กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 21

แผนการมืดในยุทธภพ

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
“เจ้ากล้าดียังไงถึงนำ ‘ผลึกดารา’ ปลอมมาชักจูงชาตรีในยุทธภพ!” เสียงตวาดก้องดังสะเทือนโครงสร้างไม้เก่าคร่ำคร่าของโรงเตี๊ยมเมฆาอัสดง แรงกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านจนแก้วชาบนโต๊ะสั่นระริก ของเหลวภายในกระฉอกออกมาตามแรงอารมณ์ของผู้ใช้พลัง มู่หานนั่งไขว่ห้างอยู่เบื้องล่าง มือข้างหนึ่งประคองจอกชาด้วยความนิ่งสงบ ดั่งพายุโหมกระหน่ำแต่ใจกลางกลับไร้ระลอกคลื่น บุรุษผู้กล่าววาจาเมื่อครู่คือ ‘เฟิงเทียน ี่’ ผู้อาวุโสพรรคอัสนีทมิฬ ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาทอประกายอำมหิตจ้องมองมู่หานราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ รอบกายมันมีศิษย์ร่วมสำนักนับสิบคนชักกระบี่ออกจากฝัก แสงเรืองรองของคมดาบสะท้อนกับความมืดสลัวยามวิกาลจนเกิดประกายระยิบระยับ ยุทธภพนี้... ไม่เคยมีความยุติธรรม มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่กำหนดกฎเกณฑ์ ความลับเรื่องผลึกดาราที่ถูกแย่งชิงจากหอคอยดาราเมื่อสามวันก่อน กลายเป็นชนวนเพลิงที่เผาผลาญความสงบสุขของยุทธภพจนมอดไหม้ และในสายตาของคนเหล่านี้ มู่หานคือผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์—ผู้กุมความลับและครอบครองผลึกแท้จริงไว้เพียงผู้เดียว “เฟิงเทียน... เจ้าเอาตาข้างไหนมองว่ามันเป็นของปลอมเล่า?” มู่หานเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ทว่าทรงพลังอำนาจจนผู้อาวุโสพรรคอัสนีทมิฬต้องชะงักไปชั่วขณะ “สามหาว! หากเจ้าบริสุทธิ์จริง เหตุใดสำนักกระบี่และหอคอยดาราจึงออกประกาศิตล่าสังหารเจ้าทั่วหล้าเล่า! ส่งผลึกดาราบรรพกาลมาเสียโดยดี มิฉะนั้น... วันนี้ศพของเจ้าจะไร้ที่ฝังกลบ!” เฟิงเทียนคำรามลั่น มันไม่รอช้า พลังปราณอัสนีสีม่วงทะยานออกจากร่างราวกับพญางูพิษ พุ่งตรงเข้าหากล่าวสังหารมู่หานในทันที ทว่า... มู่หานหาได้ขยับเขยื้อนกายไม่ *ชิ้ง!* ประกายแสงสีเงินยวดยิ่งกว่าแสงจันทร์กรีดผ่านความมืด อุณหภูมิภายในโรงเตี๊ยมลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ร่างของสตรีผู้หนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้ามู่หานราวกับภูตพราย นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายดารา เส้นผมยาวสยายดั่งแพรไหมสีดำสนิท ดวงตาคู่คมดุจหิมะในฤดูหนาวกวาดมองเฟิงเทียนด้วยความเย็นชาไร้ก้นบึ้ง “เซียน... เซียนจื่อเวย!” เฟิงเทียนเบิกตากว้าง ถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว แรงกดดันระดับเซียนแท้จริงแผ่ซ่ายกดทับกระดูกทั่วร่างของมันจนแทบทรุดฮวบ เซียนจื่อเวย ผู้คุมกฎแห่งหอคอยดารา ผู้ที่คนทั้งยุทธภพต่างร่ำลือว่าเย็นชาดั่งน้ำแข็งและไร้ความรู้สึก เหตุใดนางจึงมาปรากฏกาย ณ ที่แห่งนี้ได้? และที่สำคัญยิ่งกว่า... นางยืนอยู่เคียงข้างมู่หาน ศิษย์ทรยศที่หอคอยดาราต้องการตัวที่สุด! “คนที่บังaชาญกล้าแตะต้องคนของข้า... สมควรตายร้อยครั้ง” น้ำเสียงของเซียนจื่อเวยราบเรียบราวกับสายลมหนาวพัดผ่าน แต่กลับเยือกเย็นเสียจนบาดลึกถึงวิญญาณ นางไม่ได้ชักกระบี่ ทว่าเพียงแค่สะบัดแขนเสื้อเบาๆ คลื่นพลังดาราอันบริสุทธิ์ก็แปรเปลี่ยนเป็นกระบี่น้ำแข็งนับพันเล่ม ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ มุ่งเป้าหมายไปยังกลุ่มคนของพรรคอัสนีทมิฬในชั่วพริบตา “ช้าก่อน!” เฟิงเทียนแผดเสียงด้วยความตื่นตระหนก มันสัมผัสได้ถึงความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว *ฉับ! ฉับ! ฉับ!* เสียงคมกระบี่น้ำแข็งกรีดผ่านเนื้อหนังและอากาศดังสนั่นหวั่นไหว เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผนังไม้สีหม่นของโรงเตี๊ยมให้กลายเป็นสีชาด ศิษย์พรรคอัสนีทมิฬล้มลงสิ้นใจตายคาที่ทีละคนโดยไม่มีโอกาสได้ร้องขอชีวิต เฟิงเทียนเองก็ถูกคลื่นพลังกระแทกกระเด็นทะลุผนังโรงเตี๊ยมออกไปนอนกระอักเลือดอยู่เบื้องนอก สภาพยับเยินจนแทบดูไม่ได้ ความเงียบงันเข้าปกคลุมบรรยากาศอีกครั้ง มีเพียงเสียงหยดเลือดที่ไหลรินลงสู่พื้นไม้ และเสียงลมหายใจอันแผ่วเบาของความหวาดกลัว มู่หานวางจอกชาลงช้าๆ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายแผ่กลิ่นอายกระบี่อันลึกล้ำและดุดัน ดวงตาคมกริบมองสตรีผู้ยืนอยู่ข้างกาย ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนางไม่ใช่ศิษย์กับผู้คุมกฎอีกต่อไปแล้ว ทว่ามันคือพันธะแห่งวิถีกระบี่และดวงใจที่ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันท่ามกลางความเป็นความตาย “เจ้าไม่ควรลงมือเอง” มู่หานเอ่ยเสียงทุ้ม มองสบตาคู่นั้น “ข้าจัดการเองได้” “ข้าไม่ชอบให้สุนัขตัวใดมาเห่าหอนใส่เจ้า” เซียนจื่อเวยตอบกลับเสียงเรียบ ทว่ามุมปากกลับหยักขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง และมีเพียงมู่หานเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็น “อีกอย่าง... ความลับเรื่องผลึกดาราที่พวกมันพูดถึง บัดนี้ได้เวลาเปิดโปงความจริงทั้งหมดแล้ว” นางสะบัดมือเรียกหีบศิลาโบราณที่ซ่อนกลไกออกมาจากมิติอากาศ มันคือหีบที่ถูกขโมยไปจากหอคอยดารา... ต้นตอของความวุ่นวายทั้งหมดในยุทธภพ มู่หานก้าวเข้าไปใกล้ เขาใช้ปลายนิ้วแตะลงบนลวดลายอักขระบนหีบศิลา พลังปราณกระบี่บรรพกาลไหลเวียนเข้าสู่กลไกอย่างแม่นยำ *คลิก!* เสียงปลดล็อกดังขึ้นเบื้องล่าง ฝากล่องค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นสิ่งของภายใน ทว่า... สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา กลับมิใช่ ‘ผลึกดาราบรรพกาล’ ที่ทุกคนแย่งชิงกันจนเลือดนองแผ่นดิน! ภายในหีบนั้นว่างเปล่า... มีเพียงแผ่นป้ายวิญญาณสลักชื่อตระกูล ‘มู่’ พร้อมด้วยคราบโลหิตแห้งกรัง และจดหมายฉบับหนึ่งที่สะท้อนกลิ่นอายปราณอันคุ้นเคยของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่ ดวงตาของมู่หานหรี่แคบลง รังสีสังหารพวยพุ่งออกจากร่างจนแผ่นดินรอบด้านสั่นสะเทือน ความจริงที่ถูกปิดตายมานานนับสิบปีถูกเปิดเผยในพริบตา ผลึกดาราเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้น... เหยื่อล่อเพื่อให้ชาตรีในยุทธภพฆ่าฟันกันเอง และเป้าหมายที่แท้จริงของผู้ชักใยเบื้องหลัง ก็คือการทำลายล้างตระกูลมู่ให้สิ้นซาก และโยนความผิดทั้งหมดมาให้ตัวเขา! “ที่แท้... มันคือแผนการล้างบางตระกูลของเรา...” มู่หานพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความแค้นเคือง ทว่า ในวินาทีที่ความจริงอันโหดร้ายกระจ่างชัดนั้นเอง ท้องนิทราเบื้องนอกโรงเตี๊ยมก็แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดมหึมา แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจากฟากฟ้าจนอาคารบ้านเรือนรอบด้านพังทลายลงในพริบตา เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องกังวานมาจากความมืดมิดเบื้องบน ทะลุผ่านมิติเวลาลงมาสะเทือนแก้วหูของทุกคน “ฮ่าๆๆๆ... มู่หาน เจ้าฉลาดมากที่ไขปริศนาออก แต่น่าเสียดาย... คนที่รู้ความลับมากเกินไป มักจะมีอายุไม่ยืนยาว!” ร่างเงาลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับกระบี่มารโลหิตที่ถูกชักออกจากฝัก แผ่ไอสังหารปกคลุมไปทั่วทั้งรัศมีร้อยลี้ และใบหน้าที่ปรากฏภายใต้เงาหมอกนั้น... กลับเป็นบุคคลที่มู่หานคาดไม่ถึงที่สุด! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%