"ตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ไม่มีผู้ใดในหอคอยดารา... จะแตะต้องปลายเส้นผมของเขาได้แม้แต่เส้นเดียว"
สุ้มเสียงของเซียนจื่อเวยมิได้ดังดั่งอสุนีบาตคำราม แต่มันกลับเยียบเย็นและทรงพลังราวกับน้ำแข็งพันปีที่แผ่ขยายปกคลุมยอดเขาหมื่นศาตรา แรงกดดันระดับขอบเขตเซียนแท้จริงแผ่พุ่งจากร่างระหงในอาภรณ์สีครามเข้มจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น แผ่นศิลาจารึกกฎสวรรค์ที่ตั้งตระหง่านมานับหมื่นปีสั่นสะเทือนครางฮือราวกับหวาดกลัวต่อจิตสังหารที่นางไม่เคยแสดงออกมาก่อนในรอบร้อยปี
เบื้องหน้าของนางคือบรรดาผู้วิอาวุโสและผู้คุมกฎแห่งหอคอยดารานับสิบชีวิต ทุกผู้คนต่างถือครองศัสตราวุธเรืองแสงเจิดจ้า ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความตกตะลึงและโกรธเกรี้ยว
"จื่อเวย! เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ!" เสียงตะคอกด้วยความเดือดดาลดังมาจากผู้อาวุโสสูงสุดไป๋หลิง ใบหน้าชราภาพบิดเบี้ยวด้วยความริษยาและแค้นเคือง "มู่หานผู้นี้คือศิษย์ทรยศ เป็นผู้สังหารผู้อำนวยการสำนัก และเหยียดย่ำกฎเหล็กของบรรพชน เจ้าซึ่งเป็นถึงผู้คุมกฎอันดับหนึ่ง ไฉนจึงกล้าหันคมดาบเข้าหาพวกเดียวกันเพื่อปกป้องมัน!"
มู่หานซึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องหลังนางด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสกระอักโลหิตสีดำออกมาคำโต ดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการผ่านศึกหนักเงยขึ้นมองแผ่นหลังอันบอบบางแต่ทว่ามั่นคงดั่งขุนเขาของสตรีผู้นั้น หัวใจที่ด้านชาและแข็งกระด้างดั่งเหล็กไหลของเขากลับสั่นไหวอย่างรุนแรง
"จื่อเวย... เจ้า..." มู่หานเอ่ยเสียงแหบพร่า พยายามจะพยุงร่างที่เต็มไปด้วยรอยกระบี่ของตนขึ้น "ข้าสมควรตาย... การล้างมลทินให้ตระกูลเป็นภาระของข้าผู้เดียว เหตุใดต้องเอาอนาคตพันปีของเจ้ามาแลกกับศิษย์นอกรีตเช่นข้า"
จื่อเวยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง นางเพียงแต่ปรายหางตาดุจหิมะไปเบื้องหน้า มือเรียวดั่งหยกขาวกุมด้ามกระบี่วิญญาณจันทรากระชับแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
"หุบปากเสีย มู่หาน" นางเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงด้วยความอ่อนโยนที่ประจักษ์ชัดเฉพาะกับเขา "เจ้าเคยบอกข้ามิใช่หรือว่า... วิถีกระบี่ที่แท้จริงคือการซื่อตรงต่อเสียงในหัวใจของตนเอง ข้าบำเพ็ญเพียรฝืนลิขิตฟ้าดินมาสามร้อยปี ท่องจำกฎระเบียบนับหมื่นข้อ จนเกือบจะลืมไปแล้วว่าหัวใจมนุษย์มันเต้นอย่างไร... จนกระทั่งเจ้าก้าวเข้ามาในหอคอยดาราแห่งนี้"
คำพูดของนางดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจของเหล่าผู้อาวุโส ทุกคนต่างสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตระหนก นี่คือการทรยศต่อสำนักอย่างแท้จริง!
"ดี! ดีเยี่ยม!" ผู้อาวุโสไป๋หลิงแค่นหัวเราะด้วยความเหี้ยมเกรียม พลังปราณระดับดาราประจันหน้าทะลักทะลายออกจากร่างจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดย่อม "ในเมื่อเซียนจื่อเวยลุ่มหลงในมารศาสนา จนยอมสละแม้กระทั่งตำแหน่งผู้คุมกฎ เช่นนั้นก็อย่าหาว่าพวกเราไร้ไมตรีจิต! กำจัดพวกมันทั้งคู่ร่วมกัน อย่าให้ผู้ใดรอดไปได้!"
สิ้นเสียงคำราม แสงสว่างเจิดจ้าจากอักขระเวทนับพันสายบนพื้นศิลาพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ก่อตัวเป็นค่ายกลกักขาลวงตาดาราดับสูญ แสงดาวสีม่วงเข้มร่วงหล่นจากนภากาศราวกระสุนธนูเพลิงนับหมื่นดอก พุ่งเข้าใส่จุดตายของคนทั้งสองโดยไม่เปิดโอกาสให้หายใจ
มู่หานคำรามในลำคอ ดวงตาดำสนิทเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ปราณกระบี่บรรพกาลระเบิดออกจากจุดตันtian (ตันเถียน) ผลักดันลมปราณที่เสียหายให้กลับมาหมุนวนอีกครั้ง แม้ร่างจะแตกสลายเขาก็ไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องนางเด็ดขาด มือขวาคว้าจับกระบี่บินขึ้นเตรียมจะพุ่งทะยานออกไป
ทว่า... เร็วกว่าที่มู่หานจะทันได้เคลื่อนไหว
เซียนจื่อเวยกลับก้าวออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ร่างระหงของนางเปล่งประกายแสงสีเงินเจิดจ้าดั่งดวงจันทร์เต็มดวงในคืนหิมะโปรยปราย นางสะบัดกระบี่จันทราในมือเป็นวงโค้งวาดภาพดาราศาสตร์อันลึกล้ำ ปราณกระบี่สายหนึ่งผสานกับกฎแห่งความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปแปดทิศแปดทาง
*ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!*
เสียงกระบี่กรีดผ่านอากาศดังระรัว พายุแสงดาวที่พุ่งเข้ามาถูกความเย็นเยือกของนางแช่แข็งกลางอากาศ ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีครามโปรยปรายลงมาดั่งหิมะโปรยในฤดูหนาว พลังปราณที่น่าสะพรึงกลัวของผู้อาวุโสไป๋หลิงสะท้อนกลับจนกระอักโลหิตถอยหลังไปสามก้าว
"วิชากระบี่จันทราไร้ลักษณ์ขั้นที่เก้า... จื่อเวย! เจ้าบรรถึงขั้นนี้แล้วหรือ!" ผู้อาวุโสไป๋หลิงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ขอบเขตพลังของนางก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปไกลโขแล้ว
"ข้าละทิ้งตำแหน่งผู้คุมกฎ ณ บัดนี้" เสียงหวานใสแต่เยียบเย็นก้องกังวานไปทั่วหุบเขา ชายเสื้ออาภรณ์สีครามของนางสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณ นางเอื้อมมือซ้ายไปกุมมือหยาบกร้านของมู่หานที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นอย่างมั่นคง สัมผัสอันอบอุ่นที่ถ่ายทอดผ่านฝ่ามือทำให้มู่หานถึงกับนิ่งงัน
"ไปกันเถอะ มู่หาน" นางหันกลับมาสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนริมฝีปากคู่นั้นงดงามยิ่งกว่าบุปผาใดๆ ในแดนเซียน และเย็นชากับโลกหล้าแต่มอบให้เขาเพียงผู้เดียว "ไม่ว่าหลุมอเวจีหรือทัณฑ์สวรรค์... ข้าจะเคียงข้างเจ้าสะบั้นมันให้สิ้นซาก"
ทว่า ในวินาทีที่ทั้งสองกำลังจะทะยานร่างฝ่าค่ายกลออกไปจากเขตหอคอยดารา ท้องนภากลับมืดครึ้มลงฉับพลัน เมฆสีดำสนิทม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่น สายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์ขนาดมหึมาฟาดผ่าลงมาตรงหน้าพวกเขาจนแผ่นดินแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
ร่างเงาอันเลือนรางแต่ทรงอำนาจจนแทบหยุดหายใจ ปรากฏขึ้นบนยอดเสาศิลาเบื้องบน ดวงตาสีทองคู่นั้นจ้องมองลงมาดั่งพระเจ้าพิพากษาโลกมนุษย์
"ทรยศสำนัก... หนีความผิด... เจ้าคิดว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่จนพวกเจ้าหลบพ้นเงื้อมมือของสำนักกระบี่ดาราฟ้าหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวานสั่นสะเทือนวิญญาณของผู้ฝึกตนทุกคนในรัศมีร้อยลี้ มู่หานและจื่อเวยต่างใบหน้าเปลี่ยนสีทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่เหนือกว่าขอบเขตเซียนแท้จริงไปอีกขั้น!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 26
การตัดสินใจของจื่อเวย
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!