ความเงียบงัน... ไม่ใช่ความว่างเปล่า หากแต่เป็นห้วงเวลาที่น้ำหนักของวิญญาณถูกชั่งตวงด้วยกาลเวลา
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าระยะห่างระหว่างดวงดาวบนฟากฟ้ากับผืนดินเบื้องล่างนั้นวัดด้วยสิ่งใด?"
สุ้มเสียงของเซียนจื่อเวยราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความอาลัยอาวรณ์ นางยืนอยู่ ณ ขอบเหวแห่งหอคอยดารา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมแห่งห้วงมิติที่พัดโชยจนพลิ้วไหวราวกับภาพวาดเซียน ทว่าแผ่นหลังที่หันให้มู่หานกลับสร้างกำแพงน้ำแข็งที่หนาเตอะจนแม้แต่ลมปราณอัคคีบรรพกาลก็มิอาจหลอมละลายได้
มู่หานยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อกระดูกขาวซีด ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของเหล็กกล้าที่ผ่านการอาบโลหิตมานับไม่ถ้วน ทว่าความเย็นจากตัวกระบี่ยังมิอาจเทียบเท่ากับความหนาวเหน็บที่กัดกินขั้วหัวใจในยามนี้
"ระยะห่างระหว่างเรา... มิได้วัดด้วยระยะทาง" มู่หานแค่นVยิ้มหยันให้กับโชคชะตา น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความทะนงตนตามวิสัยของจอมยุทธ์ผู้ไม่เคยจำนนต่อสวรรค์ "แต่มันวัดด้วยเส้นทางที่เราแต่ละคนเลือกจะเดิน เซียนจื่อเวย เจ้าเลือกที่จะเป็นผู้พิทักษ์กฎเกณฑ์อันไร้หัวใจของหอคอยดารา ส่วนข้า... เลือกที่จะใช้กระบี่ในมือสลายความอยุติธรรมทั้งหมดนี้"
"โง่เขลา..." นางเอ่ยเพียงคำเดียวแต่ทิ่มแทงลึกถึงก้นบึ้งวิญญาณ จื่อเวยค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาสีครามคู่สวยนั้นเย็นชาราวกับหิมะพันปี ภายในแววตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความโกรธเกรี้ยว หรือแม้แต่ความเสียใจ มีเพียงความจริงอันโหดร้ายที่นางตระหนักมาตลอด "เจ้ากับข้าอยู่คนละฟากฝั่งของกฎแห่งเต๋า เจ้าคือผู้ฝืนลิขิต ส่วนข้าคือผู้รักษาสมดุล ระยะห่างนี้มิใช่สิ่งที่เจ้าจะใช้ ‘กระบี่ไร้ลักษณ์’ ของเจ้าฟันฝ่าไปได้หรอก มู่หาน... ยิ่งเจ้าดิ้นรนเข้าใกล้ข้ามากเท่าใด ช่องว่างระหว่างเราก็ยิ่งกว้างใหญ่ขึ้นเท่านั้น"
คำพูดของนางราวกับคมมีดที่กรีดลงบนบาดแผลเก่า
มู่หานนิ่งงันไปชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับเข้ามาในห้วงความคิด วันแรกที่เขาก้าวเข้าสู่สำนักกระบี่ วันที่เขายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับนางภายใต้แสงจันทร์ และวันที่สายตาคู่นั้นเริ่มมีเงาของเขาสะท้อนอยู่ภายใน ทว่าบัดนี้... ระหว่างพวกเขากลับมี "ช่องว่างระหว่างสองโลก" ขวางกั้น โลกของเซียนผู้สูงส่งเหนือปุถุชน กับโลกของจอมยุทธ์เร่ร่อนผู้มีภาระแค้นล้างตระกูลค้ำคอ
"หากระยะห่างนั้นไม่มีวันบรรจบ..." มู่หานเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดวงดาวที่กำลังจะดับสลาย ออร่ากระบี่พวยพุ่งออกจากร่างจนมิติรอบตัวบิดเบี้ยว "ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้ผ่ามิติสวรรค์ สร้างหนทางใหม่ขึ้นมาด้วยสองมือของข้าเอง!"
*เปรี้ยง!*
คลื่นกระบี่ระเบิดออกอย่างไร้ทิศทาง พลังปราณระดับก่อเกิดเทพเซียนสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วอาณาบริเวณ แรงกดดันมหาศาลทำให้ห้วงอากาศรอบตัวหอคอยดาราแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ทว่า เซียนจื่อเวยมิได้ขยับเขยื้อn ร่างของนางยังคงสง่างามดั่งจันทราในคืนมืดมิด นิ้วเรียวดั่งหยกขาววาดผ่านอากาศเบาๆ เกิดเป็นค่ายกลดาราเจิดจรัสสกัดกั้นคลื่นกระบี่ของมู่หานเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย ราวกับกำแพงที่ไม่มีวันถูกทำลาย
"เจ้ายังอ่อนหัดนัก มู่หาน" เสียงของนางแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในจิตสำนึกของเขา "พลังของเจ้าในตอนนี้... แม้แต่จะแตะชายเสื้อของข้าก็ยังทำไม่ได้ อย่าว่าแต่จะท้าทายกฎของหอคอยดาราเลย"
ความพ่ายแพ้ทางจิตวิญญาณนี้รุนแรงยิ่งกว่าการบาดเจ็บทางร่างกาย มู่หานกระอักโลหิตออกมาคำโต ร่างกายเซถอยหลังไปสามก้าว ดวงตาสีดำสนิทมองภาพหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งรัก ทั้งแค้น ทั้งโหยหา และตระหนักถึงความจริงอันเจ็บปวด—เขายังอ่อนแอเกินไป
ในวินาทีที่ความสิ้นหวังเกือบจะกลืนกินสติของเขา ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือหอคอยดาราซึ่งควรจะมืดมิดกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง เสียงคำรามกึกก้องจากห้วงลึกของปฐพีดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับมีอสุรกายโบราณกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล
เซียนจื่อเวยที่เคยเยือกเย็นมาตลอด บัดนี้สีหน้าเปลี่ยนไปในทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"นั่นมัน... มารบรรพกาลจากแดนสนธยา!" จื่อเวยอุทานออกมาเบาๆ
มู่หานเช็ดเลือดที่มุมปาก ดวงตากลับมาคมกริบและดุดันขึ้นอีกครั้ง เขาหันไปมองทิศทางที่เกิดความปั่นป่วน ก่อนจะเหลือบมองหญิงสาวข้างกายที่บัดนี้เผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ร่วมกับเขา
ช่องว่างระหว่างสองโลกอันหนתวเหน็บยังคงอยู่... แต่ในวินาทีที่ความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า ดาบในมือของมู่หานกลับสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น
"ดูเหมือนว่าสวรรค์จะไม่ยอมให้เราพูดคุยกันให้จบสินะ" มู่หานแสยะยิ้ม กระบี่ในมือส่งเสียงคำรามกังวาน "เช่นนั้น... เรามาดูกันว่า มารบรรพกาลตนนั้น จะรับกระบี่ของข้าได้สักกี่กระบวนท่า!"
เขาก้าวเท้าทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเลือด ทิ้งให้เซียนจื่อเวยมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยแววตาที่ไหววับเป็นครั้งแรก ทว่า ในขณะที่มู่หานกำลังพุ่งทะยานเข้าหาภัยพิบัติเบื้องหน้า เงาร่างปริศนาสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากความมืดมิดด้านหลังของเซียนจื่อเวย พร้อมกับคมมีดสีดำสนิทที่จ่อเข้าที่ลำคอระหงของนางโดยไร้ซุ่มเสียง!
"องค์หญิงแห่งหอคอยดารา... ถึงเวลาชำระหนี้เลือดของสำนักมารทมิฬแล้ว!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 25
ช่องว่างระหว่างสองโลก
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!