๊ะมาถือแก้เก้อ ส่วนธันวากระแอมไอเบา ๆ สองสามทีเพื่อปรับเสียงให้กลับมาเป็นปกติ แล้วเสมองไปทางหน้าร้าน
"อ้าว ป้าปรางหายไปไหนนะ... เดี๋ยวฉันออกไปดูข้างหน้าก่อนนะคุณธันวา" มินตราพูดรัวเร็ว หลบสายตาคมกริบที่ยังคงมองตรงมาไม่ลดละ เธอกำลังจะก้าวเดินออกไปจากมุมนั้น แต่จังหวะที่หมุนตัว ขาของเธอเกี่ยวเข้ากับสายไฟของสว่านไฟฟ้าที่วางระเกะระกะอยู่บนพื้นเข้าอย่างจัง!
"ระวังครับ!"
ธันวาพุ่งตัวเข้ามาคว้าเอวบางเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิว แรงเหวี่ยงทำให้ร่างของมินตราเซถลาล้มเข้ามาปะทะกับแผงอกกว้างของชายหนุ่มเต็มแรง ข้าวของบนโต๊ะข้าง ๆ ร่วงหล่นกระจายเสียงดังเพล้ง!
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันอัดแน่นไปด้วยความตื่นตระหนกและแรงสั่น
มินตราซบหน้าอยู่กับอกเสื้อเชิ้ตสีขาวของธันวา ได้ยินเสียงหัวใจของเขาที่เต้นรัวเร็วไม่เป็นจังหวะ ชายหนุ่มโอบเอวเธอไว้แน่นด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างประคองท้ายทอยเธอไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ศีรษะกระแทกกับพื้น
"ซุ่มซ่ามจริง ๆ นะครับคุณเนี่ย" เสียงกระซิบพร่าต่ำดังอยู่เหนือศีรษะ ใกล้เสียจนความร้อนจากลมหายใจเป่ารดใบหูของเธอ
มินตราค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นเพื่อจะต่อว่า ทว่า... ใบหน้าของทั้งคู่กลับอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่มิลลิเมตร นัยน์ตาคมกริบของธันวาพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของเธอในระยะประชิด ความใกล้ชิดที่อันตรายเกินกว่าจะควบคุมทำให้ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ
ริมฝีปากของธันวาขยับคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้ว... สายตากลับเหลือบไปเห็นรอยเปื้อนฝุ่นสีขาวที่แก้มของหญิงสาว ธันวากลับไม่ได้หัวเราะเยาะเหมือนทุกที นิ้วเรียวยาวของสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสะอาดกลับค่อย ๆ ยกขึ้นอย่างช้า ๆ ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยรอยเปื้อนบนแก้มเนียนนั้นออกให้อย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมที่สุด
สัมผัสนั้นอบอุ่นเกินบรรยาย... มินตราบрьดค้างไปสนิท ลืมหายใจไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เคมีที่พุ่งพล่านระหว่างคนทั้งสองเด่นชัดยิ่งกว่าโครงสร้างเหล็กกล้าใด ๆ ในโลก
ธันวาเองก็สติหลุดไปชั่วขณะเช่นกัน เขาก้มหน้าลงไปใกล้เธออีกนิดโดยสัญชาตญาณ ปลายจมูกเกือบจะแตะกันอยู่รอมรอม สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า ความรู้สึกโหยหาบางอย่างที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังในอดีต กำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยรอยยิ้มและตัวตนที่แสนจะเพี้ยนของหญิงสาวตรงหน้า
แต่ทว่า... ก่อนที่ระยะห่างอันตรายนั้นจะถูกปิดตายลงด้วยบางสิ่งที่มากกว่าสายตา—
"คุณมินตราจ๊ะ! มีพัสดุตีกลับจากลูกค้าคนสำคัญ ส่งด่วนพิเศษเลยลูก!"
เสียงตะโกนของคุณป้าปรางดังลั่นทะลุประตูห้องเก็บของเข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่กำลังเดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมเต็มความอบอุ่นในทุกบรรทัดด้วยกันนะครับ
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 5
ทฤษฎีการซ่อมสิ่งที่พัง
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!