สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 4

ความลับใต้โต๊ะไม้สัก

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
"ถ้าคุณยังยืนทำหน้าเหมือนคนท้องผูกแบบนั้นอีกสามวินาที ผมจะคิดว่าคุณกำลังพยายามใช้พลังจิตสะกดให้โต๊ะไม้สักตัวนี้มันสลายหายไปเองนะครับคุณมินตรา" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความรำคาญแบบพอดีคำดังขึ้น ทำเอาหญิงสาวที่กำลังยืนจ้องลิ้นชักโต๊ะโบราณตาไม่กะพริบสะดุ้งสุดตัว มินตราหันขวับมาทำหน้ายู่ใส่คนที่เพิ่งเดินถือแก้วกาแฟอุ่นเข้ามาในโซนเวิร์กช็อป ปลายจมูกรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยตามประสาคนไม่ยอมคน "นี่คุณธันวาคะ... เอ้ย! นี่คุณธันวาครับ! มองยังไงให้หน้าฉันเหมือนคนท้องผูกคะ... เอ้ย! ครับ!" มินตราเกือบเผลอหลุดปากสำเนียงคุ้นชิน แต่ต้องรีบเปลี่ยนสรรพนามกระทันหันเมื่อเจอสายตาดุๆ แบบฉบับสถาปนิกเจ้าระเบียบที่กวาดมองมา "คนเขากำลังใช้สมาธิวิเคราะห์ร่องรอยประวัติศาสตร์ต่างหากเล่า โต๊ะตัวนี้อายุกว่าห้าสิบปีนะรู้ไหม ข้างในนี้มันต้องมีเรื่องเล่าลับๆ ซ่อนอยู่แน่ๆ" ธันวาถอนหายใจยาว วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะทำงานข้างๆ อย่างเบามือ ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้สักตัวปัญหาที่ส่งกลิ่นอับของกาลเวลา ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนถึงข้อศอกดูเนี้ยบกริบขัดกับบรรยากาศรกๆ ของร้านซ่อมของเก่าของคุณป้าปรางอย่างสิ้นเชิง เขาปรายตามองลิ้นชักชั้นล่างสุดที่ถูกปิดตายด้วยแม่กุญแจสนิมเขรอะ "เรื่องเล่าลับๆ จะมีหรือไม่มีผมไม่รู้หรอกนะครับ แต่ที่รู้แน่ๆ คือถ้าคุณยังงัดมันด้วยไขควงอันจิ๋วอันนั้น ลิ้นชักตัวนี้คงได้พังคาคามือคุณก่อนที่เราจะรู้ความลับอะไรเสียอีก เอามานี่ครับ" ธันวาเอื้อมมือไปหยิบประแจปากตายและชุดเครื่องมือช่างเฉพาะทางมาจากมือบางอย่างถือวิสาสะ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาฉายแววตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์เมื่อปลายนิ้วเรียวยาวเริ่มจัดการกับกลไกสลักฝศกอย่างใจเย็น ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความแม่นยำและระเบียบวิธี ช่างเป็นความน่าหงุดหงิดที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... เวลาผู้ชายคนนี้ตั้งใจทำงาน มันช่างดูมีเสน่ห์เสียจนคนมองเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มินตราแอบกอดอกมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสถาปนิกหนุ่ม ปากก็ยังไม่วายหาเรื่องกลบเกลื่อนความใจเต้นแปลกๆ "แหม... ทำเป็นเก่งนะคะ... เอ้ย! ครับ พ่อสถาปนิกมือหนึ่ง ทีเรื่องอื่นนี่ปากจัดเป็นไฟลามทุ่งเชียว แต่พอให้ซ่อมของเก่าทีไร ทำไมทำหน้าเหมือนอมทุกข์ตลอดเวลาเล่า" "ผมไม่ได้อมทุกข์ครับคุณมินตรา แค่กำลังใช้ความคิด" ธันวาตอบโดยไม่ละสายตาจากงานตรงหน้า น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่แฝงรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "แล้วก็กรุณาลดความอยากรู้อยากเห็นลงสักนิด ชีวิตคุณจะได้ไม่ต้องวิ่งวุ่นเก็บกวาดความซุ่มซ่ามของตัวเองทุกวันแบบนี้" *แกร๊ก!* เสียงสลักโลหะภายในดีดตัวออกอย่างแผ่วเบาพร้อมกับลิ้นชักไม้สักที่เลื่อนเปิดออกได้อย่างง่ายดาย กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นไม้เก่าจางๆ ลอยคละคลุ้งขึ้นมาทันที ทั้งสองคนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดึงให้ช้าลง ปลายนิ้วของธันวาชะงักค้างอยู่เหนือขอบลิ้นชัก ภายในนั้น ไม่มีสมบัติล้ำค่า ไม่มีเครื่องเพชรพลอย หรือเอกสารทางธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียง... ซองจดหมายสีเหลืองนวลผูกด้วยเชือกป่านเส้นเล็กที่ถูกวางไว้อย่างทะนุถนอม และภาพถ่ายใบเก่าที่มุมกระดาษเริ่มเหลืองกรอบตามกาลเวลา มินตราโน้มตัวเข้าไปใกล้โดยอัตโนมัติ ความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะความเกรงใจไปจนหมดสิ้น ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นลายมือหวัดๆ บนหน้าซองจดหมาย "เฮ้... ดูนี่สิคุณธันวา" เธอกระซิบราวกับกลัวว่าเสียงของตัวเองจะไปรบกวนอดีตที่หลับใหลอยู่ในกล่องไม้นั้น "ลายมือนี้... มันคุ้นแปลกๆ นะคะ... เอ้ย! ครับ!" ธันวานิ่งงันไปทันทีเมื่อสายตาปะทะเข้ากับตัวอักษรบนซองจดหมาย แววตานิ่งสงบเมื่อครู่ไหววูบลงอย่างรุนแรง ราวกับถูกกระชากกลับไปยังหลุมดำในอดีตที่เขาพยายามกลบฝังมันมาตลอดหลายปี มือหนาที่เคยนิ่งสนิทเริ่มสั่นเทาเล็กน้อยอย่างไม่เป็นท่า ความเย็นวาบวิ่งพล่านไปทั่วสันหลังเมื่อเขาจำลายมือนั้นได้แม่นยำ... ลายมือของคนสำคัญที่เขาไม่มีวันลืม "ธันวา..." เสียงหวานเอ่ยเรียกเบาๆ เมื่อเห็นความผิดปกติบนใบหน้าคมสันที่ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด "คุณ... เป็นอะไรหรือเปล่าครับ... เอ้ย! ทำไมหน้าซีดอย่างนั้นล่ะ" ธันวาไม่ตอบ เขากลืนก้อนสะอื้นผูกพันลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะค่อยๆ หยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมาด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทา ตราประทับไปรษณีย์บนซองระบุวันที่ไว้อย่างชัดเจน... เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของเขาเอง ท่ามกลางความเงียบงันในเวิร์กช็อปที่แคบลงถนัดตา มินตราบีบมือตัวเองแน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอบอุ่นกวนประสาทเมื่อครู่วันนี้ถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดระคนสงสัย เธอสัมผัสได้ถึงรอยร้าวในใจของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน รอยร้าวที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เธอคาดคิดไว้มากนัก ธันวาค่อยๆ แกะเชือกป่านที่ผูกซองจดหมายออกช้าๆ กระดาษแผ่นบางถูกดึงออกมาเผยให้เห็นข้อความด้านในที่เขียนด้วยหมึกสีดำซึ่งเริ่มจางลง แต่ทว่า... ยังไม่ทันที่สายตาของเขาจะกวาดอ่านบรรทัดแรกจนจบประโยค *ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับร่างของหญิงสูงวัยในชุดกันเปื้อนเก่าๆ ที่เปิดประตูเข้ามาโดยไม่รอให้ใครอนุญาต คุณป้าปรางกวาดสายตามองคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มรู้ทัน ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของธันวาเย็นเฉียบลงไปอีก "อ้าว... เปิดลิ้นชักนั้นได้แล้วสินะ ตาธันวา... ป้าว่าแล้วเชียวว่าแกต้องหาเจอ" ป้าปรางเว้นจังหวะนิดหนึ่ง รอยยิ้มอบอุ่นจางหายไปแทนที่ด้วยแววตาจริงจัง "ไหนๆ ก็เจอแล้ว... แกก็ควรจะรู้ความจริงเสียทีนะ ว่าทำไมในวันที่เกิดอุบัติเหตุครั้งนั้น... แม่ของแกถึงได้มีจดหมายฉบับนี้อยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวเก่ง" ธันวานิ่งค้างราวกับถูกสาปให้อยู่กับที่ กระดาษในมือร่วงหล่นลงสัมผัสพื้นไม้สักแผ่วเบา - สายลมแผ่วเบา -
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%