โลหิตสีดำคล้ำหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบพื้นศิลาหยกเย็นเยียบ ก่อเกิดเสียงสะท้อนกังวานดั่งเสียงถอนหายใจของปฐพี
“พิษโลหิตทมิฬเก้าชั้นฟ้า... ช่างกัดกินเส้นเอ็นและกระดูกได้ลึกล้ำสมคำร่ำลือ”
มู่หานแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่คู่นั้นมิได้ฉายแววความเจ็บปวดแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความดื้อรั้นและทะนงตนที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิงโลกันตร์ ร่างกายของเขานั่งขัดสมาธิอยู่กลางค่ายกลดาราบรรพกาล ไอหมอกสีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งขึ้นจากศีรษะราวกับมังกรควัน ล้อมรอบด้วยกระบี่โบราณเจ็ดเล่มที่ปักสั่นระริกอยู่โดยรอบเพื่อกดสะกดพลังงานอันปั่นป่วนในตันtian (จุดตันเถียน)
ภายในถ้ำลับแห่งนี้ ความกดดันจากลมปราณระดับเซียนขั้นกลางแผ่ซ่านจนอากาศบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น ทุกย่างก้าวของการโคจรพลังล้วนต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย ราวกับมีนับหมื่นเล่มดาบกำลังเฉือนเนื้อหนังและไขกระดูกของเขาพร้อมๆ กัน
“เจ้ายังดื้อรั้นเช่นเดิม... การฝืนทะลวงด่านทั้งที่พิษยังไม่ถูกขับออกหมดสิ้น เป็นหนทางสู่ความตายโดยแท้”
เสียงหวานใสแต่เย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหิมะดังขึ้นจากความมืด เซียนจื่อเวยก้าวเท้าเข้ามาในเขตอาคม ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีม่วงอ่อนดั่งกลุ่มเมฆาต้องจันทราปรากฏกายขึ้น นางกวาดสายตามองบุรุษเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะพรรณนา ภายในแววตาคู่คมที่ปกติราบเรียบราวกระจกแก้ว บัดนี้กลับไหววูบด้วยความห่วงใยที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น
มู่หานไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมอง เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันฟ้าดิน “ความตาย? นับแต่ข้าจับกระบี่เล่มนี้เพื่อล้างมลทินให้ตระกูล ชีวิตนี้ของข้าก็มิได้อยู่ในกำมือของสวรรค์อีกต่อไป... จื่อเวย เจ้าถอยไปห่างๆ พลังดาราในตัวข้ากำลังจะระเบิดออก หากเจ้าไม่อยากรับลูกหลง จงออกไปเสีย”
“ข้าหาใช่เด็กน้อยไร้เดียงสา ที่จะต้องรอให้เจ้ามาปกป้องอยู่ฝ่ายเดียวไม่”
เซียนจื่อเวยขมวดคิ้วมุ่น นางสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างของมู่หานมากขึ้น แม้ความเย็นชาของนางจะขึ้นชื่อว่าเป็นกำแพงน้ำแข็งที่ไม่มีผู้ใดทะลวงผ่าน แต่ยามนี้ เมื่อเห็นเม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายบนหน้าผากของชายหนุ่ม หัวใจนางกลับกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
มือเรียวดั่งหยกขาวสะบัดเบาๆ พลังปราณดาราบริสุทธิ์สายหนึ่งพวยพุ่งออกจากปลายนิ้วเข้าสู่จุดชีพจรหลักทั่วร่างของมู่หานทันที เพื่อช่วยประคับประคองเส้นชีพจรที่กำลังจะขาดสะบั้นจากการปะทะกันของลมปราณสองขั้ว
“อึก...!” มู่หานคำรามต่ำในลำคอ เมื่อพลังภายนอกที่นางถ่ายทอดเข้ามาผสมผสานกับลมปราณกระบี่เดิมทีดุดันอยู่แล้ว ทำให้ความร้อนรุ่มภายในพุ่งทะยานถึงขีดสุด หน้าอกของเขาไหวสะท้อนรุนแรง เลือดสีแดงสดพุ่งทะลักออกจากมุมปากของเขาย้อมอาภรณ์สีขาวจนกลายเป็นสีชาด
“เจ้าโง่...!” เซียนจื่อเวยตื่นตระหนก นางรีบยื่นมือออกไปประคองร่างของเขาที่กำลังจะทรุดฮวบลง ทว่ากลับถูกมือหนาหยาบกร้านคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน
แรงบีบนั้นหนักหน่วงและเด็ดเดี่ยว นัยน์ตาสีดำสนิทของมู่หานลืมขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของนาง ประกายแสงในแววตานั้นคมกริบยิ่งกว่ากระบี่วิเศษเล่มใดในยุทธภพ มันทั้งดุดัน เย่อหยิ่ง และ... เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่หลอมละลายน้ำแข็งพันปีในใจของนางจนหมดสิ้น
“ข้าบอกแล้ว... ว่าวิถีกระบี่ของข้า ข้าต้องเดินด้วยลำแข้งของตนเอง” น้ำเสียงของมู่หานแหบพร่า ทว่าทรงพลังและเด็ดเดี่ยวราวกับประกาศิตจากสวรรค์ “แต่หากในยามนี้... เจ้าอยากร่วมแบกรับทัณฑ์สวรรค์ไปกับข้า เช่นนั้นก็จงเอาพลังทั้งหมดของเจ้ามาหลอมรวมกับกระบี่ของข้าเสียสิ!”
สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม กระบี่บรรพกาลที่ปักอยู่โดยรอบก็ส่งเสียงกรีดร้องกังวานเสียดฟ้า ท้องนภาเบื้องบนที่เคยปลอดโปร่งกลับปรากฏกลุ่มเมฆดำทะมึนก่อตัวหมุนวนอย่างรวดเร็ว สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมากลางค่ายกลเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันระดับเซียนขั้นกลางแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง บดขยี้พฤกษาโดยรอบจนราบเป็นหน้ากลอง
เซียนจื่อเวยนิ่งงันไปชั่วลมหายใจ นางมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและความมุ่งมั่นของชายหนุ่ม รอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนริมฝีปากเรียวบางของนาง เป็นรอยยิ้มที่งดงามยิ่งกว่าบุปผาใดในแดนเซียน
“เจ้าคนบ้าเอ๊ย...” นางพึมพำเบาๆ ก่อนจะแววตาจะเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน ร่างระหงขยับเข้าไปชิดแนบชิด ถ่ายเทพลังปราณดาราขั้นสูงสุดของตนเข้าสู่ร่างของมู่หานอย่างไร้ข้อกังขา
บูม—!
เสียงระเบิดก้องกังวานราวกับโลกหล้ากำลังจะแตกสลาย พลังลมปราณหลอมรวมเป็นเสาแสงสีทองและสีม่วงพุ่งทะยานเสียดแทงทะลุชั้นเมฆาขึ้นสู่ห้วงดาราจักร มู่หานเงยหน้าขึ้นคำรามลั่น ขีดจำกัดของร่างมนุษย์ถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ พิษโลหิตทมิฬถูกขับออกมาในรูปของไอน้ำสีดำและสลายหายไปในอากาศ บาดแผลทั่วร่างสมานเข้าหากันด้วยความเร็วที่มองเห็นด้วยตาเปล่า
ลมหายใจของเขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีกระบี่
จิตวิญญาณทะยานผ่านกำแพงที่กั้นระหว่างขอบเขตพลังขั้นต้นและขั้นกลางอย่างไร้แรงต้านทาน!
ทว่า... ในวินาทีที่คลื่นพลังกำลังสงบลง และร่างของทั้งสองกำลังอาบไล้ด้วยแสงเรืองรองแห่งความสำเร็จ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยสายก็ดังขึ้นรอบบริเวณถ้ำลับ พร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นเยียบที่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเหี้ยมเกรียม
“ฮ่าๆๆๆ! มู่หาน... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการทะลวงด่านเซียนขั้นกลาง จะทำให้เจ้าหนีพ้นเงื้อมมือของสำนักกระบี่สวรรค์ได้!”
เงาร่างนับสิบพุ่งทะยานลงมาจากยอดเขา ปลายกระบี่นับร้อยชี้ตรงมาที่จุดศูนย์กลางของค่ายกล ประมุขพรรคกระบี่สวรรค์พร้อมด้วยผู้อาวุโสสูงสุดปรากฏกายขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาพอดี ดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยความโลภและรังสีอำมหิต
มู่หานหรี่ตาลงเล็กน้อย มือขวาค่อยๆ เอื้อมไปกุมด้ามกระบี่บรรพกาลที่ปักอยู่ข้างกาย นัยน์ตาคู่คมปรากฏประกายแสงสีเงินวาบผ่านอย่างเยียบเย็น
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 19
ทะลวงด่านเซียนขั้นกลาง
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!