กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 11

ลมหายใจของขุนเขา

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
ความเงียบงันภายในถ้ำลับแลแห่งนี้... มิใช่ความว่างเปล่าอันไร้ชีวิต หากแต่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันจากมวลพลังปราณอัคคีและเหมันต์ที่กำลังกิเลนประจันหน้ากันอย่างดุเดือด "เจ้ายังดื้อรั้นเดินลมปราณสวนทางกับจุดชีพจรหลักเช่นนั้น... ร่างกายนี้คงไม่อยากเก็บรักษาไว้แล้วกระมัง" น้ำเสียงเรียบเฉยราวน้ำแข็งพันปีดังขึ้น ทำลายความวังเวง ทว่าแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ถูกซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน เซียนจื่อเวยปรือตาขึ้นช้าๆ ภายในความสลัวของถ้ำ ดวงตาคู่นั้นงดงามราวกับดาราในห้วงมหาสมุทร ทว่ากลับเยียบเย็นจนน่าพรั่นพรึง ร่างระหงของนางอยู่ในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาหยก เบื้องหน้าของนางคือมู่หาน ชายหนุ่มผู้มีรอยแผลเป็นจางๆ พาดผ่านสันดั้ง ทรวงอกของเขาเคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นจังหวะตามวิถีแห่ง "ลมหายใจของขุนเขา" เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ก่อนจะระเหยกลายเป็นไอสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่เพดานถ้ำ ทะลวงผ่านแนวหินแกร่งดั่งภูตผีคำราม มู่หานลืมตาขึ้น ชั่วพริบตาที่นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนภาพของหญิงสาว ประกายกระบี่อันคมกริบก็พาดผ่านราวกับสายฟ้าแลบในคืนเดือนมืด "หากไม่เดินลมปราณสุดโต่งเช่นนี้... แล้วข้าจะเอาปัญญาที่ไหนไปทลายค่ายกลกระบี่เก้าชั้นฟ้าของสำนักมารโลหิตได้เล่า" มู่หานแค่น A เสียงทุ้มต่ำอย่างเย่อหยิ่ง ทว่าริมฝีปากกลับยกยิ้มหยัน "คุณหนูเซียน... ตัวท่านเองก็กำลังฝืนทนรับไอเย็นจากทัณฑ์สวรรค์มิใช่หรือ ไฉนจึงมีแก่ใจมาห่วง1ิสัยดื้อรั้นของคนเช่นข้า" จื่อเวยขมวดคิ้วเรียวงามเล็กน้อย นางแค่นเสียงทางจมูกเบาๆ "หึ... ข้าเพียงแต่เกรงว่า หากเจ้าตายตกไปก่อนจะล้างมลทินให้ตระกูลได้ หนี้ที่เจ้าติดค้างข้าในหอคอยดาราคงไม่มีวันได้รับการสะสาง" แม้คำพูดจะเชือดเฉือน แต่มือเรียวบางดั่งหยกขาวของนางกลับสะบัดออกเบาๆ ไอระเหยสีครามบริสุทธิ์พวยพุ่งออกจากฝ่ามือ ประสานเข้ากับกระแสลมปราณสีทองแดงที่แผ่ออกมาจากร่างของมู่หานทันที *ตูม!* เสียงระเบิดอัดแน่นในอากาศดังขึ้นเบาๆ แต่รุนแรงถึงรากเหง้าวิญญาณ เมื่อพลังหยินและหยาง โคจรมาบรรจบกัน ณ จุดศูนย์กลางของถ้ำลับ แรงกดดันมหาศาลแผ่ขยายออกไปรอบด้าน จนหินงอกหินย้อยรอบผนังถ้ำสั่นสะเทือนร่วงหล่นลงมาเป็นฝุ่นผง นี่คือการบำเพ็ญเพียรคู่... วิถีแห่งเซียนที่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงอันใหญ่หลวง หากจิตใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดความลังเล หรือลมปราณเกิดความแปรปรวน ทั้งสองจะถูกพลังย้อนกลับแผดเผาจนกลายเป็นจุลภายในพริบตาเดียว มู่หานหลับตาลงอีกครั้ง ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมด ดึงสติเข้าสู่ห้วงลึกแห่งเต๋า เขารับรู้ได้ถึงความอบอุ่นเย็นเยียบที่แผ่ซ่านเข้ามาในเส้น ชีพจรของตนเอง ความเย็นจากปราณจันทราของจื่อเวยเปรียบเสมือนสายน้ำบริสุทธิ์ที่คอยชำระล้างพิษโลหิตมารที่ตกค้างอยู่ในร่างของเขามานานนับปี ขณะเดียวกัน ปราณกระบี่อันร้อนแรงดุจสุริยันของเขาก็ช่วยหลอมละลายน้ำแข็งพันปีในตัน티ียน (จุดกักเก็บพลังปราณ) ของนาง ช่วยปลดปล่อยนางจากพันธนาการแห่งคัมภีร์ดาราที่คอยกัดกินวิญญาณทุกครั้งยามพระจันทร์เต็มดวง บรรยากาศภายในถ้ำเริ่มสงบลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันอย่างเป็นจังหวะ ราวกับเสียงดนตรีจากสรวงสวรรค์ เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ จื่อเวยลืมตาขึ้นช้าๆ เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผมของนาง ทำให้ภาพลักษณ์ที่เคยเยชาและสูงส่งดูเปราะบางและงดงามจนน่าใจหาย นางมองชายหนุ่มที่ยังคงนั่งหลับตาพริ้ม ร่างกายของเขากำลังเปล่งแสงเรืองรองสีทองอร่าม *ทะลวงแล้ว...* นางคิดในใจอย่างตื่นตระหนกเล็กน้อย มู่หานกำลังก้าวข้ามขอบเขตหลอมรวมวิญญาณ สู่ขอบเขตราชันย์กระบี่ขั้นที่สาม! ความเร็วในการบรรลุวิชาของชายผู้นี้ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว เขาไม่มีสำนัก ไม่มีทรัพยากรระดับสูงสนับสนุน มีเพียงแค่หัวใจที่เต็มไปด้วยความแค้นและวิถีกระบี่ที่ไร้ระเบียบในมือ ทว่ากลับสามารถก้าวเดินเร็วยิ่งกว่าอัจฉริยะจากตระกูลใหญ่ที่มีเม็ดยาสวรรค์คอยหนุนหลัง ทันใดนั้นเอง มู่หานก็ลืมตาขึ้น! ประกายแสงสีทองพุ่งวาบออกจากนัยน์ตาทั้งสองข้าง ทะลุทะลวงเพดานถ้ำขึ้นไปบนท้องฟ้าภายนอกราวกับลำแสงแห่งศาสตราวุธ สายลมรอบตัวหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ดาบยาวที่วางอยู่ข้างกายสั่นสะเทือนส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความตื่นเต้น มู่หานพ่นลมหายใจยาวเหยียด ไอสีเทาปนดำถูกขับออกมาจนหมดสิ้น ร่างกายของเขาในยามนี้เปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว กล้ามเนื้อทุกมัดอัดแน่นด้วยพละกำลังที่สามารถพลิกผันภูเขาได้ด้วยมือเปล่า "สำเร็จแล้ว..." มุมปากของมู่หานหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขาก้มมองมือของตนเอง ก่อนจะหันไปสบตาร่างระหงที่นั่งอยู่ตรงข้าม "ขอบคุณท่าน... เซียนจื่อเวย หากไม่มีปราณจันทราของท่านช่วยกดดันพิษมาร วันนี้ข้าคงกลายเป็นธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้ว" จื่อเวยเบือนหน้าหนีเล็กน้อย นางซ่อนประกายความอ่อนโยนไว้ภายใต้ความเย็นชาตามเคย "อย่าสำคัญตัวผิดไป มู่หาน ข้าเพียงทำตามข้อตกลง... อีกอย่าง ร่างกายนี้เป็นของข้า หนี้ชีวิตของเจ้ายังมีอยู่อีกมาก" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าใบหูขาวเนียนทั้งสองข้างกลับขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย ซึ่งต่อให้ดวงตาของมู่หานจะคมกริบเพียงใด เขาก็เลือกที่จะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เพื่อรักษาสภาพหน้าตาอันหยิ่งทะนงของหญิงสาวผู้นี้ไว้ ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง ทันใดนั้นเอง... *เปรี้ยง!* เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องจากท้องฟ้าภายนอก โดยไม่มีเค้าลางของเมฆฝนแม้แต่น้อย มันคือสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์! แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาบนยอดเขา จนหินผารอบด้านแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ มู่หานและจื่อเวยเปลี่ยนสีหน้าไปพร้อมกัน พลังปราณทั่วร่างดีดตัวตื่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ "ไม่ใช่ทัณฑ์สวรรค์จากการเลื่อนขั้นของข้า..." มู่หานขมวดคิ้วแน่น ดวงตาสาดประกายความเย็นเยียบ พลางเงยหน้ามองทะลุผนังถ้ำขึ้นไปบนท้องฟ้า จื่อเวยลุกขึ้นยืนช้าๆ กระบี่ดาราในมือสั่นระริก นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวที่กำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา "พวกมันตามมาเจอแล้ว..." นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าจริงจังถึงขีดสุด "ค่ายกลสะกดวิญญาณ... เป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอคอยดารา และ... ผู้นำตระกูลมารโลหิต พวกมันร่วมมือกัน!" ยังไม่ทันที่มู่หานจะได้เอ่ยคำใด ผนังหินด้านหน้าถ้ำก็ระเบิดออกเป็นจุล! เศษหินนับไม่ถ้วนกระจายไปทั่วทิศทาง พร้อมกับร่างของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ที่ก้าวเท้าเหยียบอากาศลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า ดวงตาของมันแดงก่ำราวกับโลหิต และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... บนหน้าอกของมันปักไว้ด้วยป้ายคำสั่งสีทองของสำนักกระบี่ที่มู่หานเคยสังกัด! "ศิษย์พี่ทรยศ... เจ้าซ่อนตัวอยู่ที่นี่นี่เอง" เสียงแหบพร่าราวนกแสกดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ท่านเจ้าสำนักส่งพวกเรามา... เพื่อนำศีรษะของเจ้า และ... พาตัวคุณหนูเซียนกลับไปรับโทษทัณฑ์สถานเบื้องสูง!" มู่หานแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและจิตสังหารที่พวยพุ่งจนถึงขีดสุด เขาเอื้อมมือไปควักด้ามกระบี่ข้างกายขึ้นมา ชักมันออกจากฝักช้าๆ เสียงคมดาบเสียดสีกับฝักดัง *กริ๊ง* กังวานบาดแก้วหู ราวกับเสียงคำรามของพญามารที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล "อยากได้ศีรษะของข้า..." มู่หานก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ปราณกระบี่ราชันย์แผ่ขยายออกปกคลุมร่างของจื่อเวยไว้เบื้องหลัง ดวงตาคมกราบจ้องมองผู้มาเยือนอย่างไม่เกรงกลัว "พวกมันต้องถามกระบี่ในมือข้าเสียก่อน ว่ายินยอมหรือไม่!" --- ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%