"คุณช่วยกรุณาเลิกทำหน้าเหมือนผมติดหนี้คุณร้อยล้านแปดแสนแปดได้ไหมครับคุณมินตรา มันรกหูรกตา... แล้วก็ทำให้ผมไม่มีสมาธิจะตรวจแบบแปลนโครงสร้างตรงหน้าด้วย"
เสียงทุ้มต่ำของธันวาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องทำงานสถาปนิกที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟคั่วเข้มและกลิ่นกระดาษไข โต๊ะทำงานตัวใหญ่ถูกคั่นกลางด้วยกองแบบพิมพ์เขียวแปลนบ้านโบราณที่พวกเขากำลังช่วยกันรีโนเวท แต่วันนี้ บรรยากาศมันช่างประหลาดพิลึก—ไม่ใช่เพราะงานยาก แต่เป็นเพราะสายตาของคนทั้งคู่ที่มักจะเผลอประสานกันโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วต่างฝ่ายต่างก็รีบเบือนหนีไปคนละทิศละทางเหมือนคนมีความผิด
มินตราที่กำลังนั่งขัดเกล็ดไม้โบราณอยู่มุมห้อง สะดุ้งโหยงจนเกือบทำกระดาษทรายในมือหลุดร่วง เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินดุ่มๆ เข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งทันที
"ใครทำหน้าเป็นหนี้คุณกันคะ... เอ้ย! ใครทำหน้าแบบนั้นใส่คุณเล่า คุณธันวาต่างหากล่ะที่นั่งหน้าบึ้งเป็นยักษ์วัดแจ้ง คิ้วนี่ผูกกันเป็นโบว์จนจะผูกพานถวายพระได้อยู่แล้ว ใครเขาอยากมองหน้าคนเจ้าระเบียบอย่างคุณกันล่ะคะ หะ!"
มินตราเถียงกลับเสียงอุบอิบ ดวงตากลมโตพยายามหลบสายตาคมกริบที่มองตรงมาอย่างรู้ทัน หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวแปลกๆ ทุกครั้งที่ระยะห่างระหว่างเธอกับเขามันลดลงเหลือเพียงแค่เอื้อม
ธันวาถอนหายใจออกมาเบาๆ เขายอมรับกับตัวเองในใจเงียบๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้... ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เสียงเจื้อยแจ้วโEวยวายของยัยตัวแสบคนนี้ กลายเป็นเสียงเพลงประกอบความเหงาในห้องทำงานที่เคยเงียบเชียบจนน่าเบื่อ
ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่มีเส้นเลือดปูดโปนเล็กน้อยตามประสาผู้ชายทำงาน ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนมินตราต้องผถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติ ความกดดันบางอย่างจากตัวตนของธันวาทำให้ห้องสถาปนิกกว้างๆ แคบลงถนัดตา
"ถ้าไม่ได้มอง... แล้วทำไมหูถึงแดงแจ๋ขนาดนั้นล่ะครับ คุณมินตรา" ธันวาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แววตาดุๆ เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นประกายความเอ็นดูระคนขบขันอย่างปิดไม่มิด
"หะ... หูแดงอะไรเล่า! อากาศมันร้อนต่างหาก คุณนี่นะ! ช่างสังเกตเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่เรื่อย" มินตราปฏิเสธเสียงแข็ง มือบางยกขึ้นจับใบหูตัวเองที่ร้อนผ่าวราวกับโดนไฟลวก เธอรีบหันหลังกลับไปทำทีเป็นสนใจเศษไม้ในมือ เพื่อซ่อนรอยยิ้มเขินอายที่ห้ามยังไงก็ไม่ยอมหุบ
บรรยากาศในห้องเงียบลงอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัดเหมือนก่อนหน้านี้ มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยเสียงก้องกังวานของหัวใจสองดวงที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านการซ่อมแซมข้าวของพังๆ มาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน ใครจะไปคิดล่ะครับว่า... การซ่อมแซมสิ่งของที่ชำรุดเสียหาย สุดท้ายแล้วมันจะกลับกลายเป็น "การซ่อมแซมหัวใจ" ที่เคยแตกร้าวของพวกเขาไปเสียเอง
ธันวายืนมองแผ่นหลังบางที่กำลังแสร้งทำเป็นยุ่งกับงานอย่างจับผิด เขารู้ดี... รู้สึกมาสักพักแล้วด้วยว่า หัวใจที่เคยปิดตายและสร้างกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กหนาเตอะไว้เพื่อปกป้องความเจ็บปวดในอดีต ตอนนี้มันกำลังถูกมือเรียวเล็กคู่นั้นค่อยๆ แกะสลักลวดลายความอบอุ่นลงไปทีละนิดอย่างไม่รู้ตัว
ชายหนุ่มก้าวเดินเข้าไปใกล้ร่างบางช้าๆ ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า จนกระทั่งมินตราสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขาที่แผ่ซ่านเข้ามาใกล้ เธอยังไม่ทันได้หันกลับไป
"มินตรา..."
เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่ชัดเจนดังอยู่ข้างใบหู ทำให้ลมหายใจของหญิงสาวสะดุดกึก ธันวาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย มือหนาวางลงบนขอบโต๊ะทำงานข้างตัวเธอ เป็นการกักตัวเธอไว้ในพื้นที่ของเขาโดยปริยาย
"คะ... คุณธันวา จะทำอะไรคะ ถอยไปเลยนะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า..." มินตราเสียงสั่น เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นบุคลิกเฉพาะตัวของเขาโชยเข้าจมูก
"ให้ใครเห็นล่ะครับ... ในห้องนี้ก็มีแค่เราสองคน" ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมกวาดมองใบหน้าที่ขึ้นสีแดงก่ำอย่างนึกเอ็นดู "ผมแค่จะบอกว่า... ที่ผมบ่น ที่ผมต้องคอยจู้จี้คอยตามแก้ปัญหาให้คุณ ไม่ใช่เพราะผมว่างงานหรอกนะครับ"
มินตราเม้มปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สมองประมวลผลอะไรไม่ออกเลยสักอย่างเมื่อเจอสายตาจริงจังคู่นั้น
"แล้ว... เพราะอะไรล่ะคะ" เธอยอมแพ้ที่จะหลบสายตา เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรงๆ ด้วยความกล้าหาญครั้งสุดท้าย
ธันวาสบตากลับ ความรู้สึกมากมายที่อัดแน่นอยู่ในอกตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มันเกินกว่าจะเก็บซ่อนไว้เบื้องหลังท่าทีมาดนิ่งและคำพูดกวนประสาทได้อีกต่อไปแล้ว รอยยิ้มบางเบาแต่จริงใจอย่างที่สุดปรากฏขึ้นบนมุมปากของสถาปนิกหนุ่ม
"ก็เพราะว่า... ผมชอบรอยยิ้มของคุณ เวลาที่คุณซ่อมของพังสำเร็จ... แล้วก็ชอบเวลาที่คุณเถียงผมไม่ยอมแพ้นี่แหละครับ"
คำสารภาพที่หลุดออกมาอย่างไร้การปรุงแต่ง ทำให้มินตราเบิกตากว้าง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ เธอนิ่งอึ้งราวกับถูกมนต์สะกด ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลบ่าเข้าท่วมท้นหัวใจจนขอบตาร้อนผ่าวอย่างน่าประหลาด
แต่ก่อนที่มินตราจะได้กล่าวตอบอะไรออกไป เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ทำเอาทั้งสองสะดุ้งผละออกจากกันแทบไม่ทัน
"คุณธันวาคะ! คุณมินตรา! แย่แล้วค่ะ!"
เสียงร้อนรนของคุณป้าปรางดังลั่นทะลุประตูไม้เข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าเร่งรีบที่วิ่งเข้ามาหยุดอยู่หน้าห้องทำงาน ก่อนที่ประตูจะถูกผลเปิดผางขึ้นโดยไม่ต้องรออนุญาต
ป้าปรางหอบหายใจตัวโยน ใบหน้ามีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ในมือถือโทรศัพท์มือถือสั่นเทา หน้าจอแสดงข้อความบางอย่างที่ทำเอาคุณป้าถึงกับพูดไม่ออก
"ป้าปราง มีอะไรหรือครับ ทำไมถึงหน้าตาตื่นขนาดนั้น" ธันวาขมวดคิ้วกลับสู่โหมดสถาปนิกผู้สุขุมทันที พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ แม้หัวใจจะยังเต้นรัวจากเหตุการณ์เมื่อครู่
ป้าปรางกวาดสายตามองธันวากับมินตราที่ยืนตัวติดกันด้วยความเร็วแสง ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือในมือให้ธันวาดู พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้รอยยิ้มอุ่นๆ เมื่อครู่สลายหายไปในพริบตา
"ไม่ใช่เรื่องงานรีโนเวทแล้วล่ะค่ะคุณธันวา... แต่มีคนส่งรูปนี้มาที่เพจร้านเรา พร้อมกับข้อความบอกว่า..." ป้าปรางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ "บอกว่า *'เจอของที่ตามหาแล้ว เตรียมตัวปิดร้านย้ายบ้านได้เลย'*... และไอ้คนที่ส่งมาเนี่ย คือ 'คนคนนั้น' ในอดีตที่คุณธันวาพยายามหนีมาตลอดชีวิตค่ะ!"
ธันวาก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ มือหนาที่ถือกระดาษไขอยู่เมื่อครู่กำแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ นัยน์ตาคมกริบที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและแข็งกร้าวขึ้นมาในทันที
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ "สายลมแผ่วเบา"
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 21
ความรู้สึกที่ยากจะเก็บ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!