คราบหมึกสีชาดบนแผ่นกระดาษแพรตี่ว์ซือยังคงสดใหม่ ราวกับหยาดโลหิตที่เพิ่งหลั่งรินจากบาดแผลฉกรรจ์
หลี่ซูเหยาปักตะเกียงสำริดรูปหงส์ให้เปลวไฟวาดลวดลายสั่นไหวบนผนังศิลาของหอจดหมายเหตุหลวง ชั้นใต้ดินแห่งนี้อับชื้นและเย็นเยียบ กลิ่นอายของกระดาษเก่าแก่ผสมผสานกับฝุ่นผงแห่งกาลเวลาลอยอบอวลจนชวนให้รู้สึกอึดอัด ทว่าสติสัมปชัญญะของนางในยามนี้กลับคมกริบยิ่งกว่าคมดาบหล่อจากเตาเหล็กกล้า
"บันทึกเหตุการณ์รัชศกYonghui ปีที่สี่... ถูกลบเลือนด้วยน้ำยาเคมีอย่างแนบเนียน"
เสียงพึมพำของนางลอดผ่านริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันอย่างเคร่งเครียด นิ้วเรียวยาวภายใต้แขนเสื้อผ้าไหมปักลายเมฆาไล้ไปตามรอยขูดขีดบนม้วนคัมภีร์โบราณ แสงไฟสีส้มสาดส่องกระทบใบหน้างามที่ฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ในฐานะบัณฑิตหญิงผู้ตรวจชำระประวัติศาสตร์แห่งราชสำนักต้าถัง นางย่อมรู้ดีว่าทุกตัวอักษรที่ถูกบันทึกหรือถูกลบ ล้วนมีชีวิตของผู้คนนับพันเป็นเดิมพัน
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างองค์อ๋องหนานกงผู้กระหายอำนาจ กับราชสำนักฝ่ายกลางกำลังคุกรุ่นดั่งถ่านไฟใต้หิมะ องค์อ๋องผู้กุมกำลังทหารหัวเมืองบูรพาไม่เคยซ่อนเร้นความทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกร ทว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการแย่งชิงอำนาจครั้งนี้ กลับไม่ใช่เพียงแค่ราชบัลลังก์ หากแต่เป็น "สนธิสัญญาพันธมิตร" ที่สูญหายไปเมื่อสิบปีก่อน—สนธิสัญญาที่อาจทำลายล้างตระกูลหลี่ทั้งโคตร หรือพลิกฟื้นความชอบธรรมให้แก่ผู้ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ
ครั้นซูเหยากำลังจะพลิกกระดาษแผ่นถัดไป เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเป็นจังหวะก็ดังแว่วมาจากบันไดหินวนเบื้องบน ฝีเท้าที่เปี่ยมด้วยพลังอันเยือกเย็นและระมัดระวังเช่นนี้มีเพียงผู้เดียวในเมืองหลวง
*แม่ทัพเฉินเฟยหลง*
หัวใจของนางกระตุกวูบไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย เฉินเฟยหลงคือแม่ทัพผู้ไร้ใจในสายตาของเหล่าขุนนาง เขาคือนายทหารผู้ยึดมั่นในความถูกต้องราวกับหินผา และเป็นผู้ที่สูญเสียบิดาไปในสงครามชายแดนจากคำสั่งที่คลุมเครือของราชสำนัก ความเยือกเย็นและดวงตาคู่นคมดั่งพญาอินทรีของเขา มักจะมองทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งจิตใจของคู่สนทนาเสมอ
แสงเงาที่ทอดผ่านบันไดสะท้อนร่างสูงสง่าในชุดเกราะอ่อนสีดำสนิท ประดับด้วยผ้าคลุมไหล่ปักลายพยัคฆ์ทมิฬ เฉินเฟยหลงก้าวเข้ามาในห้องโถงลับด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าดวงตากลับกวาดมองไปรอบห้องอย่างรวดเร็วเพื่อประเมินสถานการณ์
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดบัณฑิตหลี่จึงยังมานั่งคลุกฝุ่นอยู่ท่ามกลางกองเอกสารเก่าคร่ำครึเหล่านี้เล่า" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้อง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันอันทรงพลัง
ซูเหยาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น นางมิได้แสดงอาการตกใจให้เห็นแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น นางประสานมือคารวะตามธรรมเนียมบัณฑิต "คารวะท่านแม่ทัพ... ใต้เท้าเฉินคงมิได้นอนไม่หลับ จนต้องมาเดินตรวจตราความเรียบร้อยถึงหอจดหมายเหตุชั้นในสุดเช่นนี้กระมัง"
เฉินเฟยหลงหยุดยืนห่างจากนางเพียงช่วงแขน กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสนามรบและจันทร์เพ็ญลอยเข้าแตะจมูก สายตาคมกริบก้มลงมองม้วนคัมภีร์สีชาดในมือของนาง ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตากับดวงตาสุกใสราวกับอัญมณีของกุนซือหญิง
"ข้าไม่ได้มาตรวจตรา... ข้ามาตามหาเจ้า" คำพูดตรงไปตรงมาของเขาทำให้แววตาของซูเหยาไหววูบไปชั่วขณะ
"ตามหาข้า?" นางทวนคำ น้ำเสียงเจือแววเย้ยหยันเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความปั่นป่วนในอก "แม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งต้าถัง มีธุระอันใดกับบัณฑิตต้อยต่ำเช่นข้า หรือว่าเกณฑ์ทหารในค่ายยังไม่พอ จนต้องมาเกณฑ์บัณฑิตไปตรวจบัญชีเสบียงด้วยตนเอง"
"เจ้ากำลังเล่นกับไฟ, ซูเหยา" เฉินเฟยหลงโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างที่ลดลงทำให้ซูเหยาต้องเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลลมหายใจอุ่นร้อนระAปะทะกับความเย็นเยียบของบรรยากาศรอบตัว "เอกสารม้วนนั้น... ไม่ใช่สิ่งที่คนเบื้องบนต้องการให้เจ้าพบ"
"แล้วท่านคิดว่าใครเป็นคนซ่อนมันไว้เล่า?" ซูเหยาถามกลับ น้ำเสียงของนางเริ่มจริงจังและเฉียบคมขึ้น "หรือท่านเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ปิดบังความจริงเรื่องการสังหารหมู่ที่หุบเขาอวี้먼เมื่อสิบปีก่อนด้วย"
บรรยากาศในห้องจดหมายเหตุพลันเย็นยะเยือกราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาว กล้ามเนื้อบริเวณกรามของเฉินเฟยหลงกระตุกเล็กน้อย ดวงตาของแม่ทัพหนุ่มวับโรจน์ด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้ความเย็นชามาเนิ่นนาน
"เจ้าไม่รู้หรอกว่ากำลังขุดคุ้ยหลุมศพของใครอยู่..." เฉินเฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำลึก แฝงความเตือน
"และถ้าหากเจ้ายังดื้อดึงที่จะสาวราวเรื่องนี้ต่อไป คนที่จะต้องสังเวยชีวิตไม่ใช่แค่ข้าหรือเจ้า... แต่อาจเป็นแผ่นดินต้าถังทั้งแผ่นดิน"
ซูเหยาสูดหายใจเข้าลึก นางมิได้ถอยหนีสายตาดุดันคู่นั้น กลับกัน นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกก้าวหนึ่ง จนชายผ้าแพรของทั้งคู่เกือบจะสัมผัสกัน "หากความจริงคือการสังเวย... ข้า หลี่ซูเหยา ก็พร้อมจะเป็นผู้จุดคบเพลิงเผามันให้สิ้นซาก"
ทว่า ก่อนที่เฉินเฟยหลงจะได้เอื้อนเอยถ้อยคำใดโต้แย้ง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงโลหะกระทบกันอย่างเร่งรีบก็ดังสะท้อนก้องมาจากทางเดินเบื้องบน เป็นสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่ไร้ซึ่งการประนีประนอม
*กึก... กึก... กึก...*
เงาดำนับสิบทอดทาบลงมาตามผนังหิน พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่โชยนำมาก่อนตัว ประตูทางเข้าเดียวของหอจดหมายเหตุถูกกระชากปิดลงอย่างแรงจากภายนอก พร้อมกับเสียงกลอนเหล็กที่ถูกลงทัณฑ์ด้วยแม่กุญแจหนาหนัก
เฉินเฟยหลงคว้าดาบประจำกายออกจากฝักในเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบกวาดมองไปยังเงาที่ทาบทับอยู่หลังประตูบานใหญ่
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คิด..." เฉินเฟยหลงเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ขณะที่มืออีกข้างเอื้อมไปฉุดข้อมือของซูเหยาให้ถอยมาหลบอยู่เบื้องหลังแผ่นศิลาทึบ
"ดูเหมือนว่า... คัมภีร์สีชาดในมือเจ้า จะมีคนรอแย่งชิงมันยิ่งกว่าชีวิตของพวกมันเองเสียอีก"
และในวินาทีที่เงาคมดาบเล่มแรกพุ่งทะลุกระดาษสาของประตูเข้ามา ปลายกระบี่อาบยาพิษเล่มหนึ่งก็จ่อตรงมาที่ลำคอของเฉินเฟยหลงจากช่องว่างของหน้าต่างหินด้านหลัง โดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า... ศัตรูไม่ได้มีแค่เพียงคนที่อยู่เบื้องหน้า
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาไปกับตัวอักษรเหล่านี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
- นักเล่าประวัติศาสตร์ -
แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจกับบัณฑิตหญิงผู้กุมชะตาต้าถัง•ตอนที่ 1
ม้วนคัมภีร์สีชาด
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจกับบัณฑิตหญิงผู้กุมชะตาต้าถัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!