"ถอยไปค่ะคุณมินตรา ก่อนที่ฉันจะเผลอศอกใส่ซี่โครงคุณเข้าจริงๆ"
เสียงกระซิบที่ลอดผ่านไรฟันของรินรดาดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของห้องจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ ร่างบางของนักสืบอิสระแนบชิดติดกับชั้นวางจัดแสดงวัตถุโบราณจนแผ่นหลังแทบจะหลอมรวมเข้ากับผนังไม้สักทอง โดยมีร่างสูงโปร่งของภัณฑารักษ์สาวอย่างมินตราทาบทับกักตัวเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ เพื่อหลบซ่อนจากลำแสงไฟฉายกราดสาดไปมาของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้านนอก
กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าจางๆ เจือกลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละอองลอยวนอยู่ปลายจมูก ชวนให้ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวยิ่งกว่าเดิม รินรดาขบกรามแน่น ปลายจมูกของพวกเธอห่างกันไม่ถึงคืบ หากขยับอีกนิดเดียวริมฝีปากคงแตะโดนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ถ้าคุณยังไม่อยากโดนลากตัวไปโรงพักข้อหาบุกรุกยามวิกาล ก็ช่วยหุบปากแล้วอยู่นิ่งๆ ค่ะ คุณนักสืบคนเก่ง" มินตรากระซิบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและราบเรียบอย่างน่าหมั่นไส้ แม้ภายนอกจะดูสงบราวกับผิวน้ำในบึงลึก แต่หัวใจที่เต้นรัวรากับกลองเพลใต้ร่มผ้าซาตินสีเข้มของอีกฝ่ายกลับทรยศคำพูดโดยสิ้นเชิง
"ปากดีจังนะคะ... ทั้งที่ตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำอยู่แท้ๆ" รินรดาแอบหยิกสีข้างอีกฝ่ายเบาๆ เป็นการเอาคืน แต่มินตรากลับไม่มีท่าทีสะดุ้งสะเทือน แถมยังโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มใส
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเจ้าหน้าที่ยศสูงคนเดิมเดินผ่านพ้นขอบประตูบานใหญ่ไปไกลแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ในอกของคนทั้งคู่ มินตราผละตัวออกช้าๆ จัดเสื้อสูทเข้ารูปให้เข้าที่ด้วยท่าทางหงุดหงิดกลบเกลื่อนความเขินอาย ก่อนจะหันมามองค้อนควั่กใส่รินรดาที่กำลังยืนกอดอกยิ้มมุมปากเยาะเย้ย
"เลิกทำหน้าตากวนประสาทแล้วเดินตามมาค่ะ หน้าที่ของเราไม่ใช่มาต่อปากต่อคำกันในมุมมืด" มินตราสะบัดหน้าหนีแล้วก้าวฉับๆ ไปยังตู้จัดแสดงชิ้นที่สาม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการบุกรุกยามวิกาลในคืนนี้
รินรดากรอกตาขึ้นฟ้าเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะก้าวเท้าตามไปติดๆ มือเรียวหยิบถุงมือยางสีดำขึ้นมาสวมกระชับเข้ากับมือ ดวงตากลมโตส่อแววพินิจพิจารณาอย่างจริงจังเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตรงหน้า
ตู้กระจกกันกระสุนถูกงัดแงะด้วยเครื่องมือช่างขนาดเล็ก ร่องรอยรอยขูดขีดรอบรูกุญแจยังคงสดใหม่ ไร้ซึ่งร่องรอยการงัดแงะแบบมืออาชีพ แต่มันกลับประณีตพอที่จะหลบเลี่ยงระบบสัญญาณกันขโมยหลักของพิพิธภัณฑ์ได้ ปัญหาคือ... 'หลักฐานชิ้นสำคัญ' ที่ควรจะอยู่บนแท่นกำมะหยี่สีแดงสด กลับว่างเปล่า
"หายไปแล้วจริงๆ ด้วย" รินรดากระซิบพลันใช้ไฟฉายจิ๋วส่องสำรวจรอบฐานวาง "สร้อยคอทองคำประดับมรกตแห่งราชวงศ์รัตนาธิราช... ของกลางชิ้นเดียวที่จะเชื่อมโยงคดีฆาตกรรมเมื่อสามวันก่อนกับผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ หายไปอย่างไร้ร่องรอย"
มินตราทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างๆ นักสืบสาว ใบหน้าคมคายฉายแววเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่สวยกวาดมองพื้นห้องและซอกมุมต่างๆ อย่างละเอียด
"เป็นไปไม่ได้ ระบบรักษาความปลอดภัยของฉันรัดกุมที่สุด ไม่มีทางที่คนนอกจะเข้ามาเอาไปได้ง่ายๆ โดยไม่ทิ้งร่องรอยการปิดเปิดระบบเซิร์ฟเวอร์หลัก เว้นเสียแต่ว่า..." มินตราเว้นวรรค ดวงตาคมกริบหันมาสบตากับรินรดา "จะมีหนอนกระบองเพชรอยู่ข้างใน"
"หรือแปลเป็นภาษามนุษย์ก็คือ... มีคนวงในเป็นคนเปิดทางให้" รินรดาย้อนคำทันควัน ใบหน้าสวยเฉี่ยumented ขยับเข้ามาใกล้ด้วยแววตาท้าทาย "แล้วคนวงในที่กุมอำนาจจัดการระบบทั้งหมดในโซนนี้ได้เพียงคนเดียว โดยไม่ต้องใส่รหัสผ่านซ้ำซ้อน... ก็คือคุณค่ะ ภัณฑารักษ์มินตรา"
มินตราหรี่ตามองอีกฝ่ายทันที รังสีความหงุดหงิดแผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบ "คุณกำลังจะบอกว่าฉันขโมยของในพิพิธภัณฑ์ที่ตัวเองดูแลด้วยชีวิตอย่างนั้นเหรอคะ รินรดา?"
"ฉันยังไม่ได้พูดสักคำ คุณร้อนตัวไปเองหรือเปล่าคะ?" รินรดายิ้มหวานหยดอย่างผู้ชนะ แต่ในใจกลับเรดาร์เร่งเตือนภัยเต็มพิกัดเมื่อเห็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากของคนตรงข้าม
"ถ้าฉันอยากจะขโมยมันจริงๆ ฉันคงไม่พาคนปากจัดอย่างคุณมาเดินวนหาหลักฐานให้เหนื่อยหรอกค่ะ" มินตราลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขยับเข้าไปประชิดตัวรินรดาจนร่างบางต้องถอยหลังไปชนตู้จัดแสดงอีกรอบ "และที่สำคัญ... ถ้าฉันเป็นคนเอาไป ฉันคงไม่ยอมให้คุณมาจ้องหน้าใกล้ๆ แบบนี้แน่"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่กระซิบชิดริมหูทำเอารินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาดื้อๆ เสียอย่างนั้น บรรยากาศรอบตัวที่ควรจะตึงเครียดด้วยคดีฆาตกรรมและการตามล่า กลับถูกความใกล้ชิดนี้เผาผลาญจนแทบละลาย
"ถอยไปเลยนะ..." รินรดาเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย พยายามดันไหล่ลาดของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่มินตรากลับนิ่งเฉยราวกับภูเขาหินผา ดวงตาสีเข้มคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับพยายามค้นหาความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังท่าทีแข็งกร้าว
"ช่วยไม่ได้ค่ะ ก็คุณชอบทำตัวน่าสงสัยเอง..." มินตราเอ่ยเสียงเบา ปลายนี้วนเวียนอยู่ใกล้กรอบหน้าของนักสืบสาวอย่างถือวิสาสะ ก่อนที่เรียวปากหยักสวยจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "แต่ถ้าคุณยังอยากได้หลักฐานชิ้นนั้นคืน... เราคงต้องร่วมมือกันค้นหา 'บางอย่าง' ที่คนร้ายทิ้งไว้จริงๆ แล้วล่ะค่ะ"
รินรดาชะงัก เมื่อกวาดสายตาตามปลายนิ้วเรียวของมินตราที่ชี้ไปยังเงาสะท้อนบนกระจกตู้จัดแสดง เธอถึงกับต้องเบิกตากว้าง
ที่มุมมืดด้านบนสุดของเพดานห้องจัดแสดง... กล้องวงจรปิดขนาดจิ๋วที่ถูกซ่อนไว้ในดวงตาของรูปปั้นโบราณ กำลังกะพริบแสงสีแดงเรืองรองเป็นจังหวะ แปลว่ามันกำลังบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่พวกเธอกำลังยืนนัวเนียประชิดตัวกันอยู่แบบเรียลไทม์!
ไม่เพียงเท่านั้น เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงวิทยุสื่อสารของตำรวจนับสนายก็กำลังดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จากโถงทางเดินด้านนอก
"ฉิบหายแล้ว..." รินรดาสบถเบาๆ
มินตราคว้าข้อมือเล็กของนักสืบสาวไว้แน่นทันที ดวงตาคู่สวยประกายความระทึก "ทางออกฉุกเฉินอยู่หลังรูปปั้นนั้น... วิ่งค่ะ!"
ทั้งสองร่างพุ่งตัวฝ่าความมืดออกไปในเสี้ยววินาทีสุดท้าย ก่อนที่บานประตูห้องจัดแสดงจะถูกถีบผางเปิดออกด้วยกำลังพลของกองปราบปราม พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่พวกเธอไม่คาดคิดที่สุดยืนขวางทางหนีอยู่เบื้องหน้า!
---
ติดตามตอนต่อไปใน "เซนเซอร์หัวใจยัยนักสืบตัวแสบกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง" นะคะ 🖤✨
เซนเซอร์หัวใจยัยนักสืบตัวแสบกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 2
หลักฐานที่หายไป
ผลงานโดย โรสแมรี่พิษ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โรสแมรี่พิษ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซนเซอร์หัวใจยัยนักสืบตัวแสบกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
