"ถ้าคุณคิดว่าการเอาเศษกระเบื้องแตกสี่สิบสามชิ้นมาต่อกันเป็นจานลายคราม แล้วเรียกมันว่าโรแมนติก... คุณน่าจะไปปรึกษาจิตแพทย์มากกว่าชวนผมมากินข้าวร้านนี้นะครับ มินตรา"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเอือระอานิดๆ ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ จากลำโพงวินเทจในร้านอาหารกึ่งแกลเลอรีริมคลอง ธันวาขยับเนคไทไหมพรมสีเข้มให้คลายลงเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะไม้สักตามจังหวะเพลงอย่างคนคิดไม่ตก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองสภาพร้านที่เต็มไปด้วยหลอดไฟประดับระยิบระยับ กับโต๊ะอาหารที่มีเพียงจานสเต็กหน้าตาประหลาดและแก้วน้ำอัดลมกระป๋อง
"นี่ไม่ใช่เศษกระเบื้องแตกนะคะคุณสถาปนิกผู้ไร้หัวใจ... นี่คือศิลปะแห่งการเยียวยาต่างหาก!"
มินตราแย้งเสียงสูง เธอกอดอกเชิดหน้าใส่คนตรงข้ามอย่างไม่ยอมแพ้ วันนี้เธออยู่ในชุดเดรสผ้าลินินสีครีมทับด้วยผ้ากันเปื้อนยีนส์ที่มีคราบสีน้ำมันติดอยู่จางๆ ชวนให้ดูทั้งยุ่งเหยิงและน่ารักในเวลาเดียวกัน เธอกระแทกช้อนส้อมลงบนจานเสียงดังจนธันวาต้องทำหน้าย่นด้วยความขัดเคือง
"แล้วใครใช้ให้คุณเลือกเดทแรก... เอ่อ หมายถึง... พาผมมา 'กินข้าว' ที่เวิร์กช็อปซ่อมของเก่าของคุณล่ะครับ" ธันวาเผลอหลุดปากแก้คำพูดแทบไม่ทัน ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะนิ่งสนิทฉายแววพิรุธวูบหนึ่งก่อนจะรีบปรับให้กลับมาเรียบตึงตามฟอร์มสถาปนิกมาดนิ่ง
"ก็คุณบอกว่าอยากเห็น 'ผลงานชิ้นโบแดง' ของฉันไม่ใช่เหรอคะ! แล้วอีกอย่าง..." มินตราหรี่ตามองคนปากแข็ง พลอยยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน "ใครบอกว่านี่คือการเดทล่ะคะ คุณธันวา... อย่ามโนไปเองสิคะ ฉันแค่ชวนลูกค้ารายใหญ่มาตรวจรับงานต่างหาก"
ธันวาสะดุ้งเล็กน้อยในใจ คำว่า 'ไม่ใช่การเดท' จากปากเธอมันช่าง... ขัดหูขัดตาพิลึก ทั้งที่เขาเองต่างหากที่เป็นคนคอยปฏิเสธเสียงแข็งมาตลอดสามสัปดาห์ว่า ความสัมพันธ์ของเราเป็นแค่ 'สถาปนิก' กับ 'ช่างซ่อม' แต่พอเอาเข้าจริง พอได้ยินเธอย้ำแบบนี้ เขากลับรู้สึกเหมือนมีก้อนสำลีมาจุกอยู่ที่คอ หงุดหงิดจนต้องคว้าแก้วน้ำขึ้นมาจิบกลบเกลื่อน
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบลงไปครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงดนตรีและเสียงเรือหางยาววิ่งผ่านผืนน้ำด้านนอกสะท้อนระลอกคลื่นกระทบตลิ่ง ธันวาแอบมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวที่กำลังงละมุนละม่อมกับการตักสเต็กมีเดียมแรร์เข้าปาก แก้มป่องๆ เคี้ยวตุ้ยๆ เหมือนกระรอกขโมยของ ทำให้มุมปากหยักลึกของสถาปนิกหนุ่มเผลอยกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
เป็นความรู้สึกแปลกประหลาด... ความเหงาที่เคยเกาะกินห้องทำงานสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดตาของเขามานานนับปี คล้ายถูกละลายหายไปทีละนิดด้วยความวุ่นวายและเสียงหัวเราะเปิ่นๆ ของผู้หญิงคนนี้
"ยิ้มอะไรคะ? หน้าฉันมีซอสติดอยู่หรือไง" มินตราถามเสียงห้วน พลางใช้หลังมือเช็ดปากลวกๆ
"เปล่าครับ... แค่คิดว่าถ้ากรมอนามัยมาเห็นวิธีที่คุณกินสเต็ก คงสั่งปิดร้านนี้ข้อหาทำลายสุนทรียภาพของเนื้อวากิวเกรดพรีเมียม" ธันวาหยอกเย้าด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่แววตาพราวระยับที่ซ่อนอยู่หลังเลนส์แว่นกลับอบอุ่นเสียจนมินตราต้องรีบเบือนหน้าหนีซ่อนรอยแดงเรื่อที่พวงแก้ม
"ปากเสีย..." เธอพึมพำเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กที่วางอยู่มุมโต๊ะมาวางตรงหน้าเขา "อ่ะ... ของขวัญไถ่โทษที่คุณต้องมารับประทานอาหารฝีมือฉัน โดยที่ไม่มีเชฟมืออาชีพคอยควบคุม"
ธันวาเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ นิ้วเรียวยื่นไปเปิดฝากล่องไม้นั้นช้าๆ ภายในบุด้วยกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม และสิ่งที่นอนสงบนิ่งอยู่ตรงกลางคือ 'โมเดลอาคารสำนักงานหลังแรก' ที่เขาเคยออกแบบและทำหล่นแตกละเอียดในวันที่อารมณ์ดิ่งสุดขีดเมื่อสองปีก่อน—ช่วงเวลาที่เขาเพิ่งสูญเสียคุณแม่ผู้เป็นที่รักไป และเกือบจะทิ้งอาชีพสถาปนิกไปตลอดกาล
ชิ้นส่วนกระจกและคอนกรีตจำลองถูกประสานเข้าด้วยกันด้วยเทคนิค Kintsugi (คินสึงิ) เส้นสายสีทองอร่ามทาบทับรอยร้าวอย่างประณีต งดงาม และทรงคุณค่ากว่าตอนที่มันยังเป็นของใหม่เสียอีก
ดวงตาของธันวาวูบไหว ร่างสูงชะงักงัน ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ ความทรงจำอันเจ็บปวดและอบอุ่นปะปนกันตีรวนขึ้นมาจุกอก ภาพวันที่เขาแบกความกดดันและร้องไห้เงียบๆ คนเดียวในห้องพักย้อนกลับมาฉายชัด แต่ภาพที่ซ้อนทับเข้ามาในตอนนี้ กลับเป็นรอยยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสาของผู้หญิงตรงหน้าในวันที่เธอเก็บชิ้นส่วนเหล่านี้มาจากถังขยะหน้าร้านของเขา
"คุณ..." เสียงของธันวาแห้งผาก เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับมินตราที่ตอนนี้รอยยิ้มซุกซนเมื่อครู่หายไป เหลือเพียงแววตาสัตย์ซื่อและจริงจังอย่างที่หาได้ยาก
"ของพัง... ถ้าเรารู้จักวิธีซ่อมมันให้ถูกจุด มันอาจจะสวยกว่าตอนที่ยังไม่พังก็ได้นะคะคุณธันวา" มินตราพูดเสียงนุ่ม มือเรียวเอื้อมไปแตะกล่องไม้นั้นเบาๆ "เหมือนหัวใจคนนั่นแหละค่ะ... เปิดใจให้กว้างหน่อยสคะ สถาปนิก"
ธันวานิ่งงันไป เขารู้สึกเหมือนหัวใจที่เคยปิดตายถูกค้อนทองคำของเธอทุบลงมาจนร้าว และแทนที่จะแตกสลาย มันกลับมีแสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาแทนที่ ความรู้สึกอัดอั้นบางอย่างเอ่อล้นจนเขาพูดไม่ออก ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เตรียมจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในใจมานาน
ทว่า...
*Rrr... Rrr...*
เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะของมินตราดังขึ้นทำลายบรรยากาศโรแมนติกที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลัน หน้าจอแสดงชื่อสายเรียกเข้า: 'ป้าปราง'
มินตราทำหน้าแห้ง เธอยกมือไหว้ขอโทษธันวาก่อนจะกดรับสาย "ฮัลโหลค่ะป้า... หนูอยู่กับคุณธันวาค่ะ... อะไรนะคะ?!"
สีหน้าของมินตราเปลี่ยนจากตกใจกลายเป็นซีดเผือกในเวลาไม่ถึงสามวินาที ดวงตากลมโตเบิกกว้างหันขวับมามองธันวาด้วยความตื่นตระหนก
"มีอะไรเหรอครับ?" ธันวาขมวดคิ้วถามด้วยความสังหรณ์ใจแปลกๆ
มินตราางหูโทรศัพท์ออกเล็กน้อย ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
"คุณธันวาคะ... ป้าปรางบอกว่า... มีคนบุกเข้ามาในเวิร์กช็อป แล้วกำลังพยายามจะ 'ทุบทำลาย' โครงการสร้างตึกใหม่ล่าสุดที่คุณเพิ่งประมูลได้เมื่อบ่ายนี้ค่ะ!"
ธันวานิ่งค้างไปชั่ววินาที ก่อนที่ประกายตาคมกริบจะเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบราวน้ำแข็ง ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ ทั้งสิ้น
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ "สายลมแผ่วเบา"
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 20
มื้อค่ำที่ไม่มีใครสั่ง
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!