กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 22

เผชิญหน้าเจ้าสำนัก

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
"ศิษย์ทรยศมู่หาน เจ้ายังกล้าเหยียบย่างกลับมาที่ 'สำนักกระบี่เมฆาคล้อย' แห่งนี้อีกหรือ!" เสียงตวาดก้องกังวานดั่งอสุนีบาตฟาดผ่ากลางฤดูร้อน สะท้อนก้องไปทั่วลานพิธีบูรพาทิศอันกว้างใหญ่ไพศาล พื้นศิลาแกร่งสีนิลบัดนี้สั่นสะเทือนระรัวราวกับรับน้ำหนักของความโกรธเกรี้ยวจากผู้คนนับร้อยชีวิตที่รายล้อมอยู่เบื้องล่าง มู่หานยืนตระหง่านอยู่บนบันไดหินขั้นที่เก้าสิบเก้า ร่างโปร่งในอาภรณ์สีขาวสะอาดสะอ้านปลิวไสวไปตามกระแสลมปราณที่ปั่นป่วน ใบหน้าคมคายเรียบเฉยราukประติมากรรมหยกสลัก ดวงตาคู่นคมลุ่มลึกดั่งห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง มือขวาไม่ได้กุมด้ามกระบี่ หากแต่ไขว่ไว้เบื้องหลังอย่างสบายอารมณ์ ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แดนประหารที่ศิษย์ทุกคนต่างหวาดกลัว หากแต่เป็นเพียงสวนดอกไม้หลังบ้านที่เขาแวะมาเดินเล่นในยามบ่าย เบื้องหลังของเขา คือร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งซึ่งงดงามจนฟ้าดินต้องสยบยอม เซียนจื่อเวย ในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายกลุ่มดาวเหนือ ยืนกอดอกถือกระบี่วิญญาณ 'จันทราเร้นเมฆ' ไว้แนบอก ใบหน้ารูปไข่เย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู สายตานางกวาดมองเหล่าผู้วิเศษและผู้อาวุโสแห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อยด้วยแววตารังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับกำลังมองฝูงมดปลวกที่น่ารำคาญ "ข้าไม่ได้กลับมาเพื่อ 'เหยียบย่าง' " มู่หานเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่ก้องกังวานจนกดทับเสียงซุบซิบนินทาของเหล่าศิษย์รุ่นน้องให้เงียบลงได้ในทันที "ข้ากลับมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่พวกท่านพรากไป... และมาเพื่อชำระบัญชีเลือดที่ค้างคามาสามปีเต็ม" "สามปี?" เสียงหัวร่อเยาะหยันดังมาจากประธานพิธี 'เจ้าสำนักเทียนเจี้ยน' ผู้มีหนวดเคราสีเทายาวเฟื้อย ร่างกายกำยำแผ่พุ่งไอสังหารสีทองอร่ามออกมารอบตัวจนอากาศบิดเบี้ยว "เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม บังAอาจคิดล้างสำนักที่มีประวัติยาวนานนับพันปีด้วยตัวคนเดียวกับหญิงสาวนางเดียว ช่างไม่เจียมสังขาร! หรือวิถีกระบี่ที่เจ้าไปร่ำเรียนนอกสำนัก จะทำให้สมองของเจ้าเสื่อมทรามลงจนแยกแยะความเป็นความตายไม่ออกเสียแล้ว!" เจ้าสำนักเทียนเจี้ยนสะบัดแขนเสื้อ คลื่นพลังปราณระดับ 'บรรพกาลขั้นกลาง' พรั่งพรูออกมาดั่งคลื่นยักษ์สึนามิถาโถมเข้าใส่จุดที่มู่หานยืนอยู่ แรงกดดันนี้นอกจากจะมุ่งหมายเอาชีวิตแล้ว ยังต้องการกดให้มู่หานคุกเข่าลงต่อหน้าศิษย์นับพันเพื่อประจานความอัปยศ ทว่า... มู่หานแม้แต่ปลายนิ้วก็ไม่ขยับ *ฟึ่บ!* ก่อนที่คลื่นพลังจะทันเข้าถึงตัว ร่างของเซียนจื่อเวยก็วูบหายไปจากจุดเดิม นางปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้ามู่หานราวกับภูตผี นางเพียงชี้ปลายนิ้วเรียวงามดั่งหยกสลักออกไปเบื้องหน้า ดัชนีปราณดาราประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าพุ่งทะยานสวนทางออกไป ปะทะเข้ากับคลื่นพลังของเจ้าสำนักเทียนเจี้ยนอย่างจัง! *ตูมมม!* แรงระเบิดสนั่นหวั่นไหว พื้นศิลาบริเวณรอบตัวพวกนางแตกร้าวเป็นใยแมงมุม เศษหินนับร้อยชิ้นลอยเคว้งคว้างกลางอากาศก่อนจะแหลกสลายเป็นผุยผงด้วยแรงกดดันมหาศาล เจ้าสำนักเทียนเจี้ยนถึงกับต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที "ผู้คุมกฎแห่งหอคอยดารา... เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า เหตุใดจึงต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องศิษย์ทรยศผู้นี้ด้วย?" เจ้าสำนักเทียนเจี้ยนกัดฟันกรอด เอ่ยถามด้วยความระแวง เซียนจื่อเวยปรายตามองอีกฝ่ายด้วยแววตาเยียบเย็น นางแค่นเสียงเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงไพเราะแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่ทำเอาผู้อาวุโสหลายคนถึงกับหายใจติดขัด "เขามิใช่ศิษย์ทรยศ... แต่เป็นบุรุษที่ข้า 'เซียนจื่อเวย' เลือกแล้ว ผู้ใดบังอาจแตะต้องเขาก็เท่ากับประกาศศึกกับหอคอยดารา!" คำพูดประโยคเดียว ทำเอาลานพิธีเงียบกริบลงชั่วขณะ เหล่าผู้อาวุโสต่างมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง หอคอยดาราเป็นขุมกำลังลึกลับที่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งของสำนักใด เหตุใดสตรีผู้เยือกเย็นและทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่งในดินแดนเซียน ถึงยอมเอาชื่อเสียงและอนาคตมาเดิมพันให้กับมู่หาน ศิษย์สายรองที่ถูกขับไล่ออกไปอย่างไร้ค่าผู้นี้? มู่หานเหลือบมองแผ่นหลังบางของสตรีข้างกาย มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ เขาเอื้อมมือไปแตะเบาๆ ที่ไหล่เรียว เพื่อส่งสัญญาณบอกให้นางถอยมาก้าวหนึ่ง "จื่อเวย... หนี้ของตระกูลมู่ และหนี้ที่ข้ามีต่อสำนักนี้ ให้ข้าเป็นผู้สะสางด้วยตัวของข้าเองเถอะครับ" มู่หานเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มั่นคง เซียนจื่อเวยหันกลับมาสบตาเขา แววตาที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งละลายลงเล็กน้อยเหลือเพียงความห่วงใยอันล้ำลึก นางพยักหน้ารับเบาๆ แล้วถอยกลับไปยืนกอดอกเฝ้าดูอยู่เงียบๆ มู่หานก้าวเท้าเดินหน้าต่อไปอีกสามก้าว เสียงฝาก1รอยเท้ากระทบพื้นศิลาฟังดูคล้ายเสียงกลองศึกที่กำลังเร่งจังหวะหัวใจของทุกคนให้เต้นระรัว เขายกมือขึ้นประสานคารวะตามธรรมเนียมจอมยุทธ์ ทว่าดวงตากลับจับจ้องไปที่เจ้าสำนักเทียนเจี้ยนอย่างไร้ความยำเกรง "เจ้าสำนักเทียนเจี้ยน สามปีก่อน ท่านใส่ร้ายบิดาของข้าว่าขโมย 'คัมภีร์กระบี่บรรพกาล' จนทำให้ท่านพ่อต้องปลิดชีพตัวเองเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และขับไล่ข้าออกจากสำนักอย่างไร้ความปรานี วันนี้... ข้า 'มู่หาน' ผู้นี้ ได้กลับมาทวงคืนความยุติธรรมแล้ว" "ฮ่าๆๆๆ ความยุติธรรม? ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร กำลังคือความยุติธรรม!" เจ้าสำนักเทียนเจี้ยนแผดเสียงหัวเราะลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว สะบัดมือเรียกกระบี่วิญญาณประจำตัว 'กระบี่เพลิงสุริยัน' ออกมา ประกายไฟสีทองแดงลุกโชนท่วมร่าง แผ่ไอความร้อนระอุจนศิษย์รอบข้างต้องรีบถอยร่น "ในเมื่อเจ้าอยากตายนัก ข้าก็จะส่งเจ้าไปยมโลกเพื่อกราบขอขมาบิดาของเจ้าเสีย!" สิ้นคำประกาศิต เจ้าสำนักเทียนเจี้ยนก็หายวับไปจากสายตา! *เปรี้ยง!* ประกายไฟสีทองสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับคมกระบี่ที่พุ่งตรงเข้าหาลำคอของมู่หานด้วยความเร็วระดับสายฟ้าแลบ ท่วงท่ารวดเร็ว รุนแรง และไร้ซึ่งความเมตตา สมกับที่เป็นเจ้าสำนักผู้ครองอำนาจมานานนับร้อยปี ทว่า... มู่หานไม่แม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝัก เขาก้าวเท้าหลบไปทางซ้ายอย่างเชื่องช้าแต่แม่นยำ ราวกับสายลมที่พัดผ่านใบไม้ ไหล่ของเขาเฉียดผ่านคมกระบี่เพลิงไปเพียงเส้นยาแดงเดียว สร้างความตกตะลึงให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง "วิชากระบี่อันใดกัน..." ผู้อาวุโสคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยความตกใจ มู่หานหมุนตัวกลับ เคลื่อนไหวอย่างไร้ร่องรอยตามวิถีแห่งเต๋าธรรมชาติ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงที่ฝักกระบี่ไม้ธรรมดาที่เหน็บอยู่ข้างเอว เสียงกระซิบแผ่วเบาดังก้องอยู่ในโสตประสาทของทุกคน "กระบี่ของท่าน... ช้าเกินไป" *ฉับพลัน!* พลังปราณสีครามเข้มระเบิดออกจากร่างของมู่หาน ท้องฟ้าเหนือสำนักกระบี่เมฆาคล้อยที่เคยแจ่มใส กลับแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มในพริบตา เมฆฝนก่อตัวหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นขนาดใหญ่ สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมาบรรจบกับยอดเขา ราวกับฟ้าดินกำลังสั่นสะเทือนเพื่อคารวะต่อการตื่นขึ้นของวิถีกระบี่ที่แท้จริง เจ้าสำนักเทียนเจี้ยนหน้าถอดสี รีบเร่งพลังปราณทั้งหมดปกป้องคุ้ม 3 กาย แต่ทว่า... แรงกดดันจากวิถีกระบี่ของมู่หานกลับทะลวงทะะลุตราผนึกป้องกันทั้งหมดเข้ามาถึงขั้วหัวใจ มู่หานก้าวออกไปข้างหน้าอีกก้าวเดียว มือซ้ายกุมด้ามกระบี่ไม้เตรียมชักออก ทว่าในจังหวะนั้นเอง... เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมาจากตำหนักลับด้านหลังสุดของสำนัก พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่เสียดแก้วหูจนทุกคนต้องยกมือขึ้นปิดหู "นึกไม่ถึงเลยว่า... ศิษย์ทรยศผู้นี้จะเติบโตขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้ น่าสนใจ... ช่างน่าสนใจยิ่งนัก!" มู่หานชะงักฝีเท้า ดวงตาหรี่แคบลงทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงไอพลังอันชั่วร้ายที่คุ้นเคยอย่างยิ่งจากเงานั้น ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%