"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่านี้อีกก้าวเดียว ผมจะถือว่าคุณกำลังวิ่งหนีความจริงนะครับ... คุณมินตรา"
เสียงทุ้มต่ำของธันวาเอ่ยลอดผ่านความมืดชื้นของชั้นใต้ดิน ก้องกังวานพอดีจนทำให้ร่างเล็กที่กำลังจ้ำอ้าวอยู่เบื้องหน้าชะงักกึก เธอค่อยๆ หมุนตัวกลับมาด้วยใบหน้าบึ้งตึงที่พยายามอย่างยิ่งยวดในการซ่อนพิรุธ
เหตุการณ์แจ้งเตือนด่วนเรื่องสัญญาณความร้อนแปลกปลอมเมื่อครู่ยังไม่ทันได้คลี่คลายดี ตอนนี้พวกเขากลับติดแหง็กอยู่หลังเสาปูนเปลือยขนาดใหญ่ เนื่องจากบุคคลปริศนาร่างสูงใหญ่ในชุดฮู้ดสีเข้มที่ดักรออยู่ตรงทางออก กำลังเดินตรวจตราพื้นที่ด้วยท่าทีคุกคาม
ระยะห่างระหว่างธันวาและมินตราในตอนนี้... ชิดเสียจนลมหายใจอุ่นๆ ของเธอกระทบเข้ากับปกเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกพับแขนขึ้นอย่างไร้ระเบียบของสถาปนิกหนุ่ม ธันวายกมือข้างหนึ่งขึ้นค้ำยันกำแพงปูนเพื่อกั้นพื้นที่ ปิดกั้นทางหนีทีไล่ของเธอไว้อย่างสมบูรณ์ สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่เต็มไปด้วยเหงื่อกาฬซึม
"ใครวิ่งหนีกันคะ... เอ๊ย! ใครวิ่งหนีกันเล่า!" มินตราแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเผลอใช้สรรพนามหลุดโลกของเธอออกมา เธอรีบดึงสติแล้วเชิดหน้าขึ้นสู้ "ฉันแค่มองไม่เห็นทางต่างหาก ชั้นใต้ดินบ้านคุณนี่มันเขาวงกตชัดๆ แล้วก็นะคะ... ถอยออกไปหน่อยได้ไหม อึดอัดจะตายอยู่แล้ว"
"อึดอัด หรือตื่นเต้นจนหายใจไม่ทั่วท้องกันแน่ครับ" ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างรู้ทัน รอยยิ้มแบบที่มินตรามักจะนึกหมั่นไส้จนอยากจะหยิกแขนเขาสักทีสองที "หัวใจคุณเต้นดังจนผมได้ยินมาถึงตรงนี้แล้วนะ... หรือว่ากลัวคนข้างนอกคนนั้นจนใจสั่น?"
"บ้าสิ! ฉันไม่ได้กลัวไอ้พี่เบิ้มข้างนอกนั่นสักหน่อย..." มินตราเถียงเสียงแข็ง พร้อมกับยกมือขึ้นผลักอกแกร่งเบาๆ เพื่อให้เขาถอยห่าง แต่ธันวากลับนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่เขาออกแบบ กล้ามเนื้อแน่นใต้ร่มผ้าไหววอนตามแรงผลักเล็กน้อยแต่ไม่ขยับเขยื้อນเลยแม้แต่น้อย รังสีความอบอุ่นและกลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นฝุ่นปูนที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา ยิ่งทำให้เธอสติกระเจิงเข้าไปใหญ่
"ถ้าไม่ได้กลัว... ทำไมต้องหลบตาผมด้วยล่ะครับ"
ธันวาโน้มใบหน้าลงมาอีกนิด น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เจือความดุดันเล็กๆ ทำเอาอุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ ทั้งที่รอบตัวคือห้องใต้ดินอับชื้น เขากำลังใช้ความใกล้ชิดนี้เพื่อต้อนเธอให้จนมุม ไม่ใช่แค่ทางกาย แต่หมายถึงความรู้สึกที่เธอพยายามปัดป้องมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ตั้งแต่เหตุการณ์ซ่อมแซมกล่องดนตรีโบราณชิ้นนั้น... และสายตาที่ธันวาเผลอมองเธอตอนที่เธอยิ้มจนตาหยี มินตรารู้ดีว่ามีบางอย่างเกินเลยกว่าเส้น "สถาปนิกกับช่างซ่อมของ" ไปไกลโขแล้ว และเธอก็แน่ใจว่าผู้ชายคนนี้ก็รู้สึกไม่ต่างกัน เพียงแต่...
"ฉันไม่ได้หลบตานะ!" มินตราตวัดสายตากลับขึ้นมาสบตาเขาตรงๆ อย่างเหลืออด "คุณต่างหากเล่าธันวา! ทำเป็นพูดมากกลบเกลื่อนอยู่ได้... คนที่กำลังกลัวความรู้สึกตัวเองจริงๆ น่ะ คือคุณต่างหากล่ะ!"
คำพูดนั้นทำให้ธันวาชะงักไปชั่วขณะ ประกายความไหววูบพาดผ่านนัยน์ตาคู่คมเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยตามวิสัยของสถาปนิกผู้ควบคุมทุกอย่างในชีวิต
"ผมเนี่ยนะ... กลัวความรู้สึกตัวเอง?" ธันวาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเย้ยหยันแต่กลับสั่นพร่าอย่างประหลาด "คุณกำลังเอามาตรฐานอะไรมาตัดสินผมครับ คุณมินตรา ผมเป็นสถาปนิก งานของผมคือการสร้างโครงสร้างที่มั่นคง บนฐานรากที่คำนวณมาอย่างดี ไม่มีที่ว่างให้กับความรู้สึกไร้สาระพวกนั้นหรอก"
"โครงสร้างบ้าบออะไรของคุณ!" มินตราสวนกลับทันควัน น้ำตาคลอเบ้าด้วยความคับ 30 เปอร์เซ็นต์ โกรธ 70 เปอร์เซ็นต์ "ความรู้สึกของคนเรามันไม่ใช่ตึกนะธันวา! มันจะมาคำนวณแรงอัดแรงดึงไม่ได้หรอก! ถ้าคุณไม่ได้สนใจฉันจริงๆ ทำไมตอนที่คนคนนั้นเกือบจะเดินมาทางนี้... คุณถึงต้องดึงฉันเข้ามาชิดตัวขนาดนี้ด้วยเล่า!"
เธอชี้ไปที่มือข้างซ้ายของเขาที่ยังคงกุมข้อมือเธอไว้แน่นตั้งแต่ก่อนวิ่งหลบมาหลังเสา ธันวาชำเลืองมองมือตัวเองช้าๆ ราเพิ่งรู้ตัวว่าเขาทำอะไรลงไป
บรรยากาศระหว่าง10วินาทีต่อมาตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของบุคคลปริศนาภายนอกที่เดินวนเวียนอยู่ใกล้ทางออกมากขึ้นเรื่อยๆ แสงไฟฉายสาดส่องกวาดผ่านรอยแตกของประตูเหล็กเข้ามาเป็นลำแสงสีขาวนวลตัดกับความมืด
ธันวาผ่อนลมหายใจยาวนาน เขาค่อยๆ คลายมือออกจากข้อมือเรียวบางนั้นช้าๆ ก่อนจะถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่แววตากลับซ่อนความสับสนระลอกใหญ่ไว้ไม่มิด
"คุณคิดไปเอง... มินตรา" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายจะกำลังเต้นรัวรากับกลองเพล "ผมแค่ไม่อยากให้แผนงานที่ผมวางไว้พังเพราะความสะบثะสะพอนของคุณก็เท่านั้น... เรื่องระหว่างเรา ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นหรอกครับ"
เปรี้ยง!
ประโยคตัดเยื่อใยนั้นพุ่งเข้าชนความรู้สึกของมินตราอย่างจัง ราวกับมีใครเอาค้อนปอนด์มาทุบลงกลางใจ สาวเจ้าขบกริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ดวงตากลมโตฉายแววตัดพ้ออย่างไม่ปิดบัง
"ค่ะ... เข้าใจแล้วค่ะ" มินตราแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยแต่พยายามดึงความเข้มแข็งเฮือกสุดท้ายกลับมา "ถ้าคุณคิดแบบนั้น... งั้นก็เชิญคุณอยู่กับโครงสร้างที่มั่นคงไร้หัวใจของคุณต่อไปคนเดียวเถอะค่ะ ส่วนฉัน จะออกไปเผชิญหน้ากับพี่เบิ้มข้างนอกนั่นเอง!"
พูดจบ มินตราก็ไม่รอให้สถาปนิกมาดนิ่งได้ประมวลผล เธอหมุนตัวพรวดพราดพุ่งออกจากหลังเสา มุ่งตรงไปยังทิศทางของแสงไฟฉายและทางออกทันทีโดยไม่สนใจเสียงทักท้วงใดๆ ทั้งสิ้น
"เดี๋ยวมินตรา! คุณจะบ้าหรือไง!" ธันวาอุทานลั่นด้วยความตกใจ สัญชาตญาณความเป็นห่วงพุ่งทะยานเหนือความฟอร์มจัดทั้งปวง เขาก้าวเท้าตามออกไปกระชากแขนเธอไว้เต็มแรง
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ธันวาดึงตัวมินตราเข้ามาหลบหลังแผงลังไม้อีกครั้งเพื่อพ้นจากรัศมีของไฟฉาย ประตูเหล็กบานใหญ่เบื้องหน้าก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความปรานี เสียงฝีเท้าหนักๆ สองคู่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่พอดี
ร่างของชายในชุดฮู้ดก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับเงาตะคุ่มของใครอีกคนที่เดินตามหลังมา และเมื่อแสงไฟสาดกระทบเข้ากับใบหน้าของบุคคลปริศนาคนนั้น ธันวาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ไม่ใช่แค่คนแปลกหน้า... แต่เป็นคนคนนั้น! คนที่เขาพยายามลืมเลือนและฝังกลบไว้ในอดีตมาตลอดหลายปี
มินตราสังเกตเห็นอาการตัวแข็งทื่อของสถาปนิกหนุ่ม เธอหันไปมองหน้าเขาด้วยความตกใจ ธันวากำลังยืนตัวเกร็ง ใบหน้าซีดเผือด นัยน์ตาสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มือที่เคยจับแขนเธอกำลังสั่นน้อยๆ
"ธันวา..." มินตราเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยความกังวลลืมความโกรธเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น "คน... คนนั้นคือใครกันทำไมคุณถึง..."
ยังไม่ทันที่มินตราจะได้ถามจบ ชายร่างสูงในชุดฮู้ดก็ก้าวเข้ามาใกล้จนประชิด พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของธันวาหยุดหมุนลงในทันที
"ไม่เจอกันนานนะ... พี่ชาย"
...และก่อนที่ธันวาจะทันได้ขยับตัวตอบสนอง เสียงข้อความแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของมินตราก็ดังขึ้น **"ติ๊ง!"** พร้อมกับหน้าจอเรืองแสงที่โชว์ข้อความร่างยาวเหยียดซึ่งเธอพิมพ์ค้างไว้ด้วยความอัดอั้นตันใจ และเผลอกดส่งออกไปหาธันวาโดยไม่ได้ตั้งใจก่อนหน้านี้ไม่กี่วินาที—
*[ธันวา... ถ้าคุณยังปากแข็งแบบนี้ ระวังคุณจะไม่มีวันได้บอกรักฉันอีกเลยนะ!]*
ธันวาก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นในความมืดสลับกับใบหน้าตื่นตระหนกของมินตราที่พยายามจะตะครุบโทรศัพท์คืน ขณะที่บุคคลปริศนาเบื้องหน้ากำลังยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน
...งานนี้ โครงสร้างที่ธันวาอุตส่าห์คำนวณมาอย่างดี พังทลายไม่เป็นท่าในพริบตาเดียว!
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความปากแข็งของสถาปนิกหนุ่มคนนี้นะครับ
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 9
คนไม่ซื่อสัตย์กับความรู้สึก
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!