กลิ่นอายความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ดูจะไร้ความหมายไปถนัดตา เมื่ออุณหภูมิความเดือดดาลในอกของพฤกษ์พุ่งทะยานสูงขึ้นจนแทบจะหลอมละลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ดวงตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวจ้องเขม็งไปยังร่างของชายหนุ่มผู้มาใหม่ที่ยืนยันตัวตนอยู่ตรงหน้าประตู
ธนัตถ์... เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานนับปี กำลังส่งยิ้มพราวเสน่ห์มาให้พิมพ์มาดา โดยทำเป็นมองไม่เห็นรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของประธานหนุ่มผู้เป็นเจ้าของพื้นที่แม้แต่น้อย
"บังเอิญจังเลยครับคุณพิมพ์ พอดีผมผ่านมาแถวนี้ เลยแวะเอาขนมร้านโปรดมาฝาก... หวังว่าจะไม่รบกวนเวลาทำงานนะครับ" ธนัตถ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล จงใจทอดเสียงหวานหยดย้อยใส่หญิงสาวที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน
พิมพ์มาดาชะงักไปนิด ดวงตากลมโตไหวระริกด้วยความประหลาดใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความระแวดระวัง เธอกวาดตามองกล่องขนมแบรนด์ดังในมือของธนัตถ์สลับกับใบหน้าคมคายที่ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ รอยยิ้มแบบนี้น่ะหรือที่จะรบกวน เธอกลับมองว่ามันคือชนวนระเบิดเวลาชั้นดีต่างหากล่ะ
"ขอบคุณค่ะ... เอ๊ย ขอบคุณนะคะคุณธนัตถ์ เกรงใจจังเลยค่ะ อุตส่าห์แวะมาถึงนี่" พิมพ์มาดาเกือบหลุดปากพูดภาษาปกติออกไปเสียแล้ว ดีที่เธอยั้งปากไว้ทันและแกล้งปรับน้ำเสียงให้ดูอ่อนหวานขึ้นเป็นพิเศษต่อหน้าผู้มาเยือนคนใหม่
ผลลัพธ์จากการกระทำนั้น... ช่างรวดเร็วเสียจนน่าตกใจ
*ปั้ง!*
เสียงแฟ้มเอกสารหนาปึ้กถูกกระแทกลงบนโต๊ะทำงานของพิมพ์มาดาอย่างแรงจนเธอสะดุ้งสุดตัว พฤกษ์ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะโดยไม่มีสัญญาณเตือน ร่างสูงใหญ่แผ่ไอความเย็นยะเยือกออกมาจนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงหลายองศา ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงจนขึ้นสันกราม ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่ธนัตถ์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"ถ้าว่างมากนัก ก็ไสหัวกลับแผนกนายไปซะ ธนัตถ์ บริษัทฉันไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่จะให้ใครมาเดินแจกขนมจีบใครตามอำเภอใจ" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมานั้นเย็นเยียบและทรงพลังเสียจนคนฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย
ธนัตถ์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างไม่ยี่หร่า เขายังคงรักษารอยยิ้มกวนประสาทไว้บนใบหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม "แหม พฤกษ์... เพื่อนฝูงแวะมาเยี่ยมเยียนและแสดงน้ำใจกับเพื่อนร่วมงาน มันผิดกฎบริษัทข้อไหนไม่ทราบครับ ฉันไม่ได้มาทำผิดวินัยเสียหน่อย แค่มาทักทายคุณพิมพ์เขาในฐานะ... สุภาพบุรุษคนหนึ่ง"
คำว่า 'สุภาพบุรุษ' ถูกเน้นเสียงหนักหน่วงเป็นพิเศษ พร้อมกับที่ธนัตถ์ก้าวล้ำเข้ามาในห้องอีกก้าวหนึ่ง ดวงตาแพรวพราวทอดมองไปยังพิมพ์มาดาด้วยความหมายที่ใครมองก็รู้ว่าคิดอะไรอยู่
พฤกษ์แค่นเสียง "หอะ" ในลำคอ ร่างสูงก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างธนัตถ์กับโต๊ะทำงานของพิมพ์มาดาโดยอัตโนมัติ การกระทำนั้นแสดงออกถึงความเป็นเจ้าMเข้าเจ้าของอย่างชัดเจนโดยที่เจ้าตัวอาจจะไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำ ไหล่กว้างบล็อกกั้นสายตาของธนัตถ์ไม่ให้มองทะลุมายังหญิงสาวด้านหลังได้อีกต่อไป
"นายไม่มีงานทำหรือไง ถึงได้เดินร่อนเร่ไปทั่วบริษัทแบบนี้ หรืออยากจะให้ฉันปรับลดเงินเดือนแล้วส่งตัวไปอบรมมารยาทใหม่ที่ต่างจังหวัดดีล่ะ" พฤกษ์กดเสียงต่ำ ขู่ด้วยอำนาจที่มีในมืออย่างไม่เกรงใจ
พิมพ์มาดาที่นั่งมองสถานการณ์อยู่เงียบๆ แอบอมยิ้มที่มุมปากอย่างนึกสนุก ดวงตาคู่สวยประกายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที เมื่อเห็นอาการ 'หวงก้าง' แบบไม่เนียนเอาเสียเลยของท่านประธานหนุ่มผู้เย่อหยิ่ง
ให้ตายเถอะ... ปากบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนา ปากบอกว่าเธอเป็นแค่ยัยตัวแสบที่น่ารำคาญ แต่ดูท่าทีตอนนี้สิ เหมือนหมาหวงก้างไม่มีผิดเพี้ยน
"อุ๊ย ท่านประธานคะ ใจร้ายจังเลยค่ะ" พิมพ์มาดาจงใจเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อม เกินความจำเป็น เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินอ้อมโต๊ะทำงานออกมาด้านหน้า ขยับเข้าไปใกล้แผ่นหลังกว้างของพฤกษ์จนกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางปะทะเข้ากับปลายจมูก "คุณธนัตถ์เขามีน้ำใจอุตส่าห์เอาขนมมาฝากดิฉันทั้งที ท่านประธานไม่ควรไปดุเขาแบบนั้นนะคะ... เสียน้ำใจหมด"
พฤกษ์ชะงักกึก ร่างสูงแข็งทื่อไปชั่วขณะเมื่อรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากร่างบางที่อยู่ใกล้ชิดจนแทบจะแนบชิดติดแผ่นหลังของเขา ดวงตาคมกริบหันขวับกลับมามองหญิงสาวด้วยแววตาคาดไม่ถึง
เธอกล้าดียังไง... มายืนเข้าข้างไอ้เพื่อนตัวดีต่อหน้าเขา!
"เธอ...!" พฤกษ์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองใบหน้าสวยเฉี่ยวที่เชิดขึ้นอย่างท้าทายด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งโกรธ ทั้งหงุดหงิด และที่สำคัญ... หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาเสียดื้อๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มยั่วเย้าที่มุมปากของเธอ
ธนัตถ์ที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ แอบหัวเราะในลำคอเบาๆ เขารู้จักพฤกษ์ดีกว่าใคร ยิ่งเห็นเพื่อนรักแสดงอาการลนลานภายใต้มาดขรึม ธนัตถ์ก็ยิ่งสนุกที่ได้หยอดไฟลงไปกองเพลิง
"นั่นสิครับคุณพิมพ์ คนมีน้ำใจเขาย่อมได้รับการต้อนรับที่ดีเสมอ ว่าแต่... เย็นนี้ผมขออนุญาตพาคุณพิมพ์ไปทานมื้อค่ำเป็นการตอบแทนขนมกล่องนี้ได้ไหมครับ?" ธนัตถ์จงใจเอ่ยชวนหน้าตาเฉย โดยไม่สนใจสายตาราวกับจะฆ่าคนของพฤกษ์ที่กำลังถลึงมองมา
"ไม่ได้!"
เสียงทุ้มต่ำของพฤกษ์สวนกลับทันควันอย่างไร้รอยต่อ ราวกับสัญชาตญาณดิบสั่งการให้เขาต้องปฏิเสธคำชวนนั้นทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
พิมพ์มาดาเลิกคิ้วขึ้นสูง แกล้งทำเป็นเอียงคอสงสัย "ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะท่านประธาน ดิฉันเลิกงานแล้ว เป็นเวลาส่วนตัวของดิฉัน ไม่น่าจะเกี่ยวกับกฎของบริษัทนะคะ"
พฤกษ์หันขวับกลับมาจ้องหน้าหญิงสาว เขาก้าวประชิดตัวเธอจนพิมพ์มาดาต้องผถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ ทว่าสะโพกของเธอกลับชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงานด้านหลังเสียแล้ว กลายเป็นว่าตอนนี้เธอกำลังถูกร่างสูงของประธานหนุ่มกักตัวให้อยู่ในอ้อมแขนโดยปริยาย
ระยะห่างระหว่างเขากับเธอนั้น... แทบไม่มีอากาศหลงเหลืออยู่เลย
ดวงตาสีนิลคมกริบของพฤกษ์จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของพิมพ์มาดา ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรินอยู่เหนือพวงแก้มเนียน ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัวชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเหลือเพียงแค่คนสองคน
ธนัตถ์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล เห็นท่าทีที่ไม่ชอบมาพากลและบรรยากาศสีชมพูที่จู่ๆ ก็ระเบิดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ก็ไหวไหล่เบาๆ อย่างรู้หน้าที่ "อืม... ดูท่าทางผมจะมารบกวนเวลาส่วนตัวของพวกคุณเข้าจริงๆ ซะแล้ว งั้นผมขอตัวก่อนดีกว่านะครับ... เชิญคุยกันตามสบายครับท่านประธาน"
สิ้นคำพูด ธนัตถ์ก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างรู้กาลเทศะ พร้อมกับปิดประตูลงเบาๆ ทิ้งให้ห้องทำงานกว้างตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
ทว่าความเงียบครั้งนี้... กลับเต็มไปด้วยแรงกระเพื่อมทางอารมณ์ที่รุนแรงเสียยิ่งกว่าเสียงโวยวายเสียอีก
พิมพ์มาดาพยายามควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังเต้นโครมครามอยู่ในอก เธอเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มที่ยืนประชิดตัวเธออยู่ ดวงตาคู่สวยพยายามซ่อนความหวั่นไหวไว้ภายใต้รอยยิ้มเย้าหยอก "ถอยไปเลยค่ะท่านประธาน มายืนใกล้เกินไปแล้วนะคะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะเข้าใจผิด"
"เข้าใจผิดอะไร" พฤกษ์เอ่ยเสียงพร่า ทว่าดวงตาคมกริบยังคงจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่ขยับพูดอย่างไม่วางตา น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความดุดันเหมือนเมื่อครู่หลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความแหบพร่าและลุ่มลึกที่ชวนให้ใจสั่น
"ก็... เข้าใจผิดว่าท่านประธานกำลังหึงดิฉันน่ะสิคะ" พิมพ์มาดาแกล้งเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ทั้งที่มือเล็กๆ 2 ข้างแอบจิกขอบโต๊ะแน่นเพื่อระงับความประหม่า
พฤกษ์ไม่ถอยหนี ร่างสูงกลับโน้มใบหน้าลงมาใกล้เธอมากขึ้น จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาคมกริบทอประกายความจริงจังวับวาวที่ทำเอาพิมพ์มาดาลมหายใจสะดุด
"แล้วถ้าใช่ล่ะ..." เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบาอยู่ชิดริมฝีปากของเธอ "ถ้าฉันบอกว่าฉันกำลังหึง... เธอจะยังกล้าไปกินข้าวกับไอ้ธนัตถ์อีกไหม"
พิมพ์มาดาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย สมองขาวโพลนไปชั่วขณะเมื่อเผชิญหน้ากับคำพูดตรงไปตรงมาที่หลุดออกมาจากปากของคนปากแข็งอย่างพฤกษ์
หัวใจของเธอเต้นแรงเสียจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน
ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันนิ่งท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย พฤกษ์จ้องมองริมฝีปากที่เผยอขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจของเธอ ก่อนที่สายตาของเขาจะเคลื่อนต่ำลงมามองริมฝีปากอิ่มนั้นอย่างเผลอไผล
ระยะห่างที่ใกล้จนเกินไปทำให้สติของทั้งคู่เริ่มเลือนราง...
เส้นแบ่งระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง... หรือแม้แต่เส้นแบ่งของความสัมพันธ์ที่เคยขีดไว้ เริ่มพร่าเลือนจนแทบมองไม่เห็นในวินาทีนี้
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับตัวละครของเรานะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
ทวงคืนยัยตัวแสบ•ตอนที่ 10
เส้นแบ่งที่เริ่มเลือนราง
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทวงคืนยัยตัวแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!