"ถ้าคุณทำแจกันราชวงศ์หมิงใบนั้นร้าวอีกนิดเดียว ผมคงต้องเอาคุณไปแปะกาวตราช้างแล้วผนึกฝังไว้ใต้คอนกรีตเสริมเหล็กแทนอิฐมวลเบaแล้วล่ะครับคุณมินตรา"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเยือกเย็นเล็กน้อยดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงจากการรีโนเวท ธันวาในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอก ยืนกอดอกมองเศษเซรามิกชิ้นโบว์แดงที่เพิ่งร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นกระเบื้องเสียงดัง *เพล้ง* จนสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของคนทำ
มินตราสะดุ้งโหยง มือเรียวที่ยังคงถือเศษซากกากเดนของแจกันไว้ถึงกับสั่นระริก เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตากลมโตฉายแววสำนึกผิดผสมความตื่นตระหนก แต่กระนั้นริมฝีปากบางก็ยังไม่วายเม้มเข้าหากันอย่างพยายามหาข้อแก้ตัวตามประสาคนสู้ชีวิต
"โหยคุณธันวาคะ... เอ้ย! คุณธันวาครับ! ใจเย็นก่อนสิคะ... เอ้ย! ครับ!" มินตราละล่ำละลักแก้คำสรรพนามแทบไม่ทัน เมื่อเห็นสายตาดุๆ ดั่งสถาปนิกผู้ตรวจงานเข้มงวดส่งตรงมา "มันอุบัติเหตุป่ะล่ะ ใครจะไปคิดว่าชั้นวางของบิ้วอินที่คุณออกแบบมามันจะมีความลาดเอียงระดับศูนย์จุดศูนย์หนึ่งองศาจนทำให้แรงโน้มถ่วงแปรปรวนขนาดนี้เล่า!"
"อย่ามาโบ้ยความผิดให้แรงโน้มถ่วงโลกและงานดีไซน์ระดับรางวัลของผมเลยครับ" ธันวาถอนหายใจยาวนานอย่างเหนื่อยอ่อน เขาเดินสาวเท้าเข้ามาใกล้ร่างบางที่หดเหลือสองนิ้วช้าๆ ก่อนจะย่อตัวลงนั่งยองๆ เพื่อสำรวจความเสียหายบนพื้น
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกระดาษเก่าและน้ำยาทำความสะอาดไม้ลอยแตะจมูกธันวา ท่ามกลางกลิ่นปูนและฝุ่นผงจากการก่อสร้าง มันเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของมินตรา—ผู้หญิงที่ดูเหมือนพายุหมุนลูกย่อมๆ ที่สามารถพัดเอาความสงบเรียบร้อยในชีวิตอันเป็นระเบียบของเขาพังทลายลงได้ภายในเวลาไม่ถึงหนาที
"เจ็บตรงไหนไหมครับ" น้ำเสียงที่เคยแข็งกระด้างเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นอ่อนลงโดยอัตโนมัติอย่างที่เจ้าตัวก็แทบไม่รู้ตัว ธันวาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ยังคงนั่งยامพับเพียบบนพื้น
มินตรากะพริบตาปริบๆ เธอนึกว่าเขาจะเทศนาด้วยหลักการทางสถาปัตยกรรมและฟิสิกส์ยาวเหยียดเสียอีก แต่ประโยคห่วงใยที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายมาดนิ่งคนนี้ กลับทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของเธอเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง
"มะ... ไม่เจ็บค่ะ เอ้ย เจ็บครับ!" มินตราส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก "หมายถึง นิ้วเกือบโดนบาด แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ... เอ๊ย ครับ!" เธออยากจะกัดลิ้นตัวเองนัก ความติดปากกับการพูดกับคุณป้าปรางนี่มันสร้างเรื่องให้เธอขายหน้าผู้ชายเนี๊ยบๆ คนนี้รอบที่ร้อยแล้วมั้ง
ธันวาสدยิ้มมุมปากอย่างขบขันกับความลนลานนั้น เขายื่นมือหนาออกไปตรงหน้า "ส่งมือมานี่ซิครับ"
"ฮะ? เอาไปทำไมคะ... เอ้ย ครับ!"
"ถ้าไม่อยากให้เลือดสาดเลอะงานศิลปะอายุก็ไม่รู้กี่สิบปีชิ้นนี้ ก็ส่งมือมาเถอะครับ คุณซุ่มซ่าม"
มินตราลังเลอยู่เสี้ยววินาที ก่อนจะยอมวางมือเรียวเล็กของเธอบนฝ่ามืออุ่นของธันวาอย่างจำยอม ผิวสัมผัสของเขาทั้งแห้งและอุ่นจัด แตกต่างจากความเย็นชาในทีท่าภายนอกอย่างสิ้นเชิง ธันวาพลิกฝ่ามือเธอขึ้นตรวจดูอย่างเบามือ นิ้วเรียวยาวของเขาเขี่ยเศษผงเซรามิกชิ้นเล็กจิ๋วที่ติดอยู่ตามรอยขีดข่วนออกให้อย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังประคับประคองวัตถุที่เปราะบางที่สุดในโลก
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดระดับเสียงลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ ห้องสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังจากการรีโนเวท กลับแคบลงถนัดตาเมื่อระยะห่างลดลงจนแทบชิด
"มือเล็กแค่นี้... ไปเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาทำของพังเก่งนักนะเรา" ธันวาพึมพำเบาๆ สายตาคมกริบทอดมองรอยแดงจางๆ บนมือนั้นโดยไม่รู้ตัวว่าเธอกำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน
"ก็เพราะของมันพังต่างหากล่ะคะ... เอ้ย ครับ" มินตราตอบเสียงแผ่ว ความกวนประสาทเมื่อครู่อันตรธานหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เหลือเพียงความรู้สึกร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู "ฉัน... ผม... หมายถึงผมแค่เชื่อว่า ของทุกชิ้นบนโลกนี้ต่อให้มันจะแตกสละเป็นเสี่ยงๆ แค่ไหน ถ้าเรามีความอดทนมากพอ และใส่ใจกับรอยร้าวของมันจริงๆ เราก็ประกอบมันให้กลับมาสวยงามเหมือนเดิมได้... หรือบางที อาจจะสวยกว่าเดิมด้วยซ้ำ"
คำพูดนั้นสะดุดกําแพงในใจของธันวาเข้าอย่างจัง
มือหนาที่กำลังกุมมือเธออยู่ชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มเงยขึ้นสบตากับดวงตากลมโตที่ฉายแววความจริงจังและความเศร้าเจือจางบางอย่าง มินตราไม่ได้กำลังพูดถึงแค่แจกันใบที่เพิ่งแตกหรืองานกู้คืนของเก่าของเธอ แต่นัยน์ตาคู่นั้นกำลังบอกเล่าถึงบางสิ่ง... บางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก
รอยร้าวที่ไม่ใช่แค่ที่ผนังบ้านหลังนี้... แต่เป็นรอยร้าวในความรู้สึกที่ทั้งคู่ต่างพยายามซุกซ่อนมันไว้ใต้รอยยิ้มและความกวนประสาท
"แล้วถ้า..." ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและจริงจังกว่าทุกครั้ง ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับมันไว้หลายปีเริ่มสั่นคลอน "ถ้ามันเป็นรอยร้าวที่ต่อให้พยายามใช้กาวที่ดีที่สุด ก็ไม่มีวันกลับมาต่อติดเหมือนเดิมล่ะครับ... เราควรปล่อยให้มันพังคาตา หรือควรทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ตั้งแต่ต้นดี?"
มินตรานิ่งงังไป เธสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่แฝงมากับคำถามนั้น มันไม่ใช่คำถามเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม แต่มันคือแผลเป็นในใจของธันวา—สถาปนิกผู้สมบูรณ์แบบแต่โดดเดี่ยว
ก่อนที่มินตราจะได้เอ่ยปากตอบคำถามที่หนักอึ้งนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูก็กระจายความเงียบงันลง
"คุณธันวาคะ! มีพัสดุ... อุ๊ย ขอโทษค่ะ ดิฉันขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าคะเนี่ย"
เสียงใสของพนักงานส่งของสาวดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลปริศนาในมือ เธอมองภาพสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งที่กำลังกุมมือหญิงสาวนักซ่อมของพังไว้บนพื้นท่ามกลางเศษซากแจกันด้วยสายตาเป็นประกายวาววับ
ธันวารีบปล่อยมือมินตราทันทีอย่างสุภาพ เขายืนขึ้นเต็มความสูง ปรับสีหน้าและแววตาให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าใบหูที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อยนั้นไม่สามารถตบตาพนักงานสาวและมินตราได้
"ขอบใจมากครับ วางไว้ตรงนั้นเลย" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะหันกลับมามองหน้ามินตราที่กำลังก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม
มินตรารีบเก็บเศษแจกันใส่กล่องอย่างลนลาน หัวใจเธอยังคงเต้นโครมครามจากสัมผัสอุ่นเมื่อครู่และจากคำถามกำกวมที่เธอยังหาคำตอบให้เขาไม่ได้
ธันวาเดินไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลขึ้นมาแกะดูด้วยมือข้างที่ยังหลงเหลือความอุ่นของอีกฝ่ายติดอยู่ สายตาคมกวดมองตัวอักษรบนกระดาษแผ่นแรกที่ดึงออกมาจากซอง ทันใดนั้น ร่างสูงก็ชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก ราวกับถูกกระชากกลับไปสู่ความทรงจำในอดีตที่เขาไม่อยากนึกถึงมากที่สุด
ชื่อที่ปรากฏอยู่บนเอกสารใบนั้น... คือชื่อของคนรักเก่าที่จากไปอย่างไร้คำลาเมื่อห้าปีก่อน
และบรรทัดถัดมา คือกำหนดการเปิดเผยโปรเจกต์งานออกแบบชิ้นสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้... ซึ่งสถานที่ตั้งของโปรเจกต์นั้น กลับเป็นร้านซ่อมของเก่าของคุณป้าปราง—สถานที่ที่เขากำลังยืนอยู่ตอนนี้พอดี!
"คุณธันวา..." มินตราเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย เมื่อเห็นแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มแข็งทื่อไปทั้งร่าง "หน้าคุณซีดมากเลยค่ะ... เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?"
ธันวาค่อยๆ หันกลับมามองหน้าเธอ ชั่วพริบตานั้น แววตาของสถาปนิกผู้เยือกเย็นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและคำถามนับร้อยที่พรั่งพรูเข้ามาในหัวใจพร้อมกัน
— *นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมโลกถึงเหวี่ยงเธอกลับมาในชีวิตเขาผ่านผู้หญิงคนนี้?*
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ บรรทัดนี้นะครับ หวังว่าจะใจฟูและลุ้นไปกับแผลในใจของพ่อหนุ่มสถาปนิกเขานะครับ - สายลมแผ่วเบา
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 3
รอยร้าวที่ไม่ใช่แค่ที่ผนัง
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!