"ถ้าเสานั่นทรุดลงมาอีกสองมิลลิเมตร คานคอนกรีตเสริมเหล็กอายุสี่สิบปีตรงหัวเราจะพับลงมาทับร่างเรากลายเป็นโครงกระดูกคู่รักฝังดินแบบคลาสสิกเลยนะครับคุณมินตรา เพราะฉะนั้น... กรุณาหุบปากแล้วใช้สมองข้างที่ถนัดที่สุดคิดวิธีช่วยผมพยุงคานตัวนี้ไว้เดี๋ยวนี้ครับ!"
เสียงทุ้มต่ำของธันวาตวัดลอดไรฟันด้วยความเครียดจัด ใบหน้าคมคายที่ปกติมักจะเรียบตึงและรักษามาดหนุ่มเนียบระดับพรีเมียมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ตอนนี้ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เม็ดน้ำใสเกาะพราวอยู่บนกรอบหน้าคมสัน เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงศอกเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อและเส้นเลือดปูดโปนจากการออกแรงเกร็งสุดกำลัง สองมือหนาของสถาปนิกหนุ่มกำลังค้ำยันเสาเหล็กชั่วคราวที่สั่นระริกราวกับพร้อมจะดีดตัวหนีทุกเมื่อ
เบื้องหน้าของพวกเขาไม่ใช่เอกสาร ไม่ใช่เครื่องประดับโบราณ แต่คือ "สิ่งนั้น" สิ่งที่จะเปลี่ยนเกมทุกอย่างในค่ำคืนนี้ไปตลอดกาล กล่องเหล็กนิรภัยฝังผนังที่ถูกงัดจนเผยให้เห็นกลไกอิเล็กทรอนิกส์ด้านในที่กำลังส파ร์คประกายไฟสีฟ้าแปลบปลาบ ส่งเสียงหวีดร้องแหลมสูงในความเงียบสงัดของตึกเก่าโครงสร้างทรุดโทรมแห่งนี้
"โหยคุณธันวา! จะมาพ่นประโยคชวนสยองขวัญอะไรตอนนี้เล่า คนยิ่งขาสั่นพับๆ อยู่ด้วย!" มินตราโวยวายสวนกลับเสียงสั่น ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด มือเรียวเล็กที่เปื้อนคราบเขม่าควันและน้ำมันเครื่องกำลังสั่นเทาจนแทบถือประแจเหล็กขนาดใหญ่ในมือไว้ไม่อยู่ หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด แต่สัญชาตญาณของช่างซ่อมมือหนึ่งกลับสั่งให้เธอก้าวเข้าไปประชิดร่างสูงใหญ่ของเขาอย่างไร้ความลังเล "แล้วนี่ทำไมเสามันถึงได้เดาใจยากขนาดนี้เนี่ย! บอกแล้วว่าตึกโบราณมันมีจิตวิญญาณ ดื้อด้านไม่ยอมให้ใครมาแตะง่ายๆ หรอก!"
"จิตวิญญาณบ้านคุณสิครับ! นี่มันหลักฟิสิกส์กับความประมาทล้วนๆ!" ธันวาตวาดกลับเบาๆ แต่เต็มไปด้วยความร้อนรน นัยน์ตาคมกริบกวาดมองรอยแตกร้าวบนผนังปูนฉาบที่กำลังขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ เสียงลั่นเอี๊ยดอาร์ดของโครงสร้างเหล็กด้านบนทำให้บรรยากาศรอบตัวกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ความจริงแล้ว ทั้งคู่ควรจะถอยออกไปตั้งหลักข้างนอกตั้งแต่สิบนาทีที่แล้ว ตั้งแต่ตอนที่สัญญาณเตือนภัยภัยพิบัติของตึกดังขึ้นและฝุ่นปูนร่วงกราวลงมาเหมือนหิมะ แต่เพราะ "เอกสารชิ้นสุดท้าย" ที่ซ่อนอยู่หลังกล่องนิรภัยนั้น เป็นกุญแจดอกเดียวที่จะช่วยกอบกู้ความลับของโปรเจกต์ที่อาจารย์ผู้ล่วงลับของธันวาเคยทิ้งไว้ และมันยังเกี่ยวพันกับความทรงจำอันเจ็บปวดที่เขาพยายามหนีมาตลอดชีวิต มินตรามองเสี้ยวหน้าของสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความกังวล เธอเห็นร่องรอยของความโดดเดี่ยวและความพยายามที่จะแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว... เหมือนอย่างเคย
ความเหงาอบอุ่นบางอย่างซัดเข้ากลางใจของหญิงสาว เธอยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผากลวกๆ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด
"โอเค... ฟังทางนี้สถาปนิกหน้าตาย" มินตราเปลี่ยนน้ำเสียงจากความตื่นตระหนกมาเป็นความจริงจัง น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไปจนธันวาต้องเหลือบสายตามามองด้วยความแปลกใจ "ฉันรู้ว่าคุณกลัวอะไรอยู่... กลัวว่าตึกนี้จะพังลงมาทับความทรงจำพวกนั้นใช่ไหมล่ะ? แต่บอกไว้ก่อนนะว่า ฉันยังไม่อยากตายคาซากตึกกับผู้ชายปากจัดแบบคุณหรอก เพราะฉะนั้น เรามาแบ่งหน้าที่กัน!"
ธันวาชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมเข้มมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่ไม่มีความหวาดกลัวเหลืออยู่เลย มีเพียงความมุ่งมั่นและประกายระยิบระยับที่ชวนให้หัวใจที่ด้านชามานานเกิดกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้
"คุณจะทำอะไร..." เขาเอ่ยถามเสียงพร่า
"คุณมีหน้าที่ใช้แรงและสมองคำนวณโครงสร้าง รับน้ำหนักตรงนี้ไว้ให้มั่น ห้ามขยับแม้แต่เซนติเมตรเดียวเด็ดขาด!" มินตราสั่งเสียงเฉียบขาด มือเล็กวางประแจลงแล้วคว้าไขควงหัวแฉกกับคีมปากจระเข้ขึ้นมาแทนที่ "ส่วนฉัน... จะเป็นคนเข้าไปจัดการเจ้ากล่องตัวปัญหานี่เอง เชื่อมือช่างกู้ซ่อมมือหนึ่งคนนี้เถอะน่า!"
พูดจบ มินตราก็ไม่รอให้เขาได้ทักท้วง เธอแทรกตัวเข้าไปเบียดชิดกับแผงอกกว้างของธันวา กลิ่นหอมจางๆ ของสบู่เด็กและฝุ่นปูนลอยแตะจมูกสถาปนิกหนุ่มจนเขาเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันจนรับรู้ถึงลมหายใจที่ร้อนผ่าว ท่ามกลางเสียงคำรามต่ำๆ ของโครงสร้างตึกที่กำลังร้องเตือนภัย
"ระวังตัวด้วยนะครับ..." ธันวาเผลอหลุดปากกระซิบเสียงแผ่วเบา ประโยคคำสั่งที่มักจะใช้ดุคนอื่น ถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยที่หลุดออกมาจากส่วนลึกของก้นบึ้งหัวใจอย่างไม่ทันตั้งตัว
มินตรานิ่งงำไปเสี้ยววินาที แก้มเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัดท่ามกลางแสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัว แต่เธอไม่มีเวลามาเขินอายในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ นิ้วเรียวเล็กตวัดไขควงขันน็อตตัวสุดท้ายที่ยึดแผงวงจรของกล่องนิรภัยอย่างคล่องแคล่ว เสียงโลหะเสียดสีกันดังเอี๊ยดอาร์ด ขณะที่ธันวายังคงเกร็งกล้ามเนื้อแขนทั้งหมดเพื่อรับน้ำหนักคานเหล็กไม่ให้ร่วงลงมาทับร่างของเธอ
"อีกนิดเดียว... อีกนิดเดียวนะคุณ!" มินตราพึมพำกับตัวเอง เหงื่อเม็ดโตไหลยãยลงมาตามกรอบหน้า
เป๊าะ!
เสียงสปริงดีดตัวดังขึ้นพร้อมกับแผงวงจรไฟฟ้าที่ดับวูบลง ความมืดเข้าปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นชั่วขณะ เหลือเพียงแสงไฟฉายคาดหัวของธันวาที่สาดส่องสว่างไปยังมือของมินตราที่ดึง "แผ่นบันทึกข้อมูลโบราณ" ออกมาจากช่องลับได้สำเร็จ ทันทีที่วัตถุลับชิ้นนั้นหลุดออกมา เสียงสัญญาณเตือนภัยก็เงียบกริบลง พร้อมๆ กับที่รอยร้าวบนเพดานหยุดขยายตัวราวกับปาฏิหาริย์
ธันวาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ขาทั้งสองข้างอ่อนยวบลงจนเกือบทรุด แต่เขาก็ยังฝืนยืนหยัดไว้ได้ มินตราหันกลับมาส่งยิ้มกว้างจนตาหยีให้เขา รอยยิ้มที่สว่างไสวที่สุดในค่ำคืนอันมืดมนและเหน็บหนาว
"เห็นไหมล่ะ! บอกแล้วว่าฉันเอาอยู่..."
เธอยังพูดไม่ทันจบประโยค จังหวะนั้นเอง แรงสะเทือนที่เหลือจากการทรุดตัวเมื่อครู่ก็ทำให้พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าของมินตราเกิดยุบตัวลงกะทันหัน ร่างบางเสียการทรงตัวหงายหลังวับลงไปในหลุมแคบๆ ที่เพิ่งเปิดออก
"มินตรา!"
ธันวาตะโกนสุดเสียง สัญชาตญาณความเร็วเหนือมนุษย์ทำงานเร็วกว่าความคิด มือหนาปล่อยจากการค้ำยันเสาเหล็กพุ่งไปคว้าเอวบางของเธอไว้ได้ทันอย่างเฉียดฉิว แรงกระชากทำให้ร่างทั้งสองล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นปูนฝุ่นตลบ โดยมีร่างสูงของธันวาคร่อมทับปกป้องเธอเอาไว้ใต้ร่างทั้งหมด เพื่อไม่ให้เศษปูนร่วงลงมาใส่ศีรษะของหญิงสาว
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่ที่แนบชิดกันจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นโครมครามดังแข่งกัน มินตรานอนตาค้างอยู่ใต้ร่างของสถาปนิกหนุ่ม ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงลมหายใจกั้น ดวงตาสบประสานกันท่ามกลางความมืดและเศษฝุ่นละอองที่ล่องลอย
ธันวามองริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความตกใจ ก่อนที่สายตาจะเลื่อนขึ้นมองดวงตากลมโตที่ฉายแววระยิบระยับด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งตกใจ โล่งอก และ... บางสิ่งที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด
"นี่..." มินตรากระซิบเสียงสั่น หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก "คุณจะทับฉันไปถึงไหนเนี่ย... ลุกได้แล้วมั้งคุณสถาปนิก"
ธันวาไม่ได้ขยับตัวตามที่เธอพูด นัยน์ตาคมกريบมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยนั้น ปลายนิ้วเรียวที่ยังคงโอบเอวบางไว้เผลอกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดที่เข้ามาแทนที่ความเหงาอันยาวนานกำลังกัดกินหัวใจของเขา ทีละน้อย... ทีละน้อย
"ถ้าผมบอกว่าไม่อยากลุก... คุณจะว่าอะไรไหมครับ" เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ชิดริมหูของเธอจนร่างบางสะท้านเฮือก
มินตราอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับจังหวะรุกฆาตที่คาดไม่ถึงของคนมาดนิ่ง ธันวาค่อยๆ ก้มหน้าลงต่ำ ช้าๆ เพื่อลดระยะห่างระหว่างกัน ขณะที่หัวใจของคนอ่านและตัวละครกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเขินอาย
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของเขากำลังจะสัมผัสกับหน้าผากมน เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของมินตราก็แผדเสียงริงโทนประหลาดดังลั่นทำลายบรรยากาศโรแมนติกพังไม่เป็นท่า พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนป๊อปอัพจากหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมากลางความมืด—
*[แจ้งเตือนด่วน: พบสัญญาณความร้อนแปลกปลอมกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชั้นใต้ดินที่คุณอยู่... และบุคคลปริศนากำลังยืนรอพวกคุณอยู่ที่ทางออก]*
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้นักเขียนเสมอนะครับ
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 8
โปรเจกต์ที่ต้องร่วมมือ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!