เสียงหมากกระดานงาช้างกระทบกับเม็ดหมากนิลกาฬดัง *แปะ* แผ่วเบา ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในตำหนักบูรพา
หมึกจีนชั้นดีถูกฝนลงบนจานหินต้วนสือจนส่งกลิ่นหอมจางๆ เจือกลิ่นอายความอับชื้นของค่ำคืนที่ฝนทำท่าจะตั้งเค้า หลี่ซูเหยา ในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเหมันต์สีครามเข้ม ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องโต๊ะทรงอักษร สายตาคมกริบดั่งประกายกระบี่กวาดมองแผ่นกระดาษสาที่รายล้อมด้วยตราประทับลับจากหัวเมืองตะวันออก
นางมิได้กล่าวสิ่งใด ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่กดดันขุนนางขั้นสามผู้กำลังซับเหงื่อกาฬบนขมับด้วยผ้าแพรเนื้อหยาบ
"ใต้เต้า... เรื่องนี้ เกรงว่าจะต้องให้ท่านอ๋องทรงวินิจฉัยอีกครากระมัง" ขุนนางผู้นั้นเอ่ยเสียงสั่นพร่า มือที่ประสานอยู่สั่นเทาจนเห็นได้ชัด
"วินิจฉัย?" ซูเหยาแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น แต่กลับบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "เสบียงหลวงสามแสนหาบในคลังมณฑล jiangnan (เจียงหนาน) ถูกถ่ายเทไปยังกองกำลังส่วนตัวของอ๋องหนานกงภายใต้ข้ออ้าง 'บำรุงขวัญทหารชายแดน' เช่นนี้เรียกว่าวินิจฉัย หรือเรียกว่าการเตรียมการกบฏอย่างแจ้งชัดกันแน่ใต้เท้าจาง"
ขุนนางแซ่จางเข่าอ่อนทรุดลงคุกเข่ากับพื้นศิลาทันที ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมยาวสีดำสนิทปักลายมังกรห้าเล็บด้วยดิ้นทองก้าวเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง กลิ่นอายกดดันอันเยือกเย็นแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณทันทีที่อ๋องหนานกงเสด็จเข้าประทับ
พระองค์แย้มพระสรวลน้อยๆ ทว่าดวงเนตรคมกริบกลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดั่งเหยี่ยวราตรีที่กำลังมองเหยื่อในกรง
"กุนซือหลี่ช่างรอบรู้ยิ่งนัก" อ๋องหนานกงตรัสด้วยพระสุระเสียงทุ้มนุ่ม ทว่าแฝงความเย้ยหยันไว้เต็มเปี่ยม พระองค์ทรุดพระกายลงประทับบนเก้าอี้พนักพิงสลักลายหงส์ไฟ ทอดพระเนตรมองกระดานหมากรุกที่ยังเดินไม่จบเกม "แต่บัณฑิตหญิงเช่นเจ้า น่าเสียดาย... ที่มักมองเห็นเพียงหมากเฉพาะหน้า แต่มองไม่เห็นกระดานทั้งหมดที่ข้ากำลังวาง"
เฉินเฟยหลง ซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่มุมมืดของตำหนักในฐานะแม่ทัพผู้คุ้มกัน ก้าวออกมาครึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่ดั่งภูผากำยำขนาบข้างอยู่เบื้องหลังซูเหยา สัญชาตญาณนักรบกรำศึกบอกเขาชัดเจนว่า สถานการณ์ในยามนี้อันตรายยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับทหารม้าหมื่นนายของข้าศึก
"ท่านอ๋องทรงมีพระประสงค์สิ่งใดกันแน่" เฉินเฟยหลงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ดั่งน้ำในบึงลึกที่ซ่อนคมดาบไว้ใต้น้ำ
"แม่ทัพเฉิน... เจ้าเองก็ยังคงซื่อตรงไม่เปลี่ยน" อ๋องหนานกงทอดพระเนตรสหายร่วมราชสำนักด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ "ตระกูลเฉินของเจ้าสัตย์ซื่อต่อราชสำนักต้าถังมาหลายชั่วคน เลือดเนื้อที่หลั่งรินในอดีตคุ้มค่ากับราชบัลลังก์ที่เน่าเฟะนี้แล้วหรือ? ฮ่องเต้ทรงประชวรเรื้อรัง อำนาจในท้องพระโรงแทบไม่เหลืออันใด ไฉนเจ้าจึงยังต้องเอาชีวิตไปผูกติดกับซากปรักหักพังที่กำลังจะล่มสลายด้วยเล่า"
"ความจงรักภักดี มิใช่สิ่งที่นำมาต่อรองแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์พ่ะย่ะค่ะ" ซูเหยาตอบกลับทันควัน ดวงตาดำขลับจ้องมองตรงไปยังพระพักตร์ของอ๋องหนานกงอย่างไม่เกรงกลัว "และต่อให้ต้าถังจะเหลือเพียงซากปรักหักพังจริงดังตรัส... ผู้ที่จะชำระล้างแผ่นดินนี้ ก็มิใช่ผู้ที่ทรยศต่อแผ่นดินเช่นกัน"
บรรยากาศภายในตำหนักพลันเย็นเยียบลงจนคล้ายน้ำค้างแข็งเกาะกุม
อ๋องหนานกงมิได้กริ้ว ทรงเพียงแต่ยกมุมพระโอษฐ์ขึ้นยิ้มอย่างเย้ยหยัน พระหัตถ์เรียวยาวเอื้อมไปหยิบถ้วยชาเคลือบหยกขาวที่วางอยู่ข้างพระหัตถ์ขึ้นมา หมุนเล่นช้าๆ สายพระเนตรคมกลาตันกวาดมองคนทั้งสองราวกับมองมดปลวกที่กำลังดิ้นรนบนฝ่ามือ
"ปากกล้า... สมกับที่เป็นยอดกุนซือผู้พลิกตำรามานับพันปี" อ๋องหนานกงตรัสแผ่วเบา "แต่เจ้าลืมไปแล้วกระมัง ว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกเขียนโดยผู้พ่ายแพ้... แต่อักษรทุกตัวถูกจารึกด้วยเลือดของผู้กำชัยชนะต่างหาก"
พระองค์ทรงวางถ้วยชานั้นลงบนโต๊ะด้วยเสียงอันดัง *กริ๊ก*
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าจำนวนนับไม่ถ้วนก็ก้องกังวานขึ้นจากภายนอกตำหนัก เสียงเหล็กกระทบกันของชุดเกราะและคมดาบดังระรัวปิดล้อมตำหนักบูรพาไว้ทุกด้าน ขันทีและนางกำนัลที่หมอบอยู่ด้านนอกต่างกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ถูกกระแทกเปิดออกด้วยกำลังพลนับร้อยในชุดเกราะทมิฬ
ขุนนางแซ่จางที่คุกเข่าอยู่ลุกขึ้นวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว ทว่ายังไม่ทันพ้นธรณีประตู ลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศปักเข้าที่กลางหลังอย่างแม่นยำ ร่างนั้นล้มฟุบลงจมกองเลือดอย่างไร้สุ้มเสียง
ซูเหยาขยับกายเข้าประชิดโต๊ะทรงอักษรโดยสัญชาตญาณ ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบสัมผัสเข้ากับกลไกซ่อนลับใต้ลิ้นชัก ทว่าเฉินเฟยหลงกลับก้าวขึ้นมาบังร่างของนางไว้ สองมือแกร่งกระชับด้ามกระบี่ประจำกายแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคมกริบกวาดมองทหารองครักษ์นับสิบที่ชักดาบพุ่งเข้ามาล้อมกรอบพวกเขาไว้ตรงกลาง
"ท่านอ๋อง ทรงคิดจะก่อการกบฏกลางเมืองหลวงเยี่ยงนี้เชียวหรือ" เฉินเฟยหลงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลก
"กบฏรึ?" อ๋องหนานกงแย้มพระสรวลกว้างขึ้น ตรัสด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันระคนสมเพช "ข้าเพียงแค่มากวาดล้าง 'หนอนบ่อนไส้' ที่บังอาจลักลอบติดต่อกับกองกำลังต่างแคว้นเพื่อลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ต่างหาก... และหลักฐานชิ้นนั้น ก็อยู่บนโต๊ะนี้เอง"
สิ้นพระสุระเสียง อ๋องหนานกงทรงโบกพระหัตถ์สั่ง ขันทีคนสนิทก้าวออกมาพร้อมกับราชโองการลับฉบับหนึ่งที่ประทับตราหยกประจำพระองค์ ซึ่งถูกปลอมแปลงขึ้นอย่างแนบเนียนไร้ที่ติ และชื่อที่ปรากฏหราอยู่บนหัวกระดาษในฐานะ 'กบฏผู้ทรยศ' หาใช่ใครอื่น—
—แต่คือชื่อของแม่ทัพเฉินเฟยหลงและกุนซือหลี่ซูเหยา!
---
นักเล่าประวัติศาสตร์
แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจกับบัณฑิตหญิงผู้กุมชะตาต้าถัง•ตอนที่ 3
หมากเกมอำนาจ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจกับบัณฑิตหญิงผู้กุมชะตาต้าถัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!