กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงที่ลอยวนอยู่ในห้องเก็บของชั้นใต้ดินของสถานีโทรทัศน์ ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะมีเสียงกระซิบหวานๆ ของผู้หญิงดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทเลยแม้แต่น้อย—โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเสียงนั้นไม่ใช่เสียงจากโทรศัพท์มือถือ หรือเสียงของใครก็ตามที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
กวินสะดุ้งสุดตัวจนกล่องลังกระดาษบรรจุเทปม้วนเก่าเกือบหลุดจากมือ หัวใจดวงโตที่ปกติมักจะใช้พ่นคำพูดกวนประสาทใส่คนอื่น ตอนนี้กลับเต้นระรัวราวกับกลองเพลแตก เขากวาดสายตามองไปรอบห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีเพียงหลอดไฟนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ เป็นระยะ ความมืดสลัวตามมุมห้องทำให้เงาของชั้นวางของดูคล้ายร่างคนยืนซ้อนกันเป็นทิวแถว
*“กวิน... เดินไปทางขวาอีกนิดสิคะ ตรงนั้นมีกล่องที่พี่รินตามหาอยู่”*
เสียงนั้น... ดังขึ้นอีกแล้ว! และที่สำคัญมันก้องกังวานอยู่ *“ข้างในหัว”* ของเขาโดยตรง ไม่ใช่เสียงที่เดินทางผ่านอากาศเข้าสู่แก้วหู
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอatอย่างยากลำบาก มือข้างที่ถือไฟฉายสั่นระริกจนลำแสงวับแวมไปมาบนผนังปูนเปลือย เขาหลับตาปี๋ยกมือขึ้นขยี้ศีรษะแรงๆ เผื่อว่าอาการหูแว่วประสาทหลอนนี้จะหายไป
"ให้ตายเถอะวะ... นี่กูโดนของเข้าตัวเพราะไปลองของที่ศาลาร้างเมื่อสัปดาห์ก่อน หรือว่าสมองเริ่มเสื่อมเพราะอดนอนกันแน่เนี่ย" กวินพึมพำกับตัวเองเสียงสั่น ปากที่เคยเก่งกาจกล้าดีท้าทายผีสางเทวดา ตอนนี้กลับเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความหวาดกลัวที่พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด
*“ไม่ได้โดนของค่ะ และไม่ได้ประสาทหลอนด้วย... นี่รินเองค่ะคุณกวิน”*
เสียงหวานใสแต่แฝงด้วยความเหนื่อยหน่ายนิดๆ ดังตอบกลับมาในความคิดทันที ราวกับเจ้าตัวกำลังนั่งเท้าคางมองเขาอยู่ตรงหน้า
กวินสะดุ้งโหยงจนเกือบทำไฟฉายหลุดมือ ตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด "เฮ้ย! ริน! นี่เธอ... เธอเข้ามาอยู่ในหัวฉันได้ยังไงเนี่ย?! นี่เธอแอบติดไสยศาสตร์สายดำอะไรมาหรือเปล่า ทำไมฉันถึงได้ยินเสียงเธอวะ!" เขาโวยวายออกมาเสียงดังลั่นห้องใต้ดิน ลืมความน่ากลัวรอบตัวไปชั่วขณะเพราะความตกใจสุดขีด
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องทำงานโปรดิวเซอร์ชั้นสาม รินกำลังนั่งกุมขมับอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เอกสารกองโตสุมอยู่รอบตัว แต่มือเรียวกลับถือโทรศัพท์มือถือค้างไว้ หน้าจอแสดงผลแชทที่เธอกำลังพิมพ์ข้อความส่งหาเขาพอดี
*(ริน): นี่คุณ! อยู่ไหนแล้วเนี่ย ชั้นใต้ดินมันอับและสัญญาณไม่ค่อยดีนะ รีบหาเทปรายการเก่าแล้วรีบขึ้นมาเลยค่ะ!*
ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอแตะปุ่มส่งข้อความ รินก็รู้สึกถึงอาการแปลกประหลาดบางอย่าง—ความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นแปลบปลาบเข้ามาในสมอง ตามมาด้วยเสียงทุ้มๆ ของกวินที่ดังสะท้อนอยู่ในหัวของเธอเอง ชัดถ้อยชัดคำราวกับเขามาตะโกนอยู่ข้างหู
*(เสียงกวินในหัวริน): โหย คุณริน! ใจคอจะไม่ให้ผมหายใจหายคอเลยหรือไง ยืนอยู่ในห้องใต้ดินมืดๆ คนเดียวก็กลัวจะตายอยู่แล้ว ยังจะมาเร่งอีก!*
รินสะดุ้งโหยงจนเก้าอี้หมุนถอยหลังไปกระแทกกับชั้นหนังสือเสียงดังโครม เธออ้าปากค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ มือบางรีบยกขึ้นกุมขมับตัวเองทันที
"นี่ฉัน... ประสาทหลอนตามเขาไปแล้วเหรอเนี่ย!" รินอุทานออกมาคนเดียวในห้องทำงาน ใบหน้าสวยเหเกandด้วยความสับสนปนตื่นตระหนก "ไม่ได้การละ... ทำไมฉันถึงได้ยินเสียงตาบ้านี่ดังอยู่ในหัวล่ะเนี่ย!"
ทางด้านกวินที่ยืนอยู่คนเดียวในความมืด ก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์ชวนขนหัวลุกผสมความปั่นป่วนในระดับที่เรียกว่า "มึนตึ๊บ" เมื่อเสียงของรินดังแทรกเข้ามาในความคิดของเขาอีกครั้ง
*“คุณกวิน! นี่คุณได้ยินเสียงฉันเหรอคะ? หรือว่าคุณกำลังแอบนินทาฉันในใจอยู่ ถึงได้หูแว่วได้ยินเสียงฉันเนี่ย!”* รินส่งเสียงโวยวายผ่านกระแสความคิดมาแบบรัวๆ
กวินรีบยกมือขึ้นกุมขมับอีกข้าง พยายามตั้งสติแล้ว "คุย" กลับไปในใจบ้าง—ซึ่งเป็นวิธีที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไปได้อย่างไร แต่มันเหมือนสัญชาตญาณบังคับ
*(กวินคิดตอบในใจ): ใครนินทาคุณกันเล่า! ผมกำลังจะบอกว่าผมกลัวผีจะตายอยู่แล้วเนี่ย! แล้วทำไมจู่ๆ เราถึงได้ยินเสียงกันและกันวะ หรือว่านี่คืออาการของคนที่... เอิ่ม... จิตผูกพันกันจนเกินเยียวยา?*
*“เพ้อเจ้อใหญ่แล้วค่ะคุณกวิน! ใครจะไปจิตผูกพันกับคุณ ประสาทแน่ๆ เลย... โอ๊ย! แล้วทำไมฉันถึงได้ยินที่คุณพูดเมื่อกี้ด้วยล่ะเนี่ย!”* รินโวยวายกลับมาทันควัน น้ำเสียงในหัวของเธอบ่งบอกถึงความหงุดหงิดปนความเขินอายที่ตีรวนกันจนยุ่งเหยิง
กวินเผลอยกยิ้มมุมปากขึ้นมานิดหนึ่งท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนหลอน ความกลัวผีสางที่เกาะกุมหัวใจเมื่อครู่เริ่มถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาด—ความรู้สึกอุ่นวาบในอกที่บอกว่า อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้ ถึงแม้ว่าคนที่มาอยู่ด้วยจะเข้ามาทางกระแสจิตแบบแปลกประหลาดพิลึกพิลั่นก็ตามที
*(กวินคิด): เอาล่ะๆ เลิกเถียงกันในใจก่อนคุณโปรดิวเซอร์ ตอนนี้ผมอยู่ที่ชั้นใต้ดินแล้ว ตามที่คุณสั่งเป๊ะๆ กล่องเทปสีแดงที่คุณต้องการอยู่ตรงไหนนะ ริน... เอ้ย คุณริน* เขาเกือบเผลอหลุดปากเรียกชื่อเล่นสนิทสนมออกไปเสียแล้ว โชคดีที่ดึงสติกลับมาทัน
*“อยู่ตรงมุมขวาค่ะ... ใต้กองลังเก่าๆ นั่นแหละ รีบหยิบแล้วรีบขึ้นมาเลยนะคะ บรรยากาศข้างบนเริ่มไม่ค่อยดีแล้ว... เหมือนมีใครไม่รู้มายืนอยู่หน้าห้องฉันเนี่ย”* ประโยคหลังของรินเจือด้วยความหวาดระแวงอย่างเห็นได้ชัด
กวินหุบยิ้มทันที หัวใจที่เพิ่งจะเต้นช้าลงกลับมากระหน่ำรัวยิ่งกว่าเดิมเมื่อรับรู้ถึงความกลัวของหญิงสาวผ่านกระแสความคิดนั้น ความเป็นห่วงพุ่งทะยานขึ้นมาเหนือความกลัวของตัวเอง เขารีบก้าวเท้าฉับๆ ไปยังมุมห้องตามที่เธอแนะนำทันที
*(กวินคิด): ล็อกประตูห้องหรือยัง? ใครมาหน้าห้องคุณ ดึกดื่นป่านนี้ไม่มีใครทำงานอยู่แล้วนะริน!*
*“ฉันล็อกแล้วค่ะ... แต่... แต่เสียงเคาะมัน...”* เสียงของรินขาดหายไปชั่วขณะในห้วงความคิด ความเงียบงันอันน่าอึดอัดแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ พร้อมกับความรู้สึกเย็นวาบที่แล่นแปลบไปทั่วสันหลังของกวิน
เขาก้มลงคว้ากล่องเทปสีแดงขึ้นมาแนบอก มืออีกข้างกำไฟฉายแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
*(กวินคิด): ริน! ได้ยินผมไหม? ริน!* เขาตะโกนเรียกชื่อเธอซ้ำๆ ในใจ ความร้อนรนทำให้สติแทบกระเจิง
ในห้องทำงานชั้นสาม รินกำลังนั่งตัวแข็งทื่ออยู่หลังโต๊ะทำงาน สายตาจ้องเขม็งไปที่ประตูไม้บานทึบ เสียงเคาะสามครั้งดังขึ้นอีกครั้ง... *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* แต่มันไม่ใช่เสียงเคาะธรรมดา เพราะมันมาพร้อมกับเสียงขูดเล็บแหลมคมที่ลากยาวไปตามวงกบประตู และเสียงหัวเราะคิกคักแผ่วเบาที่ดังลอดเข้ามาจากช่องว่างใต้พื้น
รินอ้าปากจะกรีดร้อง แต่กลับมีเสียงกระซิบอันเย็นเยียบดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของเธอ—ไม่ใช่เสียงของกวิน แต่เป็นเสียงแหบพร่าของผู้หญิงคนอื่น ที่กระซิบติดข้างหูเธออย่างชัดเจน
*“เปิดประตูให้ฉันหน่อยสิคะ... เพื่อนรัก...”*
ที่ชั้นใต้ดิน กวินนิ่งงันไปชั่ววินาทีเมื่อความรู้สึกเจ็บแปลบที่ขมับขวาแล่นริ้วขึ้นมา พร้อมกับภาพวูบไหวในหัว—ภาพประตูห้องทำงานของรินที่มีเงาดำทาบทับอยู่ด้านนอก!
กวินทิ้งกล่องเทปในมือลงพื้นเสียงดังโพล๊ะ ร่างสูงโปร่งพุ่งตัวออกจากมุมอับ วิ่งตะลุยฝ่าความมืดตรงไปยังบันไดหนีไฟด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ขาจะพาไป ปากก็พยายามตะโกนเรียกชื่อเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ
*(กวินคิด): ริน! รอผมก่อนนะ! อย่าเพิ่งเปิดประตู! ได้ยินไหมวะ ห้ามเปิดเด็ดขาด! ถ้ารินเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเล็บเดียว ผมนี่แหละจะไปรื้อศาลเจ้าพ่อที่คุณนับถือให้ราบเป็นหน้ากลองเลยคอยดู!*
ทางด้านรินที่กำลังนั่งตัวสั่นเทาอยู่หน้าประตู มือบางเอื้อมไปแตะลูกบิดประตูอย่างไม่รู้ตัว ราวกับถูกสะกดจิตด้วยเสียงกระซิบอันเย้ายวนนั้น นิ้วเรียวกำลังจะบิดก้านเหล็กให้หมุนเปิดออก ท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มแผ่ขยายเข้ามาในห้องทำงาน
ทันใดนั้นเอง แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกับหน้าจอแชทที่เด้งข้อความล่าสุดจากกวินขึ้นมาขัดจังหวะพอดี
*(กวิน): รินครับ... ผมรักคุณนะ อย่าเป็นอะไรไปเด็ดขาด!*
รินเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบด้วยความตกใจปนความซาบซึ้งที่พรั่งพรูเข้ามาในอกอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอยังไม่ทันจะได้พิมพ์ข้อความตอบกลับหรือโวยวายใส่ความปากไวของเขา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงวิ่งกระแทกขั้นบันไดดังตึงๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนที่ดังสะท้อนก้องผ่านกระแสความคิด... และเสียงทุ้มคุ้นเคยที่ตะโกนเรียกชื่อเธอดังมาจากหน้าประตูห้องจริงๆ ไม่ใช่แค่ในหัวอีกต่อไป!
"ริน!"
**************************************************
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาสัมผัสความหลอนแบบเขินๆ ไปด้วยกันนะคะ รักที่สุดค่ะ!
มูเตลูไม่ช่วย แต่คนข้างๆ ช่วยได้ครับพี่•ตอนที่ 12
เสียงกระซิบที่คุ้นเคย
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย แต่คนข้างๆ ช่วยได้ครับพี่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!