มูเตลูไม่ช่วย แต่คนข้างๆ ช่วยได้ครับพี่•ตอนที่ 10

ผีเฝ้าประตูที่ชอบกินกะเพรา

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
กลิ่นใบกะเพราคั่วพริกแห้งที่ลอยฟุ้งตลบอบอวลอยู่ในห้องพักชั้นสี่ น่าจะเป็นสิ่งสุดท้ายบนโลกใบนี้ที่รินคาดว่าจะได้กลิ่น ในเมื่อตอนตีสองครึ่งแบบนี้ เธอควรจะกำลังนอนฝันร้ายเรื่องวิญญาณไม่มีหัว หรือไม่ก็กำลังนั่งกุมขมับอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่รวนเพราะอาถรรพ์อะไรสักอย่าง ไม่ใช่มายืนกอดอกมองถาดกระดาษสีน้ำตาลที่มีไข่ดาวกรอบๆโปะอยู่บนข้าวสวยร้อนๆ ซึ่งถูกวางไว้อย่างประณีตบนชั้นวางรองเท้าหน้าห้อง ทั้งๆที่เธอกับกวินเพิ่งจะช่วยกันไล่วิญญาณสัมภเวสีตนเก่าออกไปจากตึกนี้ได้ไม่ถึงชั่วโมง “อย่าบอกนะว่าผีสมัยนี้มันอัปグレード ไม่ได้อยากได้หัวหมูหรือน้ำแดงแล้ว แต่อยากกินอาหารตามสั่งเผ็ดๆแทน?” เสียงทุ้มติดจะแหบพร่าของกวินดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงถอนหายใจยาวเหยียดที่เป่ารดต้นคอ รินสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปหมายจะฟาดไหล่คนฉวยโอกาสที่ชอบเดินเข้ามาประชิดตัวในยามวิกาล แต่ติดที่ว่ามือของเธอยังถือแฟ้มเอกสารคดีเก่าอยู่ จึงทำได้แค่ถลึงตาใส่จนแทบจะหลุดออกจากเบ้า “ถอยไปเลยนะกวิน! บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาเดินเงียบๆ แบบนี้ตอนตีสอง! คนยิ่งขวัญอ่อนอยู่” รินแหวใส่เสียงเบาหวิว พยายามข่มความกลัวที่ยังหลงเหลืออยู่ในอกจากการปะทะกับพลังงานลี้ลับเมื่อครู่ “ขวัญอ่อนตรงไหนก่อน เมื่อกี้เห็นคุณถือไม้กวาดไล่ผีซะนึกว่าแม่นาคพระโขนงภาคอินเตอร์” กวินหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบพราวระยับภายใต้แสงไฟนีออนกะพริบๆ ของทางเดินตึก ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเปื้อนรอยยิ้มกวนประสาทเสมอแม้ในสถานการณ์คับขัน ทำให้รินอยากจะหยิกเนื้อเขาสักทีให้หายหมั่นไส้ “อีกอย่าง ผมไม่ได้เดินเงียบ คุณแค่ใจลอยคิดถึงผมอยู่ต่างหากล่ะ” “หลงตัวเองเป็นที่หนึ่ง! ใครเขาจะไปคิดถึงคุณกัน นายตัวแสบ” รินเบะปากใส่ทันทีแต่ใบหน้ากลับร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เธอเบนสายตากลับไปมองกล่องข้าวเจ้าปัญหา “แล้วนี่มันอะไร… คุณสั่งเดลิเวอรีมากินตอนตีสองแล้วลืมหยิบเข้าห้องเหรอคะ?” “เปล่า…” กวินหุบยิ้มลงเล็กน้อย ดวงตาคู่คมเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเมื่อก้มลงมองกล่องข้าวใบนั้น นิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ ที่ขอบโต๊ะไม้ “ผมไม่ได้สั่ง… และคุณก็ไม่ได้สั่ง… แล้วพี่นิติบุคคลตึกนี้ก็บอกว่า ลิฟต์ปิดปรับปรุงตั้งแต่เที่ยงคืน ไม่มีไรเดอร์คนไหนขึ้นมาถึงชั้นสี่ได้หรอกครับ” บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะลดอุณหภูมิลงฮวบฮาบในทันที ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านช่องลมหน้าต่างทางเดิน ทั้งๆ ที่ไม่มีลมธรรมชาติพัดเข้ามาในตึกปิดทึบแบบนี้ รินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขยับตัวเข้าไปใกล้กวินโดยไม่รู้ตัว มือเรียวเผลอควชายเสื้อแจ็คเก็ตยีนของเขาไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ “ยะ… อย่ามาอำเล่นนะกวิน เล่นแบบนี้ไม่ตลกด้วยนะ!” “ผมไม่ได้อำ…” กวินกระซิบเสียงเบา ดวงตาจับจ้องไปที่กล่องข้าว ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เอื้อมมือไปเปิดฝากล่องกระดาษออกช้าๆ ทันทีที่ฝากล่องเปิดออก ควันสีขาวจางๆ พร้อมกลิ่นฉุนของใบกะเพราก็พุ่งขึ้นมาปะทะจมูก แต่สิ่งที่ทำให้รินแทบกรีดร้องออกมาก็คือ บนไข่ดาวกรอบๆ นั้น มีรอยนิ้วมือสีดำคล้ำขนาดใหญ่กดทับลงไปจนไข่แดงแตกเยิ้ม ราวกับมีใครบางคน… หรืออะไรบางคน เพิ่งจะใช้มือเปล่าหยิบมันเล่นก่อนที่พวกเขาจะเดินมาถึง “โอ๊ะ… ดูท่าทางมันจะชอบกินรสจัดนะเนี่ย” เสียงหัวเราะแห้งๆ ของกวินดังขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ แต่แววตาของเขากลับไม่ตลกด้วยเลยสักนิด “ผีตนนี้รสนิยมใช้ได้แฮะ ชอบกะเพราหมูสับไข่ดาว ไม่ใส่ถั่วฝักยาวด้วย ตรงใจผมเลย” “นี่ไม่ใช่เวลามาวิเคราะห์เมนูโปรดของผีนะ!” รินตีแขนกวินเข้าให้เต็มแรงด้วยความหมั่นไส้ระคนหวาดกลัว “เราควรจะทำยังไงดี เอาไปทิ้งถังขยะ? หรือต้องเอาไปทำบุญอุทิศส่วนกุศล? หรือว่า… เราควรจะย้ายออกจากตึกนี้พรุ่งนี้เช้าเลยดีคะ!” “ใจเย็นๆ ก่อนคุณโปรดิวเซอร์” กวินคว้าข้อมือบางที่ตีแขนเขาเมื่อครู่ไว้เบาๆ สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของเขาช่วยดึงสติรินให้กลับคืนมาบ้าง ท่ามกลางความมืดสลัวและกลิ่นฉุนของอาหาร “ผีมันไม่ได้มาทำร้ายเรา มันแค่วาง ‘ของฝาก’ ไว้ท้าทายต่างหาก… เหมือนมันรู้ว่าเรากำลังตามหามันอยู่” “ตามหา? เราไปตามหามันตั้งแต่เมื่อไหร่?” “ก็ตั้งแต่คุณบอกว่าตึกนี้มีพลังงานบางอย่างแปลกๆ ไง” กวินยักไหล่ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดหน้าจอแชตที่พวกเขากำลังคุยกันค้างไว้เมื่อตอนหัวค่ำ นิ้วเรียวรัวพิมพ์ข้อความยิกๆ ส่งเข้าไปในกลุ่มแชตลับระหว่างเขากับริน *กวิน: ผีตนนี้ลีลาเยอะว่ะคุณ ว่าป่ะ?* *ริน: เลิกกวนประสาทแล้วช่วยคิดหน่อยสิคะว่าจะเอายังไงกับกล่องข้าวนี่!* *กวิน: ถ่ายรูปคู่กับข้าวกล่องส่งไปยั่วมันดีไหม? เผื่อมันจะโมโหแล้วออกมาคุยกันดีๆ* *ริน: บ้าหรือเปล่า! อยากโดนมันหักคอคาห้องหรือไงคะ!* ในขณะที่รินกำลังจะแย่งโทรศัพท์มือถือออกจากมือของกวิน หน้าจอสมาร์ทโฟนในมือของเก็กลับสั่นครืดขึ้นมาพร้อมกันทั้งสองเครื่อง ข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแปลกประหลาดที่รินไม่ได้ติดตั้งไว้ เด้งขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่โทรศัพท์ถูกล็อกหน้าจอไว้ รินก้มมองหน้าจอด้วยหัวใจที่เต้นรัวระรัว ตัวอักษรสีแดงสดค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละตัวบนหน้าจอสีดำสนิท *[ระบบตรวจจับวิญญาณ: พบผู้ติดต่อระยะประชิด]* *[ข้อความจาก: เจ้าของห้องพักหมายเลข 404]* *“ข้าวกล่องนั้น… ชั้นตั้งใจซื้อมาฝากผู้ชายข้างห้อง ที่ชอบทำเสียงดังรบกวนตอนดึกๆ ต่างหากล่ะคะ… ทำไมไม่ยอมกินล่ะ หรือว่า… กลัวว่าฉันจะใส่ยาพิษลงไป?”* รินและกวินสบตากันทันทีโดยไม่ต้องนัดหมาย ความเย็นวาบแล่นพล่านไปตามสันหลังเมื่อตระหนักถึงความจริงอันน่าสะพรึงกลัว… ห้องหมายเลข 404 ที่อยู่ติดกับห้องของรินนั้น ไม่มีใครอยู่อาศัยมานานกว่าสามปีแล้ว เพราะผู้เช่าคนเก่าเสียชีวิตอย่างกะทันหันภายในห้องน้ำด้วยโรคหัวใจกำเริบ และศพของเธอก็ถูกพบหลังจากผ่านไปเกือบสัปดาห์! ก่อนที่รินจะทันได้เปล่งเสียงกรีดร้อง ประตูไม้เก่าคร่ำคร่ำของห้องหมายเลข 404 ที่ปิดตายสนิทมาตลอด ก็ส่งเสียง ‘เอี๊ยด…’ ดังลั่นในความมืด พร้อมกับกลิ่นอับชื้นที่ตีคู่มากับกลิ่นหอมของกะเพรา พัดผ่านใบหน้าของพวกเขาทั้งสองคนไปอย่างช้าๆ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของกวินก็เด้งข้อความใหม่ขึ้นมา เป็นข้อความเสียงความยาวสามวินาทีจากแอปพลิเคชันเดิม ที่เล่นขึ้นมาเองโดยไม่มีใครกดฟัง เสียงกระซิบแหบพร่าเย็นเยียบจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจดังลอดออกมาจากลำโพงโทรศัพท์… *“ถ้าไม่อยากกินข้าว… งั้นฉันขอ ‘กิน’ คนที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณแทนได้ไหมคะ… คุณกวิน?”* --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความหลอนและเสียงหัวเราะมาจนถึงตอนนี้ แล้วมาลุ้นกันต่อว่ากวินจะใช้มุกไหนมาช่วยชีวิตรินจากผีสาวหึงโหดในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย แต่คนข้างๆ ช่วยได้ครับพี่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%