แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจกับบัณฑิตหญิงผู้กุมชะตาต้าถัง•ตอนที่ 2

อาคมแห่งแม่ทัพ

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
กลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและคราบเลือดเก่าคละคลุ้งปะปนมากับลมหนาวที่พัดผ่านผืนผ้าใบของกระโจมบัญชาการใหญ่ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารยامที่เดินตรวจตราสลับกับเสียงเกราะกระทบกันเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าภายในกระโจมหลังนี้กลับเงียบสงบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงน้ำเดือดปุดๆ จากกาน้ำชาสำริดบนเตาถ่าน แม่ทัพเฉินเฟยหลงมิได้เงยหน้าขึ้นจากแผนที่ยุทธศาสตร์บนโต๊ะไม้กฤษณา ดวงตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นยังคงจดจ้องอยู่ที่แนวลำน้ำอวี้สุ่ยซึ่งถูกวาดด้วยหมึกดำสนิท บนร่างสูงใหญ่สวมชุดเกราะหนังสีดำสนิทประดับแผ่นเหล็กกล้าไร้เงา สะท้อนความเยือกเย็นและดุดันราวกับพญามัจจุราชแห่งสนามรบ ป้ายอาคมทองแดงสลักรูปพยัคฆ์คำรามวางอยู่ริมขอบโต๊ะ เป็นเครื่องยืนยันถึงอำนาจเด็ดขาดในมือเขา อำนาจที่สามารถสั่งปลิดชีพผู้ใดก็ได้โดยไม่ต้องรายงานเบื้องสูง "แม่ทัพเฉิน นางมาถึงแล้วขอรับ" เสียงรายงานจากรองแม่ทัพหนุ่มดังขึ้นที่หน้ากระโจม พร้อมกับการเปิดผ้าม่านหนาหนักออก ร่างระหงในชุดอาภรณ์บัณฑิตสีครามเข้มปักลวดลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงินบางเบาก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง หลี่ซูเหยาหาได้มีความเกรงกลัวต่อบรรยากาศกดดันภายในค่ายทหารหลวงแม้แต่น้อย นางกวาดสายตาสำรวจรอบกายอย่างรวดเร็ว—คานไม้ที่ตอกย้ำความมั่นคง, ม้วนตำราพิชัยสงครามที่กองสุม, และไอร้อนจากถ่านที่ยังคุกกรุ่น ทุกย่างก้าวของนางเปี่ยมด้วยความสง่างามและเยือกเย็น ราวกับบัณฑิตผู้ทรงภูมิที่เดินอยู่ท่ามกลางราชสำนัก มากกว่าจะก้าวเข้ามาในดินแดนแห่งความตายและคราบเลือด เฉินเฟยหลงยังคงนิ่งเงียบ เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาคมปลาบดุจคมดาบกวาดมองสตรีตรงหน้าตั้งแต่ปลายรองเท้าปักลายเมฆขึ้นมาจนถึงใบหน้ารูปไข่ที่เรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ ดวงตาดำขลับคู่นั้นใสกระจ่างและลุ่มลึกจนยากจะคาดเดาว่านางกำลังคิดอ่านสิ่งใด "เจ้าคือหลี่ซูเหยา ผู้ที่ราชสำนักส่งมาเป็นกุนซือภาคสนามงั้นรึ" น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มทุบทำลายความเงียบลง ราวกับเสียงก้อนหินกระทบผืนน้ำแข็ง "เรียนท่านแม่ทัพ ข้าน้อยหลี่ซูเหยา ได้รับพระราชโองการให้มาช่วยเหลือราชกิจด้านการทหารในค่ายหลวงแห่งนี้ หวังว่าท่านแม่ทัพจะกรุณาชี้แนะ" เสียงหวานใสก้องกังวานและมั่นคง ไม่มีอาการสั่นเครือแม้แต่น้อย เฉินเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเย้ยหยัน "ชี้แนะ? ค่ายทหารแห่งนี้ไม่ใช่สนามสอบจอหงวนหรือห้องหนังสือในสำนักฮั่นหลิน ที่นี่คือสนามรบ ที่ซึ่งกลิ่นคาวเลือดหอมหวานกว่าตัวอักษร บัณฑิตเช่นเจ้าถือพู่กันเขียนบทกวีมาตลอดชีวิต ไฉนเลยจะเข้าใจความตายที่อยู่ตรงหน้า" หลี่ซูเหยาไม่สะทกสะท้านต่องวาจาดูแคลน นางแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยปัญญาและความถือดีในศักดิ์ศรี "ท่านแม่ทัพกล่าวถูกต้องแล้ว ข้าน้อยมิใช่ผู้เชี่ยวชาญการถือดาบปลายปืน แต่ในทางกลับกัน... พู่กันในมือข้าน้อยอาจสามารถพลิกแผ่นดินหรือลบชื่อคนผู้หนึ่งออกจากบัญชีรายชื่อทหารได้ เร็วกว่าที่คมดาบของท่านจะชักออกจากฝักเสียอีก" บรรยากาศภายในกระโจมพลันเยือกเย็นลงถนัดตา รองแม่ทัพที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับกลั้นหายใจด้วยความตกตะลึง กล้าต่อปากต่อคำกับเทพสงครามผู้เหี้ยมโหดเช่นนี้ นางเป็นคนแรกในรอบสิบปี เฉินเฟยหลงหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่จนอากาศรอบตัวราวกับจะแข็งตัว เขาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในระยะประชิด กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นอายสงครามโชยเข้าปะทะจมูก ทว่าหลี่ซูเหยาเพียงแค่เงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว "เจ้ากล้าดีนี่" เฉินเฟยหลงกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ดวงตาสีสนิมจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง "คิดว่ามีป้ายอาคมและพระราชโองการคุ้มครองหัวของเจ้าแล้ว ข้าจะกลัวเจ้าหรือ? หากอ๋องหนานกงส่งไส้ศึกเข้ามาในคราบกุนซือ... ข้าจะตัดหัวเจ้างםเสียก่อนที่จะได้รินน้ำชาจอกแรกด้วยซ้ำ" หลี่ซูเหยาสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นอายความกดดันนี้รุนแรงเกินกว่าสตรีทั่วไปจะทานทน แต่นางผ่านการอ่านเกมการเมืองในราชสำนักมาโชกโชน นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ไม่ได้โหดร้ายอย่างไร้เหตุผล หากแต่เขากำลังทดสอบความแข็งแกร่งของนาง "หากท่านแม่ทัพคิดว่าข้าน้อยเป็นไส้ศึกของอ๋องหนานกงจริง ป่านนี้ท่านคงไม่ยืนสนทนากับข้าเช่นนี้หรอกเพคะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความหวาดกลัว "เพราะท่านรู้ดีว่า... มีเพียงข้าเท่านั้น ที่สามารถถอดรหัสกลยุทธ์การเดินหมากสามชั้นของอ๋องหนานกงที่กำลังจะตีตลบหลังกองทัพท่านในอีกเจ็ดวันข้างหน้าได้" คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกระโจม เฉินเฟยหลงชะงักกึก ดวงตาคมกريบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ แผนการเคลื่อนทัพของอ๋องหนานกงเป็นความลับสุดยอดที่แม้แต่แม่ทัพในกองทัพยังไม่ล่วงรู้ทั้งหมด เหตุใดสตรีผู้นี้จึงล่วงรู้ได้ ก่อนที่แม่ทัพหนุ่มจะได้เอ่ยปากซักถามสิ่งใด เสียงฝีเท้ารatรัวเร็วดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยทหารยามที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้า "เรียนท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! ขบวนเสบียงหลวงที่ส่งมาจากเมืองหลวง... ถูกเผาทำลายจนหมดสิ้นระหว่างทาง และในที่เกิดเหตุ... มีการทิ้งสัญลักษณ์บางอย่างไว้" เฉินเฟยหลงละสายตาจากหลี่ซูเหยาช้าๆ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดขึ้นทันที "สัญลักษณ์อะไร" ทหารยามผู้นั้นตัวสั่นเทา ละล่ำละลักตอบ "ตราประทับรูปดอกบัวโลหิต... ของอ๋องหนานกงขอรับ!" หลี่ซูเหยาหันไปมองหน้าแม่ทัพหนุ่ม แววตาที่เคยราบเรียบพลันปรากฏประกายความตึงเครียดขึ้นเป็นครั้งแรก นางขยับเข้ามาใกล้เขาเล็กน้อย กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนในความเงียบ "เกมกระดานนี้... เริ่มต้นเร็วกว่าที่เราคาดไว้เสียอีกแล้ว ท่านแม่ทัพ" --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาไปกับตัวอักษรเหล่านี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ - นักเล่าประวัติศาสตร์ -
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจกับบัณฑิตหญิงผู้กุมชะตาต้าถัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%