โลหิตสีดำคล้ำหยดติ๋งลงกระทบพื้นหินอ่อนศิลาขาว ก่อเกิดเสียงก้องกังวานดั่งระฆังมรณะในโถงใหญ่สำนักกระบี่สวรรค์ ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ จนแม้แต่เสียงลมหายใจของเหล่าผู้อาวุโสยังต้องสะท้อนก้องในโสตประสาท
"ถูหล่าง... เจ้ายังมีความละอายหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่"
น้ำเสียงของมู่หานราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ไร้ซึ่งความเคียดแค้น มีเพียงความว่างเปล่าที่ล้ำลึกดั่งห้วงอวกาศ ทว่าความว่างเปล่านั้นกลับกดทับจิตวิญญาณของทุกคนจนแทบกระอักเลือด ชายหนุ่มยืนหยัดตระหง่านในชุดคลุมสีดำสนิท เส้นผมสีหมึกปลิวไสวตามสายลมปราณที่หมุนวนรอบกาย แววตาคมกริบดั่งคมกระบี่มองตรงไปยังเจ้าสำนักผู้ทรยศ ซึ่งบัดนี้คุกเข่าลงข้างหนึ่งด้วยความสิ้นหวัง
ถูหล่างเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและริษยา มันหัวเราะเยาะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก "ฮ่าๆๆ... มู่หาน! เจ้าคิดว่าเจ้ากำชัยชนะไว้แล้วอย่างนั้นหรือ? เคล็ดกระบี่บรรพกาลที่เจ้าฝึกฝน เป็นเพียงวิชาต้องห้ามที่จะนำพาเจ้าไปสู่ความพินาศ! สำนักแห่งนี้... บรรพบุรุษสร้างมันขึ้นมาด้วยหยาดเลือด เจ้าคิดจะทำลายมันเพียงเพราะความแค้นส่วนตัวของตระกูลเจ้าคนเดียวงั้นรึ!"
"ความแค้นส่วนตัว?" มู่หานทวนคำ น้ำเสียงของเขามีความเย้ยหยันปรากฏขึ้นเล็กน้อย "วันนั้นที่ตระกูลมู่ถูกสังหารล้างบางอย่างไร้ความปรานี เจ้าเป็นคนเปิดประตูค่ายกลตระกูลให้พวกมารโลหิตเข้ามามิใช่หรือ? วันนั้น เจ้าทรยศต่อจิตวิญญาณแห่งวิถีกระบี่ เพื่อแลกกับศิลาปราณสวรรค์ขั้นเก้า วันนี้... เจ้ายังกล้ากล่าวคำว่าคุณธรรมกับข้าอีกหรือ"
สิ้นเสียงของมู่หาน บรรยากาศภายในโถงใหญ่พลันเย็นเยียบลงถึงขีดสุด อุณหติลดฮวบจนละอองน้ำในอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน
ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีม่วงอ่อนดั่งเซียนจันทราก้าวเดินเข้ามาอย่างเงียบเชด เซียนจื่อเวยปรากฏกายขึ้นเบื้องหลังมู่หานอย่างไร้ซุ่มเสียง นางมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชาดั่งหิมะพันปี กระบี่เยือกแข็งในมือของนางส่งเสียงคำรามเบาๆ ราวกับกระหายโลหิต ทว่าเมื่อสายตาของนางเลื่อนมาสบกับแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่ม ไอเย็นชาในแววตานั้นกลับอ่อนแสงลง กลายเป็นความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอย่างลึกซึ้ง
"มู่หาน... อย่าเสียเวลากับคนไร้คุณธรรมเช่นมันอีกเลย" เสียงหวานใสราวกับไข่มุกกระทบจานหยกเอ่ยขึ้น แฝงไว้ด้วยพลังกดดันที่ทำให้ผู้อาวุโสสำนักกระบี่สวรรค์หลายคนต้องถอยหลังไปสามก้าว "วิถีกระบี่ของเจ้า กำหนดไว้เพื่อการใด มิใช่เพื่อผดุงความยุติธรรมหรอกหรือ"
มู่หานเหลือบสายตากลับไปมองนางเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นบางเบา รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของนางเซียนผู้เย็นชาถึงกับกระตุกวูบ "เจ้าพูดถูก จื่อเวย... วิถีกระบี่ของข้า มิได้มีไว้เพื่อต่อรองกับสุนัขรับใช้ของความมืด"
ปัง!
ถูหล่างใช้จังหวะนั้นระเบิดพลังปราณเฮือกสุดท้าย พลังสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากร่างของมันกลายเป็นอสูรมารโลหิตขนาดมหึมา มันแผดเสียงคำรามสะท้านฟ้าดิน หมายจะกลืนกินทุกสิ่งในโถงใหญ่ไปด้วยกัน "หากข้าต้องตาย เจ้าก็ต้องตายไปพร้อมกับข้า!"
"วิชามารโลหิตกลืนสวรรค์!"
พลังความมืดแผ่ขยายปกคลุมท้องนภารlตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือด เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว แรงกดดันระดับขีดจำกัดวิญญาณกระจายตัวออกทำลายเสาศิลาหักโค่นลงมานับไม่ถ้วน
ทว่า มู่หานมิได้ขยับเขยื้อn ร่างของเขายังคงยืนสงบนิ่งดั่งขุนเขาไท่ซาน
เขายกมือขึ้นช้าๆ นิ้วเรียวยาวจรดลงบนด้ามกระบี่โบราณที่เหน็บอยู่ข้างเอว
*นี่คือกระบี่ที่ไม่มีชื่อ...*
*นี่คือวิถีที่ไม่มีลักษณ์...*
"เจ้าหลงทางในวิถีมารมานานเกินไปแล้ว... ให้ข้าช่วยนำทางเจ้ากลับสู่ความว่างเปล่าเถอะ"
ฉับพลัน!
ประกายแสงสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งพุ่งแหวกความมืดมิดราวกับดาวตกที่ผ่ากลางรัตติกาล มันมิใช่กระบวนท่าที่ซับซ้อน มิใช่ค่ายกลที่ยิ่งใหญ่ ทว่ามันคือ "ความเรียบง่าย" ที่ไร้ช่องโหว่ เป็นการรวมศูนย์ของจิต เจตจำนง และกระบี่ให้เป็นหนึ่งเดียว
ชิง!
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ราวกับเสียงถอนหายใจของสายลม
เวลาภายในโถงใหญ่คล้ายหยุดนิ่ง อสูรมารโลหิตขนาดมหึมาที่กำลังพุ่งเข้ามาหยุดชะงักกลางอากาศ รอยแยกสีขาวเส้นเล็กๆ ปรากฏขึ้นกลางหน้าผากของถูหล่าง ลามลงมาถึงปลายเท้าอย่างเชื่องช้า
ดวงตาของถูหล่างเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มันอ้าปากค้างคล้ายอยากจะกล่าวสิ่งใด ทว่าไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาอีกแล้ว
เพล้ง!
ร่างของเจ้าสำนักผู้ทรยศแยกออกเป็นสองส่วน ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองธุลีสีดำปลิวหายไปกับสายลมอย่างไร้ร่องรอย เหลือไว้เพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวและความตกตะลึงของทุกคนที่ได้เห็น
มู่หานเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยกิริยาที่ราบเรียบดั่งเดิม ไอสังหารรอบตัวมลายหายไปสิ้น ราวกับชายหนุ่มเพียงแค่ปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า มิใช่เพิ่งสังหารผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งสำนักกระบี่สวรรค์ลงด้วยกระบี่เดียว
เซียนจื่อเวยถอนหายใจออกมาเบาๆ ความตึงเครียดในแววตาของนางผ่อนคลายลง นางก้าวเข้าไปใกล้เขา พร้อมเอ่ยเสียงนุ่ม "เจ้า... บรรลุถึงขอบเขตนั้นแล้วจริงๆ หรือ"
มู่หานหันกลับมาสบตากลับนาง แววตาคมกริบทอประกายอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่ง "ยังไม่พอหรอก จื่อเวย... เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกลนัก"
ทว่า ในวินาทีที่ความสงบสุขกำลังจะคืนกลับมา
เปรี้ยง!
ท้องนภานอกโถงใหญ่ที่เคยปลอดโปร่ง กลับถูกฉีกกระชากออกด้วยสายฟ้าสีทองคำม่วงขนาดมหึมา เมฆทมิฬหนาทึบม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง แรงกดดันจากห้วงมิติระดับสูงกดทับลงมาจนพื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับสวรรค์กำลังพิโรธต่อการมีตัวตนของบางสิ่ง
สีหน้าของเซียนจื่อเวยเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที นางแหงนมองท้องฟ้าด้วยความตกใจ "นั่นมัน... ทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า! เป็นไปได้อย่างไร? ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับมันนี่!"
มู่หานเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มเมฆสีทองคำม่วง แววตาของเขาหาได้มีความหวาดกลัวไม่ กลับปรากฏประกายความท้าทายลุกโชนขึ้น เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่นขึ้นอีกครั้ง
ทว่า ก่อนที่สายฟ้าสายแรกจะฟาดผ่าลงมา ร่างเงาสลับซับซ้อนร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติกลางอากาศ เงาร่างนั้นสวมชุดคลุมยาวสีขาวปักลวดลายดาราโบราณ ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากโลหะรูปจันทร์เสี้ยวครึ่งซีก ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น... กลับทำให้มู่หานและเซียนจื่อเวยต้องผงะถอยหลังด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด
"ฮี่ๆๆ... มู่หาน เจ้าคิดว่าเจ้าสังหารแค่สุนัขรับใช้ตัวหนึ่งแล้วจะจบสิ้นงั้นรื้อ? ความจริงที่แท้จริง... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก" เสียงแหบพร่าและเย็นยะเยือกดังก้องกังวานในจิตสำนึกของทุกคน
และในวินาทีนั้นเอง หน้ากากของบุคคลปริศนาก็เลื่อนหลุดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง—ใบหน้าที่ทำให้หัวใจของมู่หานหยุดเต้นไปชั่วขณะ!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 23
กระบี่เดียวสังหารมาร
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!