กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 7

วิชาบำเพ็ญที่แตกต่าง

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
"วิชาบำเพ็ญของเจ้า เป็นเพียงการลบหลู่กฎสวรรค์... หรือเจ้าเพียงแต่ไร้ซึ่งหนทางอื่นกันแน่, มู่หาน" น้ำเสียงของเซียนจื่อเวยเยือกเย็นดั่งธารน้ำแข็งพันปี นางยืนสงบนิ่งอยู่บนลานหินอัคคีเบื้องบน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามกระแสลมปราณดาราที่หมุนวนรอบกาย เส้นผมสีดำสนิทดั่งห้วงรัตติกาลสะท้อนแสงเรืองรองจากอักขระโบราณ นางทอดสายตามองบุรุษเบื้องล่างด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเอ่ยคำ มู่หานแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นเปี่ยมด้วยความทะนงตนจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการท้าทาย เขายังคงยืนไขว่ห้างพิงเสาหินศิลาบรรพกาล มือข้างหนึ่งวางทباتอยู่บนด้ามกระบี่ไร้คมที่เหน็บไว้ที่เอว ดวงตาคมกล้าคู่นั้นมองตอบนางโดยไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย "กฎสวรรค์?" มู่หานทวนคำ น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่มแต่ก้องกังวานบาดลึกถึงจิตวิญญาณ "สวรรค์เบื้องบนเคยเหลียวแลตระกูลมู่ของข้าบ้างหรือไม่? บรรพชนหลั่งเลือดเนื้อปกป้องแผ่นดิน สุดท้ายกลับต้องตายอย่างอยุติธรรมใต้เงื้อมมือของสำนักกระบี่ที่ยึดติดกับกฎเกณฑ์จอมปลอม... หากนี่คือวิถีแห่งฟ้า ข้า 'มู่หาน' ผู้นี้ ขอเป็นผู้ฉีกมันทิ้งด้วยกระบี่ในมือเองเสียยังดีกว่า" สิ้นคำพูดของเขา บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นอึมครึม ไอสังหารอันไร้รูปพรรณแผ่ซ่านออกจาร่างของชายหนุ่มจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เซียนจื่อเวยไม่เอวาจาโต้ตอบอีก นางเพียงแต่ยกมือเรียวงามขึ้นดั่งหยกสลัก นิ้วเรียวดัชนีชี้ขึ้นสู่ท้องนามรัตติกาล พริบตานั้น มวลหมู่ดวงดาวบนนภาก็เปล่งประกายเจิดจ้าผิดปรกติ ราวกับพวกมันรับรู้ถึงเจตจำนองอันเด็ดเดี่ยวของ "ผู้คุมกฎแห่งหอคอยดารา" "รุกรับด้วยดารา ไร้ซึ่งความปรานี... จงรับการทดสอบนี้เสีย, มู่หาน!" *เปรี้ยง!* ลำแสงสีม่วงครามพุ่งแหวกอากาศลงมาดั่งอัคคีสวรรค์ มันไม่ใช่สายฟ้าธรรมดา แต่คือ "เคล็ดวิชาดาราพิฆาต" ที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคบรรพกาล แรงกดดันจากรัศมีดาราแผ่ขยายเป็นวงกว้าง กดทับพื้นหินอัคคีจนแตกร้าวเป็นทางยาว ร่างของมู่หานจมดิ่งลงไปครึ่งข้อเท้า ทว่าใบหน้าของเขากลับไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงประกายตาที่ลุกโชนด้วยความกระหายในการท้าทายขีดจำกัด "ดี!" มู่หานคำรามในลำคอ ร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานขึ้นฟ้าสวนทางกับลำแสงดาราที่ทิ้งตัวลงมา มือขวาตวัดวาบ กระบี่ไร้ลักษณ์ถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ไม่มีประกายระยิบระยับ ไม่มีเสียงคำรามกึกก้อง มีเพียงความเรียบง่ายอันบริสุทธิ์—วิชากระบี่ที่ถือกำเนิดจากธรรมชาติ ปราศจากรูปแบบ ปราศจากพันธนาการ! *ฉับพลัน!* กระบี่ในมือของมู่หานตัดผ่านลำแสงสีม่วงครามราวกับใช้มีดคมกริบตัดผ่านกระดาษบางๆ พลังดาราอันเกรียงไกรถูกผ่าออกเป็นสองส่วนอย่างไม่น่าเชื่อ แรงปะทะระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทกวงกว้าง ส่งผลให้ม่านพลังป้องกันรอบลานหินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เซียนจื่อเวยหรี่ตาลงเล็กน้อย นางมิได้ตกใจกับฝีมือของเขา แต่ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกำลังตีวนอยู่ในอก นางพบว่าทุกครั้งที่มู่หานใช้กระบี่ หัวใจที่ด้านชามานับร้อยปีของนางกลับเต้นผิดจังหวะ "วิชาของเจ้า... ไม่ใช่กระบี่เพื่อฆ่าฟัน แต่มันคือกระบี่เพื่อค้นหาตัวตนสินะ" จื่อเวยเอמהขึ้น น้ำเสียงของนางอ่อนลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว "ถูกต้อง" มู่หานร่อนลงยืนห่างจากนางเพียงสามก้าว ปลายกระบี่ชี้ลงพื้น ไอเย็นจากปราณดาราและไออุ่นจากลมหายใจของเขาสอดประสานกัน "วิชาบำเพ็ญของเจ้าคือการละทิ้งกิเลส กลายเป็นเซียนผู้ไร้หัวใจเพื่อบรรลุความเป็นอมตะ... แต่นั่นคือการมีชีวิตอยู่ หรือเป็นเพียงแค่การตายทั้งเป็นกันแน่, จื่อเวย?" คำถามนั้นราวกับคมหอกที่แทงทะลุเกราะป้องกันอันหนาทึบของนาง เซียนจื่อเวยสะ้านเฮือก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางเป็นถึงผู้คุมกฎแห่งหอคอยดารา ผู้คนต่างก้มหัวยำเกรง ไม่มีใครกล้าจี้ใจดำนางเช่นนี้มาก่อน... และยิ่งไม่มีใครกล้าเรียกชื่อนางห้วนๆ โดยไร้ซึ่งคำว่า "ท่านเซียน" นำหน้า ทว่า นางกลับโกรธไม่ลง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและเสียงหัวใจที่เต้นระรัวในอกของหญิงสาว "เจ้ากล้าหาญมาก..." จื่อเวยพึมพำ น้ำเสียงของนางเยือกเย็นลงเพื่อปกปิดความสั่นไหวในแววตา "แต่ความกล้าหาญอย่างเดียว ไม่สามารถพาเจ้าก้าวข้ามผ่านแดนดาราพิพากษาไปได้หรอก" นางสะบัดแขนเสื้อ ปราณดาราเจิดจ้านับพันสายพรั่งพรูออกมาจากปลายนิ้ว แปลงสภาพเป็น "ค่ายกลกระบี่เจ็ดดาว" ล้อมรอบตัวมู่หานเอาไว้ทุกทิศทาง อักขระโบราณเปล่งแสงสีทองอร่าม บีบรัดพื้นที่เข้ามาเรื่อยๆ ราวกับจะบดขยี้ร่างของชายหนุ่มให้แหลکสลาย มู่หานสูดลมหายใจเข้าลึก ภาษากายของเขาแสดงถึงความจริงจังขั้นสุด เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่การประลองธรรมดา แต่เป็นการพิสูจน์วิถีเต๋าของคนทั้งคู่ ระหว่าง "กฎระเบียบของสวรรค์" กับ "เจตจำนองแห่งปัจเจกชน" เขาย่อตัวลงเล็กน้อย ถือกระบี่มั่นด้วยสองมือ หลับตาลงชั่วพริบตา ปล่อยให้จิตสำนึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติรอบตัว—สายลมที่พัดผ่าน ก้อนหินที่ตั้งตระหง่าน และดวงดาวบนท้องฟ้า ในวินาทีที่ค่ายกลกำลังจะบีบอัดเข้าหากันจนถึงขีดสุด มู่หานก็ลืมตาขึ้น ประกายตาดำสนิทคู่นั้นสะท้อนภาพแสงดาวที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขา "หากสวรรค์ไม่ยอมให้ข้าเดิน..." เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พลังปราณทั่วร่างระเบิดออกอย่างไร้ขีดจำกัด "...ข้าก็จะสับสวรรค์ให้คว่ำลงมา!" *เปรี้ยงงงงงงง!* แสงสว่างเจิดจ้าจนแสบตาสาดส่องไปทั่วทั้งยอดเขาหอคอยดารา แรงระเบิดจากการปะทะกันของวิชากระบี่และค่ายกลเซียนทำให้มิติรอบข้างสั่นไหวอย่างรุนแรง ร่างของมู่หานพุ่งทะยานผ่านแนวค่ายกลดาราออกไปได้อย่างเฉียดฉิว ปลายกระบี่ของเขาจ่อตรงไปที่ลำคอระหงของเซียนจื่อเวยโดยหยุดห่างจากผิวเนื้อเนียนละเอียดเพียงแค่ลมหายใจกั้น! ทว่า ในจังหวะนั้นเอง... ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยวาจาใดๆ ท้องฟ้ายามรัตติกาลที่เคยกระจ่างใสก็พลันมืดครึ้มลงในพริบตา เมฆสีดำสนิทม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วดั่งคลื่นยักษ์ เสียงฟ้าร้องคำรามต่ำๆ ทว่าสะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงจิตวิญญาณดังมาจากห้วงมิติที่ลึกที่สุด *โครมมมม!* อสายฟ้าสีทองแดงเส้นมหึมาฟาดผ่าลงมาตรงกลางลานหินอัคคี คั่นกลางระหว่างมู่หานและเซียนจื่อเวยอย่างจงใจ และพร้อมกันนั้น เงาร่างปริศนาในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่งก็ก้าวเดินออกมาจากม่านสายฟ้า พลังกดดันระดับบรรพกาลที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วสารทิศ จนแม้แต่เซียนจื่อเวยยังต้องเปลี่ยนสีหน้า "ไม่นึกเลยว่า... ศิษย์ทรยศสำนักกระบี่ผู้นี้ จะบังAอาจถึงขนาดปลุก 'ทัณฑ์สวรรค์เจ็ดภพ' ให้ตื่นขึ้นมาได้ด้วยวิถีกระบี่นอกรีต!" น้ำเสียงทรงอำนาจดังก้องกังวาน พร้อมกับที่เงาร่างนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นอันน่ากลัว และดวงตาที่จ้องมองมาที่มู่หานด้วยจิตสังหารอันเปี่ยมล้น ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%