"ถ้าคุณยังก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ผมรับรองว่าคุณจะไม่ได้เดินออกไปจากห้องนี้ด้วยสภาพเดิมแน่ครับ พิมพ์มาดา"
น้ำเสียงของพฤกษ์ไม่ได้มีแววข่มขู่เล่นๆ เลยแม้แต่น้อย มันคือประกาศิตจากประธานหนุ่มผู้ควบคุมอาณาจักรธุรกิจมูลค่าหลายหมื่นล้าน แต่ในยามนี้ แววตาทรงอำนาจคู่นั้นกลับเจือไปด้วยประกายไฟบางอย่างที่ร้อนแรงยิ่งกว่าอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในเพนต์เฮาส์ส่วนตัว
พิมพ์มาดาหยุดชะงักฝีเท้า หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบไหวราวกับกลองเพล เธอยังคงยืนอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงก้าว ยิ่งบรรยากาศรอบตัวถูกความเงียบยามค่ำคืนและแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องผ่านกระจกใสบานยักษ์โอบล้อมไว้เท่าไหร่ ร่างกายของทั้งคู่ก็ยิ่งเหมือนถูกแรงดึงดูดมหาศาลลากเข้าหากันมากขึ้นเท่านั้น
"แล้วใครบอกคุณล่ะคะ... เอ้ย... ใครบอกคุณกันล่ะว่าฉันอยากจะเดินออกไป"
หญิงสาวเชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อย แม้ริมฝีปากจะยังคงรักษารอยยิ้มท้าทายตามสไตล์ยัยตัวแสบประจำใจเขา แต่ดวงตากลมโตคู่สวยกลับไหวระริกอย่างปิดไม่มิด ความถือดีที่เคยมีมันหล่นหายไปไหนหมด เมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของอีกฝ่ายเอื้อมมาแตะที่กบิลแก้มของเธออย่างแผ่วเบา
ปมความรู้สึกที่สะสมมาตลอดหลายสัปดาห์ การปะทะคารม การประชันความดื้อรั้น และความหึงหวงที่พฤกษ์พยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเย็นชา บัดนี้มันระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม
พฤกษ์ไม่ปล่อยให้เธอได้ทันตั้งตัว มือหนาคว้าเอวบางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว แรงปะทะทำให้ลมหายใจของพิมพ์มาดาขาดห้วง ใบหน้าของเธอแนบชิดกับแผงอกกว้างที่กำลังกระเพื่อมไหวตามจังหวะการเต้นของหัวใจ ทว่าสิ่งที่ทำให้เธ้าร้อนรุ่มไปทั้งร่างไม่ใช่สัมผัสทางกาย หากแต่เป็นสายตาของเขา สายตาที่ดุดันแต่เต็มไปด้วยความโหยหาอย่างลึกล้ำ
"คุณนี่มัน... ดื้อด้านไม่มีใครเกินจริงๆ พิมพ์"
เสียงกระซิบนั้นพร่าต่ำและใกล้ชิดจนลมหายใจร้อนผ่าวปัดผ่านใบหู พฤกษ์ก้มลงมองผู้หญิงในอ้อมแขนด้วยความรู้สึกที่ตีรวนกันไปหมด ทั้งโกรธ ทั้งหลง และคลั่งไคล้จนแทบจะเป็นบ้า ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่รอยยิ้มกวนประสาทของเธอ กลายเป็นสิ่งเดียวบนโลกที่เขากลัวจะสูญเสียมันไป
"ถ้าดื้อนัก... ก็ต้องโดนทำโทษให้หลาบจำบ้างนะครับ"
สิ้นคำพูดนั้น ริมฝีปากหยักลึกก็ทาบทับลงมาอย่างไร้ซึ่งการลังเล
มันไม่ใช่แค่จูบเพื่อสั่งสอน แต่เป็นการประกาศความเป็นเจ้า ริมฝีปากหนารุกไล่ความหวานล้ำภายในโพรงปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ ทว่ามีความนุ่มนวลและเรียร้องอยู่ในที พิมพ์มาดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจในคราแรก ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะถูกละลายหายไปกับรสจังหวะอันเร่าร้อนที่ชายหนุ่มมอบให้ มือเรียวที่เคยพยายามดันอกเขาไว้ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตเนื้อดีของเขาแน่นเพื่อยึดเหนี่ยวร่างกายที่แทบจะอ่อนระละลายลงกับพื้น
เพนต์เฮาส์หรูทั้งหลังราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มีเพียงเสียงหอบหายใจระรัวและอุณหภูมิในร่างกายที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดผ่านผ้าม่านโปร่ง
พฤกษ์ผละริมฝีปากออกมาชั่วครู่เพื่อให้หญิงสาวได้กอบโกยอากาศเข้าปอด ดวงตาคมกริบฉายแววปรารถนาอย่างชัดเจนจนพิมพ์มาดาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรงๆ ใบหน้าของเธอแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ร่างกายแนบชิดติดกันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
"ยังกล้าเถียงผมอยู่อีกไหมครับ หืม?" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยไล้ริมฝีปากบวมเจ่อของเธออย่างเบามือ
"คุณ... มันคนเผด็จการ..." พิมพ์มาดาพยายามเค้นเสียงต่อว่า แต่เสียงของเธอกลับสั่นพร่าและไร้ซึ่งพิษสงใดๆ สิ้นเชิง
"เผด็จการเฉพาะกับคุณคนเดียวนั่นแหละครับ"
พฤกษ์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย่อหยิ่งเย็นชาเหมือนเคย หากแต่เป็นรอยยิ้มของเสือร้ายที่ล่าเหยื่อได้และพร้อมจะขย้ำให้จมเขี้ยว ก่อนที่เขาจะรวบตัวเธอขึ้นอุ้มแนบอกด้วยความแข็งแกร่ง จนพิมพ์มาดาต้องรีบคล้องคอเขาไว้ตามสัญชาตญาณเพื่อไม่ให้ตัวเองร่วงหล่น
ร่างบางถูกวางลงบนเตียงนอนนุ่มกว้างกลางห้องนอนใหญ่ แสงจันทร์อาไลไล้เรือนร่างของทั้งสองให้ยิ่งดูชัดเจนและงดงามราวกับภาพวาด พฤกษ์ตามทาบทับลงมา กักขังเธอไว้ใต้ร่างของเขาโดยสมบูรณ์ ไม่มีช่องว่างให้หลบหนี และไม่มีความตั้งใจจะปล่อยให้เธอได้หายใจหายคอทัน
ทุกสัมผัส ทุกอณูความรู้สึก และความตึงเครียดที่เคยมี ถูกหลอมรวมกลายเป็นบทเพลงรักอันร้อนแรงใต้แสงจันทร์ ความสัมพันธ์ที่เคยคั่นกลางด้วยกำแพงแห่งความซึนและทิฐิ พังทลายลงอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงความลึกซึ้งและร้อนระอุเกินกว่าจะต้านทานไหว
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน พิมพ์มาดานอนซบอยู่บนลาดไหล่กว้างของชายหนุ่ม เส้นผมสีดำสนิทสยายระหมอน พฤกษ์ใช้แขนข้างหนึ่งโอบกอดเอวบางไว้หลวมๆ มืออีกข้างคอยเกลี่ยเส้นผมให้อย่างทะนุถนอม ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่เขามีให้เธอเพียงผู้เดียว
"หายพยศแล้วหรือยังครับ ยัยตัวแสบ" เขาเอ่ยถามเบาๆ พลางกดจูบลงบนขมับชื้นเหงื่อของเธอ
พิมพ์มาดาซุกหน้าเข้าหาแผงอกอุ่น ปากก็ยังไม่วายพึมพำตอบโต้ "ใครพยศกันคะ... ฉันแค่... เมตตาคุณต่างหากล่ะ"
พฤกษ์หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขารัดอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด
ทว่า... ในวินาทีที่ความสุขกำลังโอบล้อมคนทั้งคู่ไว้ในความเงียบสงบนั้นเอง
*กริ๊งงงงงง!*
เสียงกริ่งประตูหน้าเพนต์เฮาส์ดังขึ้นอย่างกะทันหัน แผดเสียงทำลายความเงียบยามดึกสงัดลงอย่างไม่เกรงใจใคร พฤกษ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจในทันที ดวงตาคมกริบตวัดมองไปทางประตูด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด
ใครกันที่กล้าอาจหาญมารบกวนเวลาความเป็นส่วนตัวของเขาในยามวิกาลเช่นนี้?
พิมพ์มาดาผุดลุกขึ้นนั่งอย่างตกใจ พลางคว้าผ้าห่มมาคลุมกาย "เสียงใครมาดึกดื่นป่านนี้คะ หรือว่า..."
พฤกษ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงสนิท เขาหยิบเสื้อคลุมมาสวมอย่างลวกๆ ด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าออกไปที่ห้องโถงด้านนอกโดยไม่รอช้า
แกร็ก!
ประตูห้องถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ความปรานี ทว่าบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหลังบานประตู กลับไม่ใช่แขกที่ไม่ได้รับเชิญธรรมดาๆ... แต่เป็นธนัตถ์ เพื่อนสนิทของเขาที่ถือวิสาสะมาเคาะห้องในตีสอง พร้อมกับรอยยิ้มแปลกประหลาดที่ฉาบอยู่บนใบหน้า และโทรศัพท์มือถือในมือที่กำลังเปิดหน้าจอค้างไว้
"ไอ้พฤกษ์... กูว่ามึงต้องรีบดูนี่วะ... ก่อนที่เรื่องใหญ่จะถึงตัวมึง"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจเต้นไปกับความสัมพันธ์ของพวกเขานะครับ!
ทวงคืนยัยตัวแสบ•ตอนที่ 21
คืนเร่าร้อนใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทวงคืนยัยตัวแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!