สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 12

บทสนทนาข้ามคืน

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
"ถ้าคุณยังเดินวนเป็นหนูติดจั่นอยู่แบบนั้น รับรองว่าพื้นไม้ปาร์เกต์อายุนับสิบปีของผมได้ทะลุลงไปชั้นล่างก่อนที่พายุจะซาแน่ครับ คุณมินตรา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงดงามยามวิกาลของห้องทำงานสถาปนิก ธันวาไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกระดาษร่างแบบตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวยาวที่มักจะถือดินสอเขียนแบบตลอดเวลา บัดนี้กำลังหมุนควงด้ามไม้เบาๆ เป็นจังหวะเพื่อข่มความกระวนกระวายใจบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในอก มินตราหยุดเดินกึก เธอหันขวับมามองเจ้าของบ้านด้วยใบหน้ามุ่ยที่พยายามทำเป็นดุ แต่ดวงตากลมโตกลับไหวระริกอย่างปิดไม่มิด "ใครเดินเป็นหนูติดจั่นกันคะ... เอ้ย! ใครเดินเป็นหนูติดจั่นกันเล่า! ฉันแค่กำลังบริหารข้อเท้าแก้เมื่อยต่างหาก อีกอย่าง ฝนข้างนอกโน่นก็ตกกระหน่ำซะขนาดนั้น ฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างจนตึกแทบจะสั่น ใครมันจะไปข่มตาหลับลงล่ะคะคุณสถาปนิกจอมเนียบ" "เรียกผมว่าธันวาเฉยๆ ก็ได้ครับ เรียกซะเต็มยศเหมือนผมกำลังนั่งไต่สวนคุณอยู่ยังไงยังงั้น" เขายอมวางดินสอลงในที่สุด เงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นไม่ได้มีความดุร้ายอย่างที่ปากพูด มีเพียงประกายบางอย่างที่อ่อนแสงลงกว่าช่วงหัวค่ำอย่างเห็นได้ชัด "แล้วก็นะ... ถ้ากลัวฟ้าผ่าจนตัวสั่นขนาดนั้น ทำไมไม่ยอมเดินมานั่งโซฟาดีๆ ล่ะครับ มายืนกอดอกทำหน้าเป็นยักษ์ปักหลั่นอยู่ตรงนั้น มันช่วยกันเสียงฟ้าผ่าได้เหรอครับ" "เปล่าซะหน่อย..." หญิงสาวพึมพำเสียงเบา เธอก้มหน้ามองรองเท้าผ้าใบเปียกชื้นของตัวเอง ยอมรับในใจเงียบๆ ว่าไม่ได้กลัวเสียงฟ้าผ่าอย่างที่ปากอ้างเลยสักนิด สิ่งที่ทำให้เธอปั่นป่วนจนต้องเดินวนไปวนมาไม่ใช่เสียงคำรามของธรรมชาติ แต่เป็นบรรยากาศแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับผู้ชายคนนี้ต่างหาก ในยามที่โลกภายนอกถูกตัดขาดด้วยม่านฝนสีเทา มีเพียงแสงไฟสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟตั้งโต๊ะบนโต๊ะทำงานสถาปนิกที่ส่องสว่างขับเน้นให้พื้นที่แคบๆ นี้อบอวลไปด้วยความเงียบงันที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเดินช้าๆ เข้ามาใกล้ ร่างสูงโปรดปรานความเรียบร้อยจนทุกย่างก้าวดูมั่นคงและน่ามอง เขายื่นแก้วเซรามิกสีอุ่นที่มีไอความร้อนลอยกรุ่นออกมาส่งให้เธอ "ชาคาโมมายล์อุ่นๆ ครับ น่าจะช่วยให้คุณใจเย็นลงได้บ้าง... หรือถ้ายังไม่หายตื่นเต้น ผมมีมุกแป้กๆ สมัยเรียนสถาปัตย์เตรียมไว้ฝอยให้ฟังแก้เครียดด้วยนะ รับประกันความฝืดจนคุณต้องอยากกลับไปฟังเสียงฟ้าผ่าแทนแน่นอน" มินตรารับแก้วมาถือไว้ ความอุ่นจากผิวเซรามิกแผ่ซ่านเข้าสู่ฝ่ามือ ลามไปถึงความรู้สึกข้างในที่กำลังหนาวเหน็บจากความทรงจำเก่าๆ เธอยิ้มแห้งๆ ออกมา "คุณนี่นะ... คนกำลังเครียดๆ ยังจะมีอารมณ์มาหยอดมุกแป้กอีกเหรอคะ" "ก็เห็นคุณทำหน้าเหมือนโลกกำลังจะแตกสลายใส่ผมอยู่คนเดียว ตั้งแต่รู้จักกันมา เพิ่งเคยเห็นนักกู้คืนของพังสายเพี้ยนทำหน้าไปไม่เป็นก็วันนี้แหละครับ" ธันวาพูดยิ้มๆ เขาทิ้งตัวลงนั่งพนักพิงโซฟาตัวยาว เว้นพื้นที่ว่างข้างกายไว้พอสมควร สายตาคมทอดมองออกไปนอกกระจกบานใหญ่ที่หยดน้ำฝนเกาะพราว "ของพังน่ะ... ต่อให้มันแตกละเอียดเป็นร้อยชิ้น ถ้าเรามีความอดทนมากพอและรู้วิธีประสานมันอย่างถูกจุด มันก็กลับมาใช้งานได้สวยงามเหมือนเดิมนั่นแหละครับ" น้ำเสียงของเขาเรียաբนิ่ง แต่มันเจือด้วยความหมายลึกซึ้งบางอย่างที่ทำให้มินตราต้องหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม ภายใต้ท่าทีมาดนิ่งและปากจัด ธันวากำลังซ่อนร่องรอยของความสูญเสียอะไรบางอย่างไว้เสมอ เธอย่อตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน แต่เว้นระยะห่างไว้พอสมควร "รวมถึงความทรงจำด้วยไหมคะ..." มินตราเอ่ยขึ้นแผ่วเบa ดวงตาคู่สวยมองก้นแก้วชาที่หมุนวน "ของบางอย่าง ต่อให้คุณมีฝีมือระดับปรมาจารย์ในการซ่อมแซมแค่ไหน แต่มันก็ไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ 100% หรอกใช่ไหมคะธันวา... อย่างเช่น... คนที่สำคัญมากๆ ในชีวิตของคุณคนนั้น" ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนซัดสาดกระทบกระจกหน้าต่างเป็นฉากหลัง ธันวาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทตามเดิม เขาไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองที่เธอกล้าก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว เขากลับถอดแว่นสายตาออกแล้วใช้ปลายนิ้วมือนวดสันจมูกเบาๆ คล้ายคนกำลังเหนื่อยล้าจากการแบกรับอะไรบางอย่างมานานแสนนาน "คุณนี่นะ... รู้จักวิธีขุดคุ้ยแผลเป็นคนอื่นเก่งเป็นบ้าเลยนะครับ" ธันวาถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ เป็นครั้งแรกที่มินตราได้เห็นรอยยิ้มจางๆ ที่ไม่ได้เคลือบด้วยความกวนประสาท รอยยิ้มนั้นมันช่างดูเหงาหงอยและเปราะบางจนน่าใจหาย "ผมเคยคิดแบบนั้นครับ... เคยคิดว่าถ้าเราพยายามรักษาทุกอย่างให้อยู่ในที่ที่มันควรจะเป็น ถ้าเราควบคุมทุกรายละเอียดในชีวิตไม่ให้มันผิดพลาด ความสูญเสียมันจะไม่เกิดขึ้น... แต่สุดท้าย ผมก็เรียนรู้ว่า ยิ่งเราพยายามยื้อความสมบูรณ์แบบไว้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทำร้ายตัวเองและคนรอบข้างมากเท่านั้น" เขาหันกลับมาสบตากับเธออย่างตรงไปตรงมา ระยะห่างระหว่างกันในคืนที่มืดมิดนี้ดูเหมือนจะสั้นลงจนแทบจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน "เหมือนกับตู้ไม้โบราณที่คุณพยายามซ่อมให้คุณป้าปรางนั่นแหละครับ" ธันวาเอ่ยต่อ น้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด "รอยแตกตรงบานพับนั่น ต่อให้คุณอุดมันด้วยกาวอีพ็อกซี่ชั้นดี แต่มันก็ยังมีรอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่ดี... แต่วันนี้ ผมเพิ่งเข้าใจตอนที่นั่งมองคุณนั่งยิ้มอยู่กับตู้บานนั้น... รอยแผลเป็นพวกนั้นไม่ได้แปลว่ามันพังพินาศครับ แต่มันคือเรื่องราว คือหลักฐานว่าผ่านอะไรมาบ้าง และบางที... สิ่งที่แตกสลายไปแล้ว อาจจะกำลังรอให้ใครสักคนเข้ามาโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบนั้นไว้ด้วยความเข้าใจต่างหาก" หัวใจของมินตรากระตุกวูบ คำพูดเรียบง่ายแต่คมคายของสถาปนิกมาดนิ่งคนนี้ทำเอาเธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในอกจนขอบตาร้อนผ่าว เธอก้มมองแก้วชาในมือเพื่อซ่อนอาการใจสั่นระรัว "คุณพูดซะฉันเกือบจะคิดว่าตัวเองกำลังนั่งฟังนักจิตบำบัดบิ้วอารมณ์อยู่ซะอีกนะคะเนี่ย..." มินตราหัวเราะกลบเกลื่อนความเขินอาย น้ำเสียงติดจะสั่นนิดๆ "ปากคอเราะร้ายใส่ฉันมาตลอดตั้งหลายวัน จู่ๆ มาโหมดซึ้งแบบนี้ ฉันตั้งรับไม่ทันหรอกนะคะคุณธันวา" "ก็ใครบอกให้คุณน่าแกล้งตั้งแต่แรกกันล่ะครับ" ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความอบอุ่นที่ห้อมล้อมคนทั้งคู่ไว้ในความมืด เขยิบตัวเข้ามาใกล้เธออีกนิดจนไหล่แทบจะชิดกัน "อีกอย่าง... ผมไม่ได้พูดกับทุกคนแบบนี้นะครับ คุณนี่แหละคือเคสศึกษาที่ปวดหัวที่สุดตั้งแต่ผมเป็นสถาปนิกมาเลย" "นี่คุณชมหรือว่าฉันกำลังหาเรื่องปวดหัวให้คุณกันแน่คะเนี่ย!" มินตราหันไปค้อนวงใหญ่ แต่แทนที่เขาจะหลบสายตา ธันวากลับจ้องมองเธอด้วยแววתะลุทะลวงลึกซึ้ง แววตาที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนกำลังถูกถอดรหัสความรู้สึกข้างในทีละชั้น บทสนทนาดำเนินต่อไปท่ามกลางเสียงฝนที่เริ่มซอฟต์ลง ความรู้สึกประหม่าในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความคุ้นเคยและความเข้าใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน มือหนาของธันวาเอื้อมไปหยิบเศษกระดาษร่างแบบบนโต๊ะมาขยุ้มเล่นเบาๆ ขณะที่สายตายังคงไม่ละไปจากใบหน้าหวานของหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกาย ในคืนที่มืดมิดที่สุด ไอน้ำจากแก้วชาอุ่นๆ และเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน คือหลักฐานชั้นดีว่าความเหงาที่เคยเกาะกุมหัวใจของคนทั้งสอง ได้เริ่มละลายหายไปทีละนิดภายใต้ความอบอุ่นที่เพิ่งค้นพบ ธันวาก้มมองหน้าจอมือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ เขากดเปิดหน้าจอแชตที่พิมพ์ข้อความค้างไว้ด้วยความลังเลมานานหลายนาที ข้อความสารภาพความรู้สึกที่เรียบเรียงอย่างสุภาพแต่เต็มไปด้วยความจริงใจถูกพิมพ์ทิ้งไว้ แต่เพราะความปากแข็งและกลัวเสียฟอร์ม เขานิ้วโป้งจึงจ่อเตรียมจะกดยกเลิกข้อความนั้นซะ ทว่า มินตราดันหันมาเห็นพอดี ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ "เฮ้ย! นั่นคุณกำลังจะพิมพ์อะไรส่งให้ใครน่ะ ธันวา! ห้ามลบนะ!" "เอ่อ... คือว่า..." สถาปนิกหนุ่มผู้เยือกเย็นมาตลอดสะดุ้งสุดตัว สีหน้าเนี้ยบเจ้าระเบียบพังทลายลงในพริบตา เมื่อปลายนิ้วซุ่มซ่ามดันพลาดไปกดปุ่ม 'ส่ง' ข้อความสารภาพความลับสุดยอดออกไปหาเธอแบบเต็มแรง ก่อนที่เขาจะทันได้ดึงสายตากลับมาตั้งตัว ( cliffhanger hook ) หน้าจอมือถือบนโต๊ะสว่างวาบขึ้นพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความที่ส่งตรงถึงหน้าจอมือถือของมินตราพอดีเป๊ะ ข้อความยาวเหยียดที่เปิดเผยความในใจทั้งหมดถูกส่งออกไปแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น... ในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความประหม่า เสียงเคาะประตูกระจกห้องทำงานด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน ท่ามกลางยามวิกาลที่ไม่มีใครควรจะมาเยือน... บุคคลปริศนาที่ยืนอยู่หลังบานประตูกระจกท่ามกลางสายฝน กลับทำให้ลมหายใจของธันวาหยุดชะงักลงทันที! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมติดแหง็กและลุ้นระทึกไปกับบทสนทนาข้ามคืนนี้ด้วยนะครับ *** *ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความอบอุ่นหัวใจมาด้วยกัน ณ บรรทัดนี้นะครับ* — สายลมแผ่วเบา
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%