“ริน!”
เสียงตะโกนนั้นไม่ได้ดังมาจากลำคอของมนุษย์ปกติค่ะ แต่มันลอยก้องมาจากความว่างเปล่ารอบตัว ทุ้มต่ำและแหบแห้งราวกับถูกบดขยี้ผ่านกระดาษทรายเบอร์หยาบ ก่อนที่ความมืดสนิทเมื่อครู่จะถูกแทนที่ด้วยแสงสีส้มแดงวาบวับจากหลอดนีออนนับร้อยดวงที่กะพริบวิบวับเป็นจังหวะประหลาด
ดิฉัน ‘เสียงกระซิบยามดึก’ ขอพาทุกท่านก้าวเข้าสู่ตอนที่สิบสามของเรื่องราวชวนขนหัวลุกแต่หัวใจเต้นแรงกันนะคะ
รินสะดุ้งสุดตัว ร่างบางเซถลาไปชนแผ่นอกกว้างของกวินที่ยืนซ้อนหลังอยู่พอดี มือเรียวคว้าหมับเข้าที่ชายเสื้อยืดสีดำของอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ แรงบีบนั้นแน่นเสียจนเนื้อผ้าแทบขาดติดมือ กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นอายความเย็นยะเยือกของบรรยากาศรอบตัวตีรวนจนเธอแทบอยากจะร้องไห้
“จับไว้แน่นๆ แบบนั้น เดี๋ยวเสื้อพี่ก็ขาดพอดิบพอดีหรอกคุณโปรดิวเซอร์” เสียงกระซิบติดตลกดังอยู่เหนือศีรษะ แม้จะพยายามทำเสียงกวนประสาทกลบเกลื่อนความกลัวแค่ไหน แต่รินก็สัมผัสได้ถึงมือหนาที่เอื้อมมาคว้าข้อมือเธอไว้แล้วบีบตอบเบาๆ เพื่อส่งความอบอุ่นผ่านผิวเนื้อ ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่เสียดแทงกระดูกดำ
เมื่อสายตาปรับเข้ากับแสงไฟฉูดฉาดได้ ทั้งคู่ก็ต้องอึ้งจนแทบหยุดหายใจ
เบื้องหน้าของพวกเขาคือ ‘งานวัด’ ขนาดมหึมาที่ไม่มีทางมีอยู่จริงในซอยเปลี่ยวกลางกรุงเทพฯ เสียงเพลงลูกทุ่งรีมิฟกระแทกกระทั้นดังสนั่นหูจนพื้นดินสะเทือน แผงลอยขายของเรียงรายสุดลูกหูลูกตา ทั้งร้านปาเป้า ยิงปืนตุ๊กตา สายไหมสีชมพูฟูฟ่อง และกลิ่นหอมหวลของปลาหมึกย่างที่ลอยเตะจมูก—แต่น่าแปลก… ทุกอย่างมันดู ‘ผิดเพี้ยน’ ไปหมด
เด็กน้อยหน้าตาขาวซีดเผือดกำลังวิ่งไล่จับลูกโป่งที่ลอยกลับหัวลงดิน หญิงสาวในชุดไทยโบราณยืนยิ้มกว้างจนมุมปากฉีกถึงใบหูขณะตักน้ำแข็งใส และที่น่ากลัวที่สุดคือ… ทุกคนที่เดินขวักไขว่อยู่ในงานนี้ ไม่มีใครมี ‘เงา’ ทอดลงพื้นเลยสักคนเดียว
“กวิน…” รินครางเรียกชื่อคนข้างๆ เสียงสั่นระริก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก “นี่เรา… หลุดเข้ามาในงานอะไรเนี่ย ทำไมคนพวกนั้นถึง…”
“ชูssst… อย่าทักดังสิคุณ” กวินเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากตัวเอง ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวัง แม้ปากจะบอกให้เงียบ แต่แขนแกร่งกลับขยับเข้ามาโอบไหล่บางของรินให้เข้ามาแนบชิดกับตัวมากขึ้นโดยอัตโนมัติ “กฏเหล็กข้อแรกของการเที่ยวงานวัดผีสิง… ห้ามทักว่าใครเป็นผี ไม่งั้นมันจะรู้ตัวว่าเรายังเป็นคนเป็น แล้วแห่กันมาขอส่วนบุญจนตังค์ในกระเป๋าหมดไม่รู้ด้วยนะ”
“นี่มันใช่เวลามาเล่นมุกไหมเนี่ย!” รินหยิกเข้าที่สีข้างของคนตัวสูงเต็มแรงจนกวินต้องสูดปากซี๊ดด้วยความเจ็บ แต่ก็ยอมปล่อยให้หยิกโดยไม่บ่นสักคำ แถมยังกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
“ก็ผมไม่อยากให้คุณเครียดนี่นา หน้าตาน่ารักๆ แบบนี้ ถ้าขมวดคิ้วมากๆ เดี๋ยวตีนกาขึ้นไม่รู้ด้วยนะ” กวินยังคงหาจังหวะหยอกล้อ แม้ว่าเหงื่อกาฬจะเริ่มผุดพรายไรผมของเขาเองเช่นกัน สถานการณ์รอบตัวเริ่มกดดันขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเสียงเพลงลูกทุ่งจังหวะสนุกสนานเริ่มช้าลง บิดเบี้ยว กลายเป็นเสียงดนตรีไทยประโคมโศกที่โหยหวนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป ผู้คนหน้าตาซีดเซียวในงานหยุดเดินพร้อมกันทั้งหมด พวกเขาหันขวับมามองเป้าหมายเดียวกัน… รินและกวินที่ยืนโดดเด่นอยู่กลางลานวัด
“พี่กวิน… พวกเขาหันมามองเราแล้ว” รินเสียงสั่นเครือ มือเล็กกำเสื้อกวินแน่นจนข้อต่องานขาวซีด ความกลัวระดับสิบสองริกเตอร์แล่นพล่านไปทั่วร่าง สมองที่เคยยึดมั่นในหลักวิทยาศาสตร์พังทลายไม่เป็นท่า ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่มีทฤษฎีไหนช่วยได้นอกจากอ้อมแขนมั่นคงของไอ้หนุ่มปากเสียที่ยืนอยู่ข้างๆ
“วิ่งสิครับ รออะไรอยู่เล่า!”
ไม่พูดเปล่า กวินคว้ามือเล็กของรินแล้วออกวิ่งสุดกำลัง ฝ่าฝูงชนร่างโปร่งแสงที่เริ่มก้าวเท้าเดินเข้าประชิด เสียงหัวเราะคิกคักชวนขนหัวลุกดังระงมไล่หลังมา เสียงฝีเท้าของภูตผีปีศาจดังเซ็งแซ่ราวกับเสียงคลื่นซัดสาด ทั้งคู่เลี้ยวซอกแซกผ่านซุ้มยิงปืนและชิงช้าสวรรค์ที่หมุนวนด้วยความเร็วสูงโดยไร้ซึ่งผู้ควบคุม
ปัง! เสียงอะไรบางอย่างตกกระทบพื้นเฉียดหัวไหล่รินไปเพียงคืบ กวินดึงรินให้หลบหลังซุ้มปาเป้าเก่าคร่ำคร่า ร่างสูงหายใจหอบโยน เม็ดเหงื่อไหลย้อยตามกรอบหน้าคมคาย ขณะที่รินซบหน้าลงกับอกเขา ตัวสั่นเทาด้วยความเหนื่อยและหวาดกลัว
“ปลอดภัยแล้ว… อยู่กับผมนะ ไม่ต้องกลัว” กวินกระซิบเสียงนุ่ม มือหนายกขึ้นลูบผมยาวสลวยของหญิงสาวอย่างเบามือ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาในอกจนรินใจเต้นไม่เป็นจังหวะ—ไม่ใช่เพราะกลัวผี… แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้กันจนเกินไปต่างหาก
รินเงยหน้าขึ้นสบตากลมโตกับเขาในความสลัว แสงไฟนีออนสีแดงสะท้อนอยู่ในดวงตาของทั้งคู่ บรรยากาศรอบตัวที่ควรจะน่ากลัวกลับถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันแปลกประหลาด หัวใจสองดวงเต้นรัวแข่งกับเสียงดนตรีไกลๆ
“ถ้า… ถ้าเราออกไปไม่ได้จริงๆ ล่ะ” รินถามเสียงแผ่วเบา ดวงตาคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใส
กวินชะงักไปนิด รอยยิ้มกวนๆ จางหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยแววตาจริงจังที่หาดูได้ยากยิ่ง นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่ระแก้มให้อย่างทะนุถนอม
“ต่อให้ต้องติดอยู่ในนี้… ผมก็ไม่ยอมให้ใครเอาตัวคุณไปหรอกน่า” กวินเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ทำเอารินแทบหยุดหายใจ “เพราะถ้าไม่มีคุณคอยบ่น ผมคงเหงบ้าแย่… อีกอย่าง…”
กวินก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหู รอรินตั้งรับคำพูดที่กำลังจะหลุดออกจากปาก
“ผมยังไม่ได้บอกเลยนะ… ว่าผม—”
พรึบ!
จู่ๆ ไฟนีออนทุกดวงในงานวัดก็ดับสนิทลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งรอบตัวจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วของตัวเอง เสียงหัวเราะแหลมสูงดังขึ้นประชิดหลังของกวินอย่างน่ากลัว และก่อนที่กวินจะได้พูดประโยคสำคัญจนจบ…
มือเย็นเฉียบดั่งน้ำแข็งคู่หนึ่งก็เอื้อมมาจากความมืด คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของรินแล้วกระชากอย่างแรงจนร่างบางหลุดออกจากอ้อมแขนของกวินไปต่อหน้าต่อตา!
“ริน!”
เสียงตะโกนด้วยความตกใจสุดขีดของกวินดังขึ้นพร้อมกับที่มือของเขากำลังจะคว้าชายเสื้อรินไว้ทัน แต่ทว่า… ปลายนิ้วของเขากลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าและความเย็นยะเยือกของสายลม พร้อมกับเสียงกระซิบข้างหูเขาในความมืดที่เอ่ยขึ้นว่า…
“ถ้าอยากได้เธอกืน… ต้องเอาชีวิตแกมาแลกนะ… กวิน…”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
มูเตลูไม่ช่วย แต่คนข้างๆ ช่วยได้ครับพี่•ตอนที่ 13
งานวัดที่ไม่มีคนเป็น
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย แต่คนข้างๆ ช่วยได้ครับพี่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!