กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 4

ปะทะครั้งแรก

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
เสียงกัมปนาทสะท้านแผ่นดินยังไม่ทันจางหาย กลิ่นอายโลหิตก็คละคลุ้งตลบอบอวลอยู่เบื้องหน้า บนลานประลองหินผาสีชาด ณ ยอดเขาเทียนซาน ยามนี้ไร้ซึ่งเสียงลมหายใจของผู้คน มีเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านกดทับหัวใจของเหล่ามือกระบี่นับร้อยจากสำนักใหญ่ “แค่ก… เป็นไปได้อย่างไร… วิชาปราณกระบี่ของเจ้า… ไร้ซึ่งร่องรอยเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน!” เสียงกระอักเลือดของ ‘ไป๋ซาน’ ผู้อาวุโสลำดับสามแห่งสำนักกระบี่เมฆาผันแปร ดังขึ้นทำลายความเงียบ ร่างของเขาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นหิน แขนเสื้อข้างขวาขาดวิ่นจนเผยให้เห็นรอยกระบี่ลึกเฉียบขาดที่พาดผ่านหัวไหล่ เลือดสดๆ หลั่งรินหยดลงกระทบพื้นศิลาจนเกิดเสียงดังกังวาน ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าบาดแผลภายนอก คือจิตวิญญาณกระบี่ภายในตันtianของเขาที่บัดนี้แตกสลายราวกับกระจกถูกทุบด้วยค้อนเหล็ก มู่หานยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ร่างกายของเขายังคงสวมชุดคลุมสีดำสนิทที่สะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณอันเบาบาง ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงดาราจักรที่ไร้ก้นบึ้ง มือขวาของเขายังคงไขว้หลัง นิ้วเรียวยาวไม่ได้แตะต้องด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าการเอาชนะยอดฝีมือผู้บรรลุขอบเขตแดนหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ในวันนี้ เป็นเพียงการปัดฝุ่นออกจากบ่าอย่างไรอย่างนั้น “วิชากระบี่ของสำนักกระบี่เมฆา… แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงระเบียบข้อบังคับที่ไร้จิตวิญญาณ ยึดติดกับรูปแบบจนลืมแกแท้แห่งเต๋า” น้ำเสียงของมู่หานราบเรียบ ทว่าก้องกังวานเสียดแทงจิตใจของทุกคนที่ได้ยิน มันไม่ใช่ความเย่อหยิ่งจองหอง หากแต่เป็นความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่ผู้ฝึกตนก้าวไปไม่ถึงไม่มีวันเข้าใจ “บังอาจ! มู่หาน เจ้าศิษย์ทรยศ กล้าดียังไงมาลบหลู่เคล็ดวิชาบรรพบุรุษ!” เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวจากเหล่าศิษย์สายในดังระงมขึ้นรอบด้าน กระบี่นับร้อยเล่มถูกชักออกจากฝักพร้อมกันจนเกิดเสียงเสียดสีของคมเหล็กแหลมคมเสียดแทงโสตประสาท เจตంట์ฆ่าฟันแผ่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาจนเมฆหมอกสีเทากระเจิง ทว่า มู่หานมิได้แม้แต่จะชายตามองฝูงชนที่กำลังเดือดดาลเหล่านั้น สายตาของเขาทอดมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องบน ที่ซึ่งเงาร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะกำลังล่องลอยลงมาจากยอดหอคอยดารา เซียนจื่อเวย… นางคือผู้คุมกฎแห่งหอคอยดารา ผู้ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาไร้หัวใจ ใบหน้างามล้ำเลิศประดุจเทพธิดาน้ำแข็งสลักเสลา ปราศจากความรู้สึกยินดียินร้ายใดๆ ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันเล็กน้อย นัยน์ตาสง่างามคู่นั้นจ้องมองมู่หานด้วยประกายซับซ้อนที่แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่อาจล่วงรู้ “มู่หาน เจ้าใช้เคล็ดวิชาใด… ทำไมข้าจึงมองไม่เห็นแม้แต่เงาของกระบี่ที่เจ้าใช้ปลิดชีพค่ายกลเมื่อครู่” สุ้มเสียงของเซียนจื่อเวยเยือกเย็นและก้องกังวาน นางก้าวลงมายืนอยู่บนยอดผา ห่างจากมู่หานเพียงสามก้าว กลิ่นอายความเย็นเยือกของหอคอยดาราแผ่ขยายออกไปจนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้ารอบตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา มู่หานแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อชะตากรรม “เซียนจื่อเวย เจ้าคุมกฎแห่งดารา มองฟ้าดินมานับร้อยปี เหตุใดจึงยังไม่เข้าใจสัจธรรมข้อนี้เล่า? กระบี่ที่แท้จริง… ไร้ลักษณ์ ไร้ร่องรอย ไร้รูปแบบ ดั่งเช่นสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ มันพัดผ่านไปแล้วเหตุใดต้องทิ้งรอยแผลไว้ให้ผู้คนจดจำ?” “ไร้ลักษณ์…” นางทวนคำนี้เบาๆ ในลำคอ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย หัวใจที่เคยสงบนิ่งดั่งน้ำในบึงลึกมาตลอดหลายร้อยปี บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับถูกโยนก้อนหินลงไป ภาพการเคลื่อนไหวเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในหัวของนางอีกครั้ง—มู่หานไม่ได้ชักกระบี่ เขาเพียงแค่ขยับปลายนิ้ววาดผ่านอากาศเบื้องหน้าตามสัญชาตญาณ ทว่ากระแสลมปราณธรรมชาติกลับถูกบีบอัดจนกลายเป็นคมกระบี่ที่เฉียบคมที่สุดในใต้หล้า ทะลวงผ่านค่ายกลผสานวิญญาณอันแข็งแกร่งของสำนักกระบี่เมฆาได้ภายในพริบตาเดียว! นี่ไม่ใช่พลังยุทธ์ที่มนุษย์ทั่วไปจะบรรลุได้… แต่มันคือการผสานตนเองเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าแห่งฟ้าดิน! “เพ้อเจ้อ!” ผู้อาวุโสไป๋ซานที่ยังคงคุกเข่าอยู่กัดฟันกรอดด้วยความแค้น ดวงตาแดงก่ำด้วยเส้นเลือด “ต่อให้วิชาของเจ้าจะลึกล้ำเพียงใด แต่วันนี้เจ้าบุกรุกสำนัก สังหารศิษย์ร่วมสำนัก และหยามเกียรติบรรพจารย์ ต่อให้หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว สำนักกระบี่เมฆาและพันธมิตรหกสำนักใหญ่ก็ไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่!” มู่หานหันกลับไปมองผู้อาวุโสไป๋ซานช้าๆ แววตาที่ทอดมองนั้นไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความเวทนาและว่างเปล่า “เกียรติหรือ? บรรพจารย์หรือ?” มู่หานแค่นหัวเราะเสียงต่ำ “ในวันที่ตระกูลมู่ของข้าถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ และถูกสังหารล้างบางถึงเจ็ดร้อยชีวิตโดยฝีมือของคนที่พวกเจ้าเรียกว่า ‘ผู้อุปถัมภ์คุณธรรม’ สำนักกระบี่เมฆาอยู่ที่ไหน? ความยุติธรรมที่พวกเจ้าพร่ำสอนกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มันซ่อนอยู่ใต้รอยเท้าของสุนัขตัวไหนกันแน่!” สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบลานประลองก็พลันตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์หลายคนหลบสายตาโดยอัตโนมัติ ความลับสีเทาในอดีตที่ถูกฝังกลบไว้ภายใต้ชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของสำนัก กำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานต่อหน้าธารกำนัล เซียนจื่อเวยมองแผ่นหลังที่ดูกำยำและโดดเดี่ยวของชายหนุ่ม นางเห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย่อหยิ่งทระนงนั้น ความรู้สึกบางอย่างที่นางไม่เคยรู้จัก—ความรู้สึกที่อยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสหัวไหล่ของเขาเพื่อแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้ง—พลุ่งพล่านขึ้นมาในอกอย่างห้ามไม่อยู่ แต่นางคือผู้คุมกฎแห่งหอคอยดารา หน้าที่และกฎเกณฑ์ค้ำคอให้นางต้องยืนอยู่คนละฝั่งกับเขา “มู่หาน…” เซียนจื่อเวยเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย “หยุดมือเสียเถอะ ทางที่เจ้ากำลังเดินอยู่นี้ไม่มีจุดสิ้นสุด มีเพียงความตายและทัณฑ์สวรรค์รออยู่ กลับไปรับโทษทัณฑ์ที่หอคอยดาราพร้อมกับข้า… ข้าจะคุ้มครองชีวิตเจ้าเอง” มู่หานหันกลับมาสบตากับนาง ดวงตากลมโตคู่สวยที่เย็นชาดั่งน้ำแข็งของเซียนจื่อเวยในยามนี้สะท้อนเงาร่างของเขาไว้อย่างชัดเจน รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม “คุ้มครองข้าอย่างนั้นหรือ?” มู่หานก้าวเข้าไปใกล้เซียนจื่อเวยทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษอันเข้มข้นและพลังปราณบริสุทธิ์แผ่ซ่านเข้าปกคลุมร่างของนาง จนทำให้หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะ “เซียนจื่อเวย… ตัวเจ้าเองยังไม่สามารถปลดปล่อยหัวใจของตนเองให้เป็นอิสระจากพันธนาการแห่งหอคอยดาราได้ แล้วเอาอะไรมาพูดว่าจะคุ้มครองข้า?” นางชะงักฝีถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ความเยือกเย็นที่สั่งสมมานับร้อยปีถูกสายตาคู่นั้นละลายจนแทบไม่เหลือซอฟต์แวร์ป้องกัน “เจ้า…!” “จำไว้…” มู่หานโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างใบหูของนาง เสียงทุ้มนุ่มลึกนั้นแฝงไปด้วยพลังสะกดจิตวิญญาณ “กระบี่ในมือข้า ไม่เคยยอมจำนนต่อฟ้าดิน แล้วนับประสาอะไรกับกฎเกณฑ์จอมปลอมของพวกเจ้า ถ้าอยากให้ข้าหยุด… เจ้าก็ต้องเอาชนะใจข้าด้วยกระบี่ของตัวเจ้าเอง ไม่ใช่ด้วยคำพูด!” ทันใดนั้นเอง ก่อนที่เซียนจื่อเวยจะได้เอ่ยสิ่งใดตอบโต้ ท้องนิ่นเบื้องบนที่เคยมีเมฆหมอกสีเทากลับระเบิดเสียงคำรามกึกก้องดั่งอัสนีบาต! *เปรี้ยง—!* สายฟ้าสีทองเส้นมหึมาผ่าแหวกเมฆลงมาตรงใจกลางลานประลอง แรงกดดันระดับมหาศาลแผ่พุ่งลงมาจากเบื้องบนจนพื้นหินแกรนิตแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ท่ามกลางแสงสว่างจ้าของสายฟ้า เงาร่างลึกลับสามร่างในชุดคลุมสีทองอร่าม ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ซุ่มเสียง พร้อมกับกลิ่นอายพลังระดับ ‘ราชันย์เซียน’ ที่กดทับให้ทุกคนต้องคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว! “ฮ่าๆๆๆ! มู่หาน ในที่สุดเจ้าก็โผล่หัวออกมา เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการล้างแค้นของเจ้าจะทำสำเร็จโดยไม่มีใครขัดขวาง?” เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องมาจากผู้นำเงาร่างทองคำ พร้อมกับกระบี่โบราณเล่มหนึ่งที่ถูกชักออกจากฝัก เปล่งประกายแสงสีเลือดปกคลุมไปทั่วทั้งยอดเขาเทียนซาน! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%