กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 20

รอยร้าวในวงการเซียน

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
กลิ่นอายโลหิตและไอทมิฬที่คละคลุ้งอยู่เบื้องล่างหาใช่ภาพลวงตาไม่... มู่หานยืนนิ่งสงบอยู่บนยอดเขาอัคคีสวรรค์ ปลายเท้าของเขาสัมผัสเพียงยอดสนโบราณที่ไหวเอนตามแรงลมปราณอันปั่นป่วน สายตาสีดำสนิทดั่งห้วงดาราคู่นั้นกวาดมองลงไปยัง "สำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์" สำนักที่เคยอบรมสั่งสอนเขา อดีตสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และรุ่งโรจน์ บัดนี้กลับถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีดำคล้ำประหลาด ยอดเจดีย์แปดทิศที่เคยทอประกายทองคำบริสุทธิ์ บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานดั่งโลหิตสดๆ พลังปราณมารอันชั่วร้ายแผ่ซ่านกัดเซาะรากฐานจิตวิญญาณของผืนแผ่นดินจนแห้งผาก "สำนักที่เคยยกย่องตนเองว่าเป็นตัวแทนแห่งความเที่ยงธรรม บัดนี้กลับยอมจำนนต่อเงาโลหิตของพรรคมารแล้วสินะ..." เสียงทุ้มต่ำหลุดออกจากริมฝีปากของมู่หาน รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างบางเบา แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงประกายคมกล้าของคมกระบี่ที่พร้อมจะสับสะบั้นทุกสรรพสิ่ง “วิถีกระบี่ที่แท้จริงหาใช่การรักษาหน้าตาของสำนัก หากแต่คือการธำรงไว้ซึ่งความเที่ยงตรงในจิตใจ... แต่พวกมันกลับลืมเลือนมันไปเสียสิ้น” เสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับหิมะโปรยปรายดังขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกันนั้นกลิ่นอายความเย็นเยียบอันบริสุทธิ์ก็แผ่ซ่านเข้ามาโอบล้อมกายของมู่หาน เซียนจื่อเวยปรากฏกายขึ้นบนยอดสนต้นข้างเคียง นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวตามแรงลม ใบหน้างามล้ำเลิศราวกับภาพวาดเซียนสลัก ประดับด้วยความเย็นชาดั่งหิมะพันปี ทว่ายามที่ดวงตาคู่สวยคู่นั้นมองมายังมู่หาน ความเย็นชานั้นกลับละลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความห่วงใยลึกซึ้งที่นางไม่เคยเอ่ยปากบอกแก่ผู้ใด “เจ้ามั่นใจแล้วหรือ?” เสียงหวานใสแต่เยือกเย็นเอ่ยขึ้น “การก้าวเท้าเข้าสู่สำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์ในยามนี้ เท่ากับการประกาศสงครามกับเบื้องบนทั้งหมด... และที่สำคัญที่สุด คนที่เจ้าต้องเผชิญหน้า อาจไม่ใช่ศัตรูคนเดิมที่เจ้ารู้จัก” มู่หานหันกลับไปสบตากับนาง รอยยิ้มอ่อนโยนที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนผู้นี้ “จื่อเวย ในโลกหล้ามีสิ่งใดที่ข้าต้องหวาดหวั่นอีกเล่า? ตระกูลของข้าถูกทำลาย ศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างหันหลังให้ วิถีกระบี่ของข้าถูกตราหน้าว่าเป็นมาร... หากข้ายังต้องก้าวเดินโดยหวาดกลัวเงาของตนเอง เช่นนั้นข้าจะยังคู่ควรกับการถือครองกระบี่เล่มนี้ได้อย่างไร” เซียนจื่อเวยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ดื้อรั้นเพียงใด เมื่อเขาตัดสินใจแล้ว ต่อให้ทลายสวรรค์เก้าชั้นฟ้าก็ไม่อาจหยุดยั้งเขาได้ นางจึงเพียงแต่ยื่นมือเรียวดั่งหยกขาวออกไป กุมด้ามกระบี่ประจำกายของนางไว้แน่น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน “ถ้าเช่นนั้น... ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเป็นกองเพลิงโลกันตร์หรือขุมนรกโลหิต ข้า... จะเคียงข้างก้าวเดินไปกับเจ้า” มู่หานมิได้กล่าวคำหวานซึ้งใดๆ เพิ่มเติม เขาเพียงพยักหน้าช้าๆ สายตาประสานกับนางอย่างลึกซึ้ง ก่อนที่ร่างทั้งสองจะทะยานออกไปพร้อมกัน ราวกับดาวตกสองดวงที่พุ่งแหกม่านเมฆาสีทมิฬลงสู่ใจกลางสำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์! *** ตูมมม! ร่างของมู่หานและเซียนจื่อเวยพุ่งทะยานผ่านค่ายกลคุ้มกันสำนักที่ถูกดัดแปลงเป็นค่ายกลมารโลหิต แรงปะทะทำให้ม่านพลังสีดำสะเทือนเลื่อนลั่นจนเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ เสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณนับพันดังระงมออกมาจากศิลาจารึกหน้าประตูสำนัก เหล่าศิษย์สำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์ที่ยืนเฝ้าประตูสะดุ้งสุดตัว พวกมันเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกตะลึง ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าของบุรุษผู้บุกรุก สีหน้าของพวกมันก็เปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวและเกรี้ยวกราดในทันที “นั่นมัน... มู่หาน! ศิษย์ทรยศมู่หาน! กล้าดียังไงถึงบังอาจบุกรุกสำนัก!” ศิษย์ผู้หนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมกับชี้กระบี่สั่นเทามาทางเขา แต่มู่หานแม้แต่ชายตาดำๆ ก็ยังไม่แลมอง ร่างของเขายังคงพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ราวกับเทพกระบี่ที่ลงมาทัณฑ์ทัณฑ์สวรรค์ “ทรยศงั้นหรือ?” มู่หานแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “พวกเจ้าต่างหากที่ขายวิญญาณให้แก่พรรคมาร ยอมจำนนต่อกลิ่นอายโลหิตและความมืดมิด วันนี้ ข้า... มู่หาน จะมาทวงคืนความยุติธรรมให้แก่สำนักแห่งนี้!” ฉึบ! เพียงแค่สะบัดแขนเสื้อเบาๆ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ก็พุ่งทะยานออกไปดั่งสายฟ้าฟาด รัศมีกระบี่สีครามใสตัดผ่านอากาศโดยไร้เสียง ทว่ากลับเฉียบคมจนน่ากลัว ปราณกระบี่พุ่งผ่านอาวุธของเหล่าศิษย์เฝ้าประตูจนหักสะบั้นเป็นสองท่อนในพริบตา แรงกดดันมหาศาลกดทับจนร่างของพวกมันทรุดฮวบลงกับพื้น กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโตด้วยความตื่นตระหนก เซียนจื่อเวยเคลื่อนไหวตามติดอย่างงดงาม นางวาดมือขึ้นกลางอากาศ ดัชนีเซียนดาราพุ่งออกไปเป็นลำแสงสีเงินสว่างเจิดจ้า แช่แข็งร่างของศิษย์พรรคมารที่แฝงตัวอยู่เบื้องหลังจนกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในชั่วพริบตา ทั้งสองก้าวเดินผ่านประตูสำนักเข้ามาอย่างองอาจ ราวกับเดินอยู่บนลานบ้านของตนเอง ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ขยายออกไปทุกย่างก้าวที่ผ่านพ้น ทว่า ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ มู่หานก็ยิ่งรู้สึกหนาวเหน็บในขั้วหัวใจมากขึ้นเท่านั้น ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าหาใช่ลานฝึกยุทธที่เต็มไปด้วยเสียงท่องเคล็ดวิชาอันคึกคักดังเช่นวันวาน หากแต่เป็นลานกว้างที่เต็มไปด้วยคราบโลหิตสีดำแห้งกรัง ศิษย์สำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์หลายร้อยชีวิตถูกมัดตรึงไว้กับเสาศิลาด้วยโซ่ตรวนมาร สภาพร่างกายผอมโซไร้เรี่ยวแรง ดวงตาสลัวเลือนราวกับคนใกล้ตาย และที่น่าตกใจที่สุดคือ... ใจกลางอกของพวกเขาทุกคน มีอักขระมารสีดำกำลังเต้นตุบๆ ราวกับหัวใจดวงที่สอง สูบ ฉีดกลิ่นอายความมืดเข้าสู่ร่างกายของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง “พวกมัน... ถูกควบคุมจิตใจด้วย ‘วิชาโลหิตกลืนวิญญาณ’ ของพรรคมารโลหิตโลกันตร์” เซียนจื่อเวยกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ดวงตากวาดมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง “นี่ไม่ใช่แค่การแฝงตัว... แต่ผู้นำสูงสุดของสำนักนี้ ยอมตกเป็นทาสของมารไปนานแล้ว” มู่หานกำหมัดแน่นจนข้อต่อกระดูกลั่นเปรี๊ยะ เสียงหัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้ สำนักที่เขาเคยเคารพรัก สำนักที่หล่อหลอมให้เขาเติบโตมา บัดนี้กลับกลายเป็นรังของเดรัจฉานมารไปเสียแล้ว “ฮ่าๆๆๆๆ... ช่างกล้ามนัก! บังอาจเหยียบย่างเข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของสำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์โดยไม่ได้รับเชิญ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน มู่หาน?” เสียงหัวเราะก้องกังวานดั่งอสุนีบาตดังสะท้อนมาจากตำหนักประธานเบื้องบน แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งลงมาดั่งภูเขาขนาดยักษ์กดทับลงบนบ่าของทั้งสอง ท้องฟ้าเหนือสำนักพลแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดในพริบตา เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากความมืดมิดของตำหนักประธาน ชายผู้นั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิทปักลวดลายกระบี่โลหิต ใบหน้าซีดเซียวดั่งคนตาย ดวงตาสองข้างแดงก่ำราวกับโลหิตสดๆ และที่สำคัญที่สุด... กระบี่ประจำสำนักที่เหน็บอยู่ข้างเอวของเขา ปล่อยไอพรรคมารออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว มู่หานหรี่ตาลงมองผู้มาใหม่ ร่างกายของเขาเกร็งแน่นขึ้นทีละน้อย เมื่อจดจำใบหน้านั้นได้แม่นยำ “ผู้อาวุโสใหญ่... ท่านอาจารย์อา!” มู่หานเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง “ไม่นึกเลยว่า คนที่ทรุดฮวบและยอมขายวิญญาณให้แก่มาร จะเป็นถึงผู้ดูแลกฎระเบียบของสำนักตนเอง!” ผู้อาวุโสใหญ่แย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม ดวงตาสอดส่องมองมู่หานด้วยความกระหายเลือด “ทรยศงั้นรึ? โง่เขลา! ข้าเพียงแต่มองเห็นสัจธรรมที่แท้จริงต่างหาก วิถีกระบี่ธรรมดาจะไปมีค่าอะไรหากปราศจากพลังที่แท้จริง? มู่หาน... วันนี้ เจ้าเดินเข้ามาหาความตายด้วยตนเอง ข้าจะใช้กระบี่ของเจ้า ตัดศีรษะของเจ้า เพื่อสังเวยแด่ ‘เจ้าสำนักคนใหม่’ ของเรา!” สิ้นคำพูดของผู้อาวุโสใหญ่ พื้นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ประตูตำหนักประธานเปิดออกพร้อมกับกลิ่นอายมารอันไร้ขอบเขตที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างของชายผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด... ชายผู้ที่ควรจะตายไปเมื่อสิบปีก่อน ชายผู้เป็นอดีตเจ้าสำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์ และเป็นอาจารย์แท้ๆ ของมู่หานเอง! ดวงตาสีดำสนิทของมู่หานเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะเมื่อได้เห็นใบหน้านั้นชัดเจน *** ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%