สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 6

นัดเดทในร้านซ่อม

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
“คุณธันวา! ถ้าคุณยังไม่รีบไสหัวออกมาจากห้องเก็บของนั่น มินจะถือว่าคุณแอบขโมยพัดลมโบราณไปขายทอดตลาดจริงๆ ด้วย!” เสียงตะโกนของคุณป้าปรางดังลั่นทะลุประตูไม้เก่าคร่ำคร่าเข้ามา พร้อมกับเสียงรองเท้าแตะที่ตบพื้นไม้ดัง 'แปะ แปะ' ถี่รัว ราวกับจะประโคมข่าวการบุกประชิดตัวธันวาให้เขารู้ตัว ธันวาที่เพิ่งขยับตัวลุกขึ้นจากกองอะไหล่พัดลมถึงกับชะงัก สายตาสถาปนิกมาดนิ่งกวาดมองไปรอบห้องแคบๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเศษเหล็ก เขาเหลือบมองมินตราที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างหลังเขา มือเรียวบางของเธอเปื้อนคราบน้ำมันเครื่องจนเป็นจ้ำดำ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับพราวระยับเหมือนกำลังสนุกกับสถานการณ์คับขันนี้เหลือเกิน “ตกลงจะให้ผมอยู่หรือให้ไปครับ?” ธันวาถามพลางขยับแว่นสายตา ก่อนจะดึงมินตราให้ถอยห่างจากประตูไปหลบที่มุมมืดหลังชั้นวางหนังสือ “ไปก็ได้ แต่ต้องไปแบบเนียนๆ นะครับคุณสถาปนิก ถ้าคุณป้าเห็นเราอยู่ในนี้สองคน... คืนนี้คงไม่ได้กินข้าว แต่ได้ล้างจานยาวจนถึงเช้าแน่ๆ” มินตรากระซิบเสียงแผ่ว ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดต้นคอธันวาจนชายหนุ่มรู้สึกเหมือนไฟฟ้าสถิตแล่นผ่านผิวหนัง เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติ เขาก็แค่คนคุมงานก่อสร้างที่ต้องมาตามหางานศิลปะชิ้นสำคัญในร้านของเก่า จะมาหวั่นไหวกับยัยนักซ่อมเพี้ยนที่ตัวเลอะเทอะเป็นแมวเปื้อนน้ำมันไม่ได้... ใช่ไหมครับ? *แกร๊ก!* กลอนประตูถูกปลดออกพร้อมกับแรงผลักที่ทำให้บานประตูเปิดอ้ากว้าง คุณป้าปรางยืนเท้าสะเอวอยู่ที่หน้าประตู กวาดสายตาคมกริบไปทั่วห้องก่อนจะมาหยุดที่มุมหนึ่ง “อ้าว... ไม่อยู่เหรอ? ไหนตะกี้ได้ยินเสียงหึ่งๆ เหมือนแมลงวันบินชนกระจก” คุณป้าบ่นพึมพำ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะไม้ตัวยาวกลางร้าน ซึ่งตอนนี้มีกับข้าววางเรียงรายกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย ธันวาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปสบตากับมินตราที่แอบหัวเราะคิกคักอยู่ในความมืด “ตลกมากไหมครับ?” เขาถามเสียงเรียบ ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อยอย่างลืมตัว “ก็นิดนึงครับ คุณธันวาดูเหมือนโจรขโมยของตอนกำลังจะโดนจับได้เลย” มินตราตอบพลางอมยิ้ม มือยังคงป้ายคราบน้ำมันบนแก้มจนเป็นรอยปื้น “ไปเถอะครับ หิวแล้ว ป้าปรางแกทำแกงส้มหัวปลีสูตรเด็ดไว้ด้วยนะ” บรรยากาศในร้านซ่อมของเก่าเปลี่ยนไปทันทีที่แสงไฟจากหลอดไฟนีออนดวงเก่าเหนือโต๊ะอาหารสว่างขึ้น กลิ่นอาหารไทยรสจัดจ้านตีกับกลิ่นสนิมและไม้เก่าจนกลายเป็นบรรยากาศที่แปลกตาแต่แสนอบอุ่น ธันวานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวที่โยกเยกนิดหน่อย ส่วนมินตรานั่งลงฝั่งตรงข้ามโดยมีคุณป้าปรางจ้องมองมาเป็นระยะๆ “กินเยอะๆ นะตาธันวา ผอมแห้งเหมือนสถาปนิกขาดสารอาหาร งานที่บริษัทคงหนักละสิ” ป้าปรางตักแกงส้มใส่ถ้วยให้เขาอย่างเอ็นดู “ขอบคุณครับป้า งานเยอะจริงครับ แต่พอเห็นของที่มินตราซ่อมแล้ว... ก็นึกสงสัยว่าเขาเอาเวลาที่ไหนไปนั่งงมเข็มกับของพวกนี้มากกว่า” ธันวาตอบพลางตักข้าวคำโต ก่อนจะเหลือบมองคนตัวเล็กที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาแกะก้างปลาทูอย่างเอาเป็นเอาตาย มินตราเงยหน้าขึ้น สบตากับเขาพอดี “ก็เพราะมันมีเรื่องราวไงครับ ของพังๆ มันมีอดีต ถ้าเราทิ้งมันไป อดีตเหล่านั้นก็หายไปด้วย ผมชอบเวลาที่เห็นของที่ตายไปแล้วกลับมามีลมหายใจอีกครั้ง” “เพ้อเจ้อ” ธันวาว่าพลางเคี้ยวข้าวช้าๆ แต่ดวงตาเขากลับละไปจากใบหน้าเปื้อนยิ้มของหญิงสาวไม่ได้ “แต่ก็... มีเสน่ห์ดีครับ” มินตราหยุดมือที่กำลังแกะปลา สบตาเขากลับด้วยแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย “นี่ชมหรือด่าครับ?” “ชมมั้งครับ” ธันวาตอบสั้นๆ ก่อนจะก้มลงมองจานข้าวตัวเองเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่กำลังตีรวนอยู่ในอก บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยการหยอกล้อและโต้ตอบที่ไม่มีใครยอมใคร มินตราพยายามเล่าเรื่องความรั่วตอนไปหาอะไหล่ที่ตลาดมืด ส่วนธันวาก็ขัดบ้าง แซะบ้าง ตามสไตล์สุภาพบุรุษปากจัดที่แฝงไปด้วยความห่วงใย ทุกครั้งที่มินตราหัวเราะจนตาหยี ธันวาจะเผลอขยับยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว เวลาผ่านไปจนดึกดื่น แขกเริ่มทยอยกลับ เหลือเพียงพวกเขาและป้าปรางที่ขอตัวไปตรวจเช็กบัญชีหลังร้าน ทิ้งให้ความเงียบเข้ามาโอบล้อมพื้นที่เล็กๆ นี้ไว้ “คุณธันวาครับ...” มินตราเรียกเสียงอ่อย ขณะกำลังเช็ดโต๊ะ “หืม?” “ถ้าวันหนึ่ง ของที่ผมซ่อมมันไม่กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม คุณจะยังมองว่ามันมีค่าอยู่ไหม?” ธันวาวางแก้วน้ำในมือลง เสียงกระแทกกับโต๊ะไม้ดังก้องไปทั่วร้าน เขามองสบตาเธออย่างจริงจังในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน “มินตรา... ของบางอย่างไม่จำเป็นต้องทำงานได้สมบูรณ์แบบหรอกครับ แค่เราเลือกที่จะเก็บมันไว้ และดูแลมันในวันที่มันพังที่สุด นั่นแหละคือค่าของมันที่แท้จริง” มินตรานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะจนแทบหลุดออกมาจากอก ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย เธอพยายามจะเอ่ยปากแซวเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย แต่จังหวะนั้นเอง ป้าปรางก็ตะโกนออกมาจากหลังร้าน “มิน! ตาธันวา! พวกเธอมาดูนี่หน่อยเร็ว! มีคนทิ้งกล่องปริศนาไว้ที่หน้าร้าน ดูท่าทางจะเป็นของสำคัญมาก!” ทั้งคู่รีบวิ่งไปที่หน้าร้านพร้อมกัน ท่ามกลางความมืดสลัว แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางเผยให้เห็นกล่องไม้เก่าลวดลายประหลาดวางนิ่งอยู่บนพื้น ธันวาโน้มตัวลงไปหยิบมันขึ้นมา แต่ทันทีที่เขาเปิดฝากล่องออก เสียงสัญญาณเตือนภัยที่ซ่อนอยู่ในร้านก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งถนน “นั่นมันเครื่องดักฟังรุ่นโบราณ!” ธันวาอุทานพลางหันไปมองมินตราด้วยความตระหนก “ใครบางคนกำลังฟังเราอยู่... และดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้อะไรบางอย่างที่เราไม่ควรจะรู้” ยังไม่ทันที่มินตราจะเอ่ยปากถาม มือถือของธันวาก็สั่นรัวขึ้นมาในกระเป๋ากางเกง ข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาบนหน้าจอเป็นเบอร์ที่ไม่ระบุตัวตน พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำเอาเลือดในกายเขาเย็นเฉียบ *[ถ้าไม่อยากให้ร้านนี้กลายเป็นเถ้าถ่านก่อนรุ่งสาง จงส่งสิ่งที่อยู่ในกล่องนั้นคืนมาให้พวกเรา... ภายในสิบนาทีครับ ธันวา]* ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเหงาที่แสนอบอุ่นในตอนนี้นะครับ สายลมแผ่วเบา
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%