กล่องไม้สนสีซีดใบนั้นถูกผลักให้เลื่อนไปบนพื้นโต๊ะทำงานไม้สักแท้จนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ในสถานการณ์ที่เข็มนาฬิกาแขวนผนังกำลังเดินถอยหลังสู่เส้นตายสิบนาทีตามจดหมายขู่ปริศนา บรรยากาศรอบตัวควรจะตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าคนตรงหน้าผมกลับทำในสิ่งที่แม้แต่สถาปนิกที่ผ่านโปรเจกต์ใหญ่มาโชกโชนอย่างผมยังต้องยอมยกธงขาว
มินตรากำลังใช้สำลีก้านจุ่มแอลกอฮอล์เช็ดคราบกาวเก่าบนกล่องไม้ราวกับโลกใบนี้ไม่มีกลุ่มชายฉกรรจ์ยืนล้อมร้านอยู่เลยสักนิด แถมเจ้าตัวยังฮัมเพลงลูกทุ่งยุคเก้าศูนย์ออกมาเบาๆ อย่างอารมณ์ดี
"คุณมินตราครับ... ผมว่าสถานการณ์ตอนนี้ เราไม่ได้กำลังนั่งประกอบโมเดลกระดาษส่งอาจารย์ตอนตีสองนะครับ" ผมถอนหายใจยาว พยายามระงับอาการกระตุกที่มุมปาก
"โหน่ง ธันวา... ใจเย็นๆ สิคะ เอ้ย! ครับคุณสถาปนิก" มินตราเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มตาหยีให้ผม รอยยิ้มแบบที่เธอมักจะใช้กลบเกลื่อนความซุ่มซ่ามของตัวเองเสมอ "เขาก็แค่บอกว่า *'ถ้าไม่อยากให้ร้านนี้กลายเป็นเถ้าถ่าน'* ใช่ไหมล่ะคะ แปลว่าเขาแค่อยู่ในโหมดดรามาติกอยากสร้างซีนเท่ๆ เหมือนในหนังแอ็กชันทุนต่ำต่างหาก กล่องนี้มีมูลค่าทางจิตใจนะคุณ จะให้ส่งคืนพวกนักเลงหัวไม้ที่ดูทรงแล้วน่าจะจำแนกความแตกต่างระหว่างประแจกับไขควงไม่ออกได้ยังไง"
"แต่มันคือความปลอดภัยของร้านคุณป้าปรางนะครับ!" ผมเผลอขึ้นเสียงเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดที่ปนเปื้อนความกังวลอย่างประหลาด ปกติแล้วธันวาคนนี้ไม่เคยรนรานกับเรื่องไร้สาระแบบนี้ แต่ไม่รู้ทำไม พอเป็นเรื่องของยายผู้หญิงปากเสียแต่หัวใจโคตรจะนักสู้คนนี้ ความเยือกเย็นที่สะสมมานานนับปีถึงมักจะพังทลายลงง่ายๆ ทุกที
"โอ๋ๆ นะครับ คุณธันวาคนเก่ง อย่าเพิ่งทำหน้ายับเป็นกระดาษสาใช้แล้วสิคะ เดี๋ยวตีนกาขึ้นหน้าผากหมดพอดี นี่ยังหนุ่มยังแน่น หน้าตาดีระดับได้ขึ้นปกนิตยสารสถาปัตยกรรมแท้ๆ ทำหน้าแบบนี้เดี๋ยวสาวๆ แถวนี้เขาก็ใจสลายกันพอดีหรอก"
ให้ตายเถอะครับ... นี่เธอยังมีอารมณ์มาหยอกล้อผมในเวลาแบบนี้อีกหรือ
ผมจ้องมองใบหน้าเปื้อนฝุ่นไม้ของเธอ ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่มีแววหวาดกลัวเลยสักนิด มีเพียงความรั้นและความจริงใจที่ฉายชัดอยู่ข้างใน มันเป็นความเพี้ยนที่น่าประหลาด แต่มันกลับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ผมละสายตาไปไม่ได้เลย ในมุมมองของสถาปนิก ทุกอย่างบนโลกใบนี้ต้องมีโครงสร้าง มีแบบแผน มีเหตุและผลรองรับ แต่กับมินตรา เธอกลับเป็นเหมือนโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบพังค์ร็อกที่เบี้ยว บิด และไม่มีสูตรคำนวณไหนในตำราเล่มไหนบนโลกที่สามารถคาดเดาได้
แต่น่าแปลก... ที่พอมองดูนานเข้า ผมกลับเริ่มรู้สึกว่าความเบี้ยวเหล่านี้แหละที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวมันมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
มุมปากของผมกระตุกขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หลุดลอดออกมาจากความเคร่งขรึมโดยที่ผมเองก็แทบไม่รู้ตัว
มินตราที่เงยหน้าขึ้นมาสบตาพอดีถึงกับชะงัก มือที่ถือสำลีก้านค้างกลางอากาศ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับเห็นปาฏิหาริย์ "อุ๊ย! คุณธันวา..."
"อะไรครับ" ผมรีบหุบยิ้มแล้วปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงทันที กลกลบเกลื่อนด้วยการยกมือขึ้นกอดอก
"เมื่อกี้... คุณยิ้มเหรอคะ?" เธอวางสำลีลงแล้วเอียงคอจ้องผมตาแป๋ว "โอ้โห พ่อคุณเอ้ย นานๆ ทีจะเห็นรอยยิ้มจากสถาปนิกหน้าตายอย่างคุณ นึกว่าหน้าล็อกด้วยปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ซะอีก แบบนี้ต้องบันทึกสถิติโลกไว้เลยนะเนี่ย ว่าแต่... เมื่อกี้เพราะมุขตลกฝืดๆ ของฉัน หรือเพราะหน้าตาฉันมันตลกจนกลั้นไม่อยู่กันแน่คะเนี่ย"
"อย่าหลงตัวเองเลยครับ มินตรา" ผมตอบเสียงเรียบ พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น "ผมแค่กำลังคิดว่า ถ้าพวกมันบุกเข้ามาจริงๆ ผมคงต้องเสียเวลามานั่งคำนวณค่าซ่อมกระจกหน้าร้านใหม่อีกรอบต่างหาก"
"ปากแข็งซะจริงนะคะพ่อคู๊ณ..." เธอยิ้มกริ่ม แววตาซุกซนเป็นประกาย "ทั้งๆ ที่เมื่อกี้แอบเคลิ้มกับความน่ารักสดใสระดับสี่ดาวของฉันแท้ๆ"
ผมกำลังจะอ้าปากเถียงกลับด้วยประโยคคมๆ ตามสไตล์คนปากจัด แต่เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างหนักแน่น บรรยากาศในร้านเปลี่ยนจากความผ่อนคลายกลับมาสู่จุดเดือดในเสี้ยววินาที
เงาดำของชายฉกรรจ์สามคนร่างสูงใหญ่ภายใต้เสื้อแจ็กเก็ตสีดำสนิทปรากฏขึ้นหลังกระจกใส แสงไฟนีออนสลัวสาดส่องให้เห็นรอยสักที่ต้นคอของคนตรงกลางอย่างชัดเจน มือหนาของหัวหน้าแก๊งยกขึ้นเคาะกระจกอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่ส่งผ่านเข้ามา
ผมขยับตัวไปยืนบังหน้ามินตราโดยอัตโนมัติ ร่างกายตื่นตัวพร้อมรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า สายตาคมกริบมองลอดกระจกไปยังกลุ่มคนข้างนอกที่กำลังเริ่มออกแรงผลักประตูร้านเบาๆ เพื่อทดสอบความแข็งแรง
สิบนาทีหมดลงแล้ว... และพวกมันมาตามนัด
แต่วินาทีที่ผมกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบประแจเหล็กใสตู้มาถือไว้เตรียมป้องกันตัวนั้นเอง มินตรากลับเอื้อมมือมาแตะที่แขนเสื้อของผมเบาๆ แรงสัมผัสเพียงแผ่วเบานั้นกลับหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมดของผมลงได้อย่างน่าประหลาด
ผมก้มลงมองเธอด้วยความสงสัย มินตราไม่ได้มีแววตาหวาดกลัว เธอยิ้มให้ผม รอยยิ้มที่อบอุ่นและนิ่งสงบกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
"ใจเย็นๆ สิคะคุณธันวา..." เสียงกระซิบแผ่วเบาลอดผ่านริมฝีปากของเธอ "บอกแล้วไงคะว่าของในร้านนี้... ฉันซ่อมมันมากับมือ และฉันไม่มีวันยอมให้ใครมาพังมันง่ายๆ หรอก... รวมถึงตัวคุณด้วยนะ"
ประโยคสุดท้ายของเธอทำเอาหัวใจผมกระตุกวูบอย่างแรง ความอบอุ่นแปลกประหลาดไหลซ่านเข้าสู่กลางอกท่ามกลางความหนาวยะเยือกของสถานการณ์ภายนอก
ก่อนที่ผมจะทันได้เอ่ยปากพูดอะไร ประบานหน้าร้านก็ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงมหาศาล เสียงกระดิ่งลมทองเหลืองที่แขวนไว้เหนือประหวิงสั่นระรัว กลิ่นอายอันตรายแผ่ซ่านเข้ามาพร้อมกับร่างของชายฉกรรจ์ที่ก้าวเข้ามาทีละคน
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก 1 ปรับสายตาให้คมกริบ พร้อมเผชิญหน้ากับความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ทว่า... ปลายหางตาของผมกลับเหลือบไปเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของมินตรา สิ่งที่เธอเพิ่งหยิบขึ้นมาจากกล่องไม้สนใบนั้นซ่อนไว้ข้างหลัง
มันไม่ใช่เอกสาร ไม่ใช่เครื่องประดับโบราณ... แต่มันคือสิ่งที่จะเปลี่ยนเกมทุกอย่างในค่ำคืนนี้ไปตลอดกาล
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ สัญญาว่าจะไม่ทำให้ผิดหวังในตอนต่อไปนะครับ
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 7
เมื่อความเนี๊ยบพ่ายแพ้ต่อความเพี้ยน
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!