"ถ้าคุณยังเดินวนเป็นหนูติดจั่นแบบนี้อีกสามรอบ ผมจะเอาเทปกาวสีน้ำเงินแปดม้วนในลิ้นชักนั่นพันตัวคุณติดกับเสาปูนจริงๆ ด้วยนะครับมินตรา"
เสียงทุ้มต่ำติดจะรำคาญใจนิดๆ ดังลอดผ่านความเงียบงันของห้องโถงกว้างในตึกเก่า ท่ามกลางเสียงคำรามต่ำของท้องฟ้าด้านนอกที่กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ หยาดฝนเม็ดแรกเริ่มซัดสาดกระทบกระจกหน้าต่างบานใหญ่เสียงดังเพี๊ยะๆ ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นม่านน้ำสีเทาทึบที่ปิดกั้นโลกภายนอกออกไปในชั่วพริบตา
มินตราหยุดฝีเท้าทันที หญิงสาวหันขวับมามองหน้าสถาปนิกหนุ่มผู้กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้สำนักงานโครงเหล็กอย่างสบายอารมณ์—หรืออย่างน้อยก็พยายามทำตัวให้ดูเป็นเช่นนั้น ทั้งที่เอกสารแปลนงานรีโนเวตชิ้นสำคัญระเกะระกะอยู่เต็มโต๊ะ
"ก็มันเครียดนี่คะ... เอ๊ย! หมายถึง... นี่มันน่ากลัวต่างหากล่ะคุณธันวา!" มินตราเผลอเสียงสูงใส่ ก่อนจะรีบดึงเสียงให้ต่ำลงเมื่อสายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาของอีกฝ่ายมองมา "ฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างขนาดนี้ ไฟดับขึ้นมาทำไงคะ ตึกนี้อายุกว่าห้าสิบปีนะ โครงสร้างข้างบนอาจจะผุกร่อน หรือว่า... ฮึ่ย! อย่ามองฉันด้วยสายตานิ่งสนิทแบบนั้นนะ สถาปนิกปากจัด!"
ธันวาถอนหายใจยาวเบาๆ เขายอมพับม้วนกระดาษแปลนในมือลงช้าๆ ก่อนจะถอดแว่นสายตาแล้ววางไว้บนโต๊ะ
ร่องรอยความอ่อนล้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสันแวบหนึ่ง—ร่องรอยที่มักจะถูกซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งขรึมและคำพูดจิกกัดเสมอ ธันวามองหญิงสาวผู้ยืนกอดอกแน่น ไหล่ห่อเล็กน้อยด้วยความหนาวจากละอองฝนที่พัดผ่านช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ความซุ่มซ่ามปนความสดใสของเธอในยามปกติมักจะทำให้เขานึกระอา แต่ในยามที่บรรยากาศรอบตัวถูกบีบอัดด้วยความมืดครึ้มและเสียงกัมปนาทของสายฝนเช่นนี้ เขากลับพบว่า... เสียงบ่นงึมงำของเธอกำลังทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังความเงียบงันที่เขาเกลียดชังได้อย่างน่าประหลาด
"ถ้ากลัวจนตัวสั่นขนาดนั้น ทำไมเมื่อครู่ถึงดื้อดึงจะไม่ยอมกลับพร้อมผมตั้งแต่แรกเล่าครับ" ธันวาเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความเย้าแหย่นิดๆ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ "มัวแต่จะอยู่ซ่อมกรอบรูปไม้สักบานนั้นให้เสร็จ ผลลัพธ์ก็คือ... เราสองคนเลยต้องติดแหง็กอยู่ชั้นสามของตึกร้างโปรเจกต์นี้ จนกว่าการจราจรข้างล่างจะกลายเป็นคลองเวนิส"
"ก็ใครจะไปรู้ว่าพายุบ้านี่จะมาเร็วกว่ากรมอุตุฯ ตั้งสองชั่วโมงล่ะคะ!" มินตราเถียงคอเป็นเอ็น เท้าสะเอวเข้าใส่ "แล้วอีกอย่าง... ฉันไม่ได้กลัวฟ้าผ่าสักหน่อย ฉันแค่... กลัวความมืดต่างหากเล่า"
ประโยคหลังเบาลงจนเกือบกลายเป็นเสียงกระซิบ แต่ในห้องที่เงียบสงบเนื่องจากเสียงฟ้าร้องเริ่มผ่อนจังหวะลงเหลือเพียงเสียงฝนตกกระทบหลังคารั่วๆ มันจึงชัดเจนเสียจนธันวาต้องชะงักไป
สถาปนิกหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเดินเข้าไปใกล้ร่างบางที่ยืนชิดติดกำแพงปูนเปลือย กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและสบู่เด็กที่คุ้นเคยโชยมาแตะจมูกท่ามกลางกลิ่นอับชื้นของฝน ธันวาก้มมองหญิงสาวที่เงยหน้าขึ้นสบตาเขาพอดี ดวงตากลมโตคู่นั้นไหวระริกสะท้อนเงาแสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวที่เพิ่งติดขึ้นอัตโนมัติบนเพดาน
"กลัวความมืด..." ธันวาทวนคำ เสียงของเขาแผ่วเบาลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแปลบปลาบขึ้นในอก—ความรู้สึกเจ็บปวดจากอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมาตลอด คืนวันฝนตกหนัก คืนที่เขาต้องสูญเสียรอยยิ้มของคนสำคัญไปตลอดกาล... แต่ในเวลานี้ ภาพซ้อนทับเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยดวงตาตื่นตระหนกแต่จริงใจของหญิงสาวตรงหน้า
"ค่ะ..." มินตราตอบเสียงเบา หลบสายตาคมกริบของเขา "ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว... เวลาฝนตกหนักแล้วไฟดับ ฉันมักจะรู้สึกเหมือนตัวเองถูกทิ้งไว้คนเดียวในโลกกว้างๆ ที่ไม่มีใครมองเห็น..."
คำสารภาพเรียบง่ายแต่ซื่อตรงนั้นทำเอาหัวใจที่ด้านชาของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวาบ มือหนาที่มักจะถือดินสอเขียนแบบมั่น ên เผลอยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะหยุดชะงักกลางอากาศ นิ้วเรียวยาวลังเลอยู่ชั่วครู่ว่าจะแตะลงบนไหล่บางนั้นดีหรือไม่ เพื่อปลอบโยน หรือเพื่อดึงเธอกลับมาจากความหวาดกลัวที่เขาก็เข้าใจมันดีกว่าใคร
"ถ้าอย่างนั้น..." ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่ผู้ชายปากแข็งอย่างเขาจะทำได้ "คุณก็แค่มองหน้าผม... มองจนกว่าไฟจะมาสว่าง หรือจนกว่าฝนจะหยุดตกก็ได้นะครับ"
มินตราเงยขวับขึ้นมามองเขาอีกครั้ง หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงกับประโยคกำกวมที่แฝงความจริงจังเกินกว่าปกติ ใบหน้าหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่อากาศรอบตัวเย็นเฉียบ "คะ... คุณพูดบ้าอะไรเนี่ย ใครจะไปอยากมองหน้าสถาปนิกหน้าดุอย่างคุณกันเล่า!"
"อ้าว ก็ไหนคุณบอกว่ากลัวความมืดไงครับ" ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและมีอานุภาพทำลายล้างความตั้งใจทั้งหมดของเธอราบคาบ "หรือจะให้ผมพิสูจน์ล่ะครับว่า... หน้าผมมีประโยชน์กว่าความมืดตรงไหน"
"คนฉวยโอกาส!" มินตราตีแขนเขาเบาๆ แก้เก้อ แต่ไม่ได้ขยับหนีไปไหน ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ในตอนนี้ใกล้เสียจนรับรู้ได้ถึงไอW2อุ่นจากร่างกายท่ามกลางความเย็นเยือกของพายุฝน
ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่อบอุ่นและจริงใจที่สุดในรอบหลายปี เขายื่นมือออกไปคว้าเสื้อแจ็กเก็ตกันหนาวผ้าสำลีหนาของตัวเองที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ มาคลุมไหล่ให้หญิงสาวอย่างเบามือ ปลายนิ้วของเขาเผลอสัมผัสโดนลาดไหล่บางผ่านเนื้อผ้า ทำให้ทั้งคู่ต่างนิ่งค้างไปชั่วขณะ ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกันในระยะประชิด
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มีเพียงเสียงฝนพรำและจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วจนแทบจะหลุดออกมานอกอก
ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีกนิด สายตาทอดมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่าของเธอ ก่อนที่เขาจะเอ่ยกระซิบชิดริมหูด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย
"มินตรา... ถ้าผมบอกว่า จริงๆ แล้ว..."
*ติ๊ง!*
เสียงข้อความแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของธันวาดังขึ้นทำลายความเงียบงันลงอย่างไม่รู้กาลเทศะ สถาปนิกหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย ผละถอยหลังออกห่างครึ่งก้าวด้วยความเสียดาย เขายกมือขึ้นเสยผมที่เปียกชื้นเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ
ธันวาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ ปรากฏข้อความแชตที่ส่งค้างไว้จากระบบอัตโนมัติของออฟฟิศ แต่สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นหน้าจอแจ้งเตือนอีกอันที่เด้งขึ้นมาจากแอปพลิเคชันสนทนากับเพื่อนร่วมงาน—หรือพูดให้ถูกคือข้อความที่เขายังพิมพ์ไม่เสร็จและเกือบจะกดส่งให้มินตราเมื่อครู่
*‘ผมไม่ได้รำคาญคุณ... แต่ผมตกหลุมรักเวลาที่คุณอยู่ใกล้ต่างหาก’*
ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความตกใจ รีบนิ้วโป้งกดปุ่มยกเลิกข้อความยิกๆ ทว่า... ไม่ทันเสียแล้ว!
นิ้วเรียวซุ่มซ่ามของมินตราที่ยืนอยู่ใกล้กัน ดันยื่นมือมาคว้ามือถือของเขาไปหน้าตาเฉยด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาคน "ไหนดูซิคะ ใครส่งข้อความมาดึกดื่น... อุ๊ย!"
ดวงตากลมโตเบิกกว้างค้างเติ่งขณะจ้องมองข้อความบนหน้าจอที่สว่างวาบในความมืด ก่อนที่เธอจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้ใบหน้าคมสันขึ้นสีแดงจัดอย่างเห็นได้ชัด ปากอ้าง ้าค้างพูดไม่ออก
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มุมปากกระตุกเกร็ง พยายามจะหาคำแก้ตัวที่ดูฉลาดที่สุด แต่สมองกลับว่างเปล่าสนิท
"เอ่อ... คือว่า..." ธันวาอ้าปากค้าง สมองรวนหนักเมื่อมินตราก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอีกครั้งด้วยแววตาที่คาดเดาไม่ได้
"คุณธันวาคะ..." มินตราเอ่ยเสียงสั่นระริก ใบหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู "เมื่อกี้... คุณพูดว่าอะไรนะค---"
*เปรี้ยงงงงง!*
เสียงฟ้าผ่าคำรามสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้หลอดไฟฉุกเฉินดวงสุดท้ายบนเพดานดับวูบลงทันที ความมืดมิดสนิทเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องโถงในเสี้ยววินาทีเดียว เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่กระชั้นชิดของคนทั้งคู่ในความมืดที่แนบชิดกันยิ่งกว่าเดิม... และเสียงกระซิบแผ่วเบาของธันวาที่ดังอยู่ตรงข้างแก้มของเธอพอดี
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมติดแหง็กและลุ้นระทึกไปกับความปากแข็งของสถาปนิกหนุ่มในคืนพายุฝนนี้ด้วยนะครับ
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 11
พายุฝนกับการติดแหง็กในตึก
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!