"หากความทะนงตนคืออาภรณ์ที่เจ้าสวมใส่เพื่อปกปิดความหวาดกลัว... ป่านนี้กระบี่ในมือเจ้าคงผุกร่อนจนกลายเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่าไปนานแล้ว มู่หาน!"
สุ้มเสียงเยียบเย็นราวกับน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหมื่นปีดังขึ้น ทะลวงผ่านม่านหมอกแห่งจิตวิญญาณที่กำลังแตกสลาย เซียนจื่อเวยยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ชายอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงกดดันของลมปราณดาราที่แผ่ซ่าน ไร้ซึ่งความปรานี มีเพียงแววตาคู่คมที่ลุ่มลึกดั่งห้วงมหรรณพ ทอดมองบุรุษผู้คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง—มู่หาน ศิษย์ทรยศแห่งสำนักกระบี่ ผู้ซึ่งบัดนี้กระบี่บรรพกาลในมือสั่นเทิ้มจนแทบรักษาทรงไว้ไม่ได้
เลือดสีชาดไหลรินจากมุมปากของมู่หาน หยดลงสู่พื้นศิลาโบราณจนเกิดเสียงดัง 'ติ๋ง' สะท้อนก้องในความเงียบงัน บาดแผลภายในร่างกายจากการฝืนทะลวงด่านเซียนขั้นที่เจ็ดด้วยความดื้อรั้นกำลังย้อนกลับมาแผดเผาเส้น and โลหิตของเขา ความเจ็บปวดเสียดแทงถึงขั้วกระดูก แต่สิ่งที่เจ็บปวดิ่งลึกลงไปยิ่งกว่า คือความจริงที่ว่า... เขากำลังพ่ายแพ้
พ่ายแพ้ต่อวิถีกระบี่ของตนเอง
"เจ้าไม่เข้าใจ..." มู่หานเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายสั่นเทาด้วยแรงกดดันอันมหาศาล ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยความทะนงองอาจบิดเบี้ยวด้วยความอัดอั้น "ข้าคือผู้แบกรับมลทินของตระกูล... ข้าจะอ่อนแอไม่ได้ หากข้าก้มหัวให้โชคชะตา กระบี่ของข้าก็จะไร้ความหมาย!"
"โง่เขลา!" เซียนจื่อเวยตวาดกร้าว นัยน์ตาส่ำระริกด้วยความโกรธเกรี้ยวและ... ความห่วงใยที่นางพยายามซ่อนเร้นไว้ภายใต้หน้ากากแห่งผู้คุมกฎ นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว ทุกก้าวที่นางเหยียบลงไป พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าต่างแตกละเอียดเป็นผุยผงด้วยแรงกดดันแห่งดารา "เจ้าคิดว่าวิถีกระบี่แท้จริงคือการฝืนต้านฟ้าดินด้วยความดื้อดึงเช่นนั้นหรือ? มู่หาน... เจ้ามองไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของตัวเอง ปลายกระบี่ที่คมกริบที่สุด หาใช่กระบี่ที่แผดเผาตนเองจนมอดไหม้ แต่คือกระบี่ที่กล้าแม้กระทั่งยอมรับความแตกสลายของจิตวิญญาณ!"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของมู่หาน
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่รอบด้าน ชั่วขณะนั้น ลมหายใจของเขาสะดุด ภาพเหตุการณ์ในอดีตไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงนึก—วันที่ตระกูลถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ วันที่เขาต้องหลบหนีอย่างไร้ที่พึ่ง และวันที่เขาปฏิญาณตนต่อหน้าหลุมศพของบิดาว่าจะไม่มีวันหลั่งน้ำตาหรือแสดงความอ่อนแอให้ผู้ใดเห็น
เขาใช้ความแข็งกร้าวเป็นเกราะกำบัง ใช้ความทะนงตนเป็นลมปราณค้ำจุน
แต่ยิ่งเขาดื้อรั้นเท่าไหร่ กระบี่บรรพกาลก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้นเท่านั้น จนบัดนี้ มันกลายเป็นพันธนาการที่กดทับเขาให้จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด
*หรือว่า... ข้าผิดมาตลอด?*
มู่หานหลับตาลงช้าๆ ลมหายใจที่ติดขัดค่อยๆ ผ่อนลง ความดื้อดึงที่เคยค้ำจุนหัวใจเริ่มสั่นคลอน ยอมรับความจริงอันโหดร้าย—เขาเหนื่อยล้าเหลือเกิน เขากลัว ความตาย ความพ่ายแพ้ และการสูญเสียสิ่งสำคัญไปตลอดกาล ความกลัวที่เขาพยายามกดขี่ข่มเหงมันไว้ลึกที่สุด บัดนี้กำลังปะทุขึ้นมากลืนกินตัวตนของเขา
เมื่อความอ่อนแอถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไร้การป้องกัน ร่างกายของมู่หานก็ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ศีรษะก้มต่ำลง ไหล่กว้างสั่นสะท้อน
เซียนจื่อเวยหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา มือเรียวบางที่เคยถือครองกฎเกณฑ์แห่งหอคอยดาราค่อยๆ เอื้อมออกไป สัมผัสลงบนบ่าที่สั่นเทาของบุรุษผู้ทะนงตน ความเย็นชาในแววตานางละลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความอ่อนโยนล้ำลึกที่มอบให้แก่เขาเพียงผู้เดียว
"ร้องออกมาเถอะ..." น้ำเสียงของนางแผ่วเบา รา-กับสายลมที่พัดผ่านยอดหญ้า "การยอมรับว่าตนเองอ่อนแอ... ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการก้าวข้ามขีดจำกัดที่แท้จริง"
ในวินาทีนั้นเอง ที่จิตใจของมู่หานเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ปราณกระบี่ที่เคยพ-ลุ่งพล่านอย่างไร้ทิศทางและสร้างความเสียหายให้แก่ร่างกาย กลับค่อยๆ สงบลง รา-กับพายุร้ายที่สงบลงต่อหน้าผืนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
ความอ่อนแอไม่ใช่สิ่งน่าละอาย แต่มันคือส่วนหนึ่งของวัฏจักรแห่งเต๋า ฟ้าดินย่อมมีหยินและหยาง มนุษย์ย่อมมีแข็งและอ่อน หากมีเพียงความแข็งกร้าวโดยปราศจากความยืดหยุ่น ย่อมแตกหักได้ง่ายดายดั่งกิ่งไม้แห้ง
มู่หานลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายในแววตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความดื้อรั้นที่เต็มไปด้วยความแค้นอีกต่อไป แต่เป็นความสงบนิ่ง ลุ่มลึก และกระจ่างแจ้งดั่งผิวน้ำในคืนไร้จันทร์
เขายื่นมือออกไปกุมด้ามกระบี่บรรพกาลช้าๆ ครั้งนี้... น้ำหนักของมันเบาราวกับไร้น้ำหนัก แต่มันกลับเชื่อมโยงกับชีพจรและจิตวิญญาณของเขาอย่างแนบแน่น เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ
นี่คือ... 'กระบี่ไร้ลักษณ์' ที่แท้จริง!
พลังปราณสีทองอร่ามระคนกับแสงจันทร์สีครามระเบิดออกจากร่างของมู่หาน แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างจนม่านหมอกรอบหอคอยดาราแตกกระจาย ท้องนภายามราตรีที่เคยปลอดโปร่ง กลับปรากฏกลุ่มเมฆสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าสวรรค์ที่สะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งสามภพ!
ทัณฑ์สวรรค์กำลังจะมาเยือน!
เซียนจื่อเวยถอยหลังไปครึ่งก้าว นัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง นางมองบุรุษผู้ยืนขึ้นช้าๆ เบื้องหน้านาง พลังที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นเหนือล้ำกว่าขอบเขตเซียนขั้นที่เจ็ดไปไกลลิบลิ้ว มันคือพลังแห่งการตื่นรู้ที่แม้แต่ผู้เฒ่าสูงสุดในหอคอยดารายังต้องหวั่นเกรง
มู่หานเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่กำลังคำรามด้วยสายתมที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว เขากำลังจะก้าวข้ามผ่านอุปสรรคที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตการบำเพ็ญเพียร
ทว่า... ในวินาทีที่สายฟ้าสายแรกผ่าลงมาจากสรวงสวรรค์ แสงวาบนั้นก็สะท้อนให้เห็นร่างของใครบางคนยืนอยู่บนยอดผาสูงชันเบื้องหลังเซียนจื่อเวย—เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากรูปอสูรยิ้มเยาะ และในมือของมัน... กำลังถือกระบี่เล่มหนึ่งที่ส่งกลิ่นอายคุ้นเคยอย่างยิ่งยวด กระบี่ที่เป็นชนวนเหตุแห่งการล่มสลายของตระกูลมู่!
มู่หานชะงักค้าง ปลายกระบี่ในมือสั่นระริกทันทีที่สายตาสบเข้ากับเงาร่างนั้น
"เจ้า..." มู่หานเค้นเสียงคำรามด้วยความเคียดแค้นที่เพิ่งถูกปลุกเร้าขึ้นมาใหม่
เงาร่างปริศนาหัวเราะร่า เสียงหัวเราะดังก้องแข่งกับเสียงสายฟ้า ก่อนที่มันจะยกกระบี่ในมือขึ้นชี้ตรงมาที่หัวใจของเซียนจื่อเวยที่ยืนอยู่เบื้องหน้ามู่หาน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 12
สัจธรรมกระบี่ไร้ลักษณ์
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!