โลหิตสีดำสนิทหยดลงกระทบพื้นศิลาโบราณ เสียงดังเปาะแปะคล้ายระฆังแห่งความตายที่กำลังเคาะเรียกวิญญาณ
เบื้องหน้าของมู่หานคือเงาร่างมหึมาของอสูรโลกันต์บรรพกาล มันแผ่ไอสังหารสีชาดพวยพุ่งเสียดฟ้า แรงกดดันจากขอบเขตวิญญาณเพลิงกาฬแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก ทว่าชายหนุ่มหาได้ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว นัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่สะท้อนภาพอสูรร้ายโดยปราศจากความหวาดหวั่น
"มู่หาน... เจ้ายังดื้อรั้นเช่นเดิม"
เสียงหวานกังสดาลดั่งระฆังแก้ว ทว่าเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งพันปีดังขึ้นเหนือศีรษะ เซียนจื่อเวยในชุดอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ปักลายดาราห้าแถว ลอยตัวอยู่ท่ามกลางม่านหมอกปราณจันทรา นางกุมกระบี่เซียนกระบี่ดาราไว้มั่น ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนหยาดน้ำค้างกลางอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีเงินยวง นางมองชายหนุ่มที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่เบื้องล่าง แววตาที่เคยไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับไหววูบด้วยความห่วงใยที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชา
"ข้าบอกแล้วว่าวิถีกระบี่ของข้า... ไม่เคยเดินตามรอยใคร แม้กระทั่งลิขิตฟ้า" มู่หานกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง มือขวา
กระชับด้ามกระบี่บรรพกาลแน่น ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกรอบกายจนเสื้อผ้าสะบัดพริ้ว
อสูรโลกันต์ส่งเสียงคำรามก้องสะท้านปฐพี มันไม่รอให้มดปลวกทั้งสองตกลงกันได้ กรงเล็บมหมหึมาที่เคลือบด้วยเปลวเพลิงสีนิลตะปบลงมาตรงหน้า ราวกับภูเขาถล่มทลายลงมาเบื้องหน้า
"ระวัง!" จื่อเวยอุทานเบาๆ ร่างระหงพุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศดั่งหงส์เหิร นางร่ายรำกระบี่จันทราเย็นเยียบ ประกายแสงสีเงินสาดส่องตัดผ่านความมืดมิด กลายเป็นค่ายกลดาราเจ็ดดวงพุ่งเข้าขัดขวางกรงเล็บอสูร
*เปรี้ยง!*
แรงปะทะสะท้านสะเทือนไปทั่วหุบผาอสูร ปราณจันทราและปราณเพลิงกาฬเข้าห้ำหั่นกันจนเกิดประกายไฟสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า จื่อเวยกระอักโลหิตออกมาคำโต ร่างบางเซถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าซีดเซียวลงถนัดตา พลังของอสูรบรรพกาลตนนี้เกินกว่าที่ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณจะรับมือไหวโดยลำพัง
อสูรโลกันต์อ้าปากคำรามเตรียมพ่นลำแสงเพลิงทมิฬเผาลาญร่างของนางให้เป็นจุล!
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง มู่หานพุ่งทะยานเข้ามาขวางเบื้องหน้า ร่างของเขายืนตระหง่านดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความกลัว เกราะปราณกระบี่ห่อหุ้มกายจนแทบมองไม่เห็นตัวตน
"จื่อเวย... เชื่อใจข้า"
คำพูดสั้นๆ แต่หนักแน่นดั่งคำประกาศิต ทำให้หัวใจที่ด้านชามานับร้อยปีของนางกระตุกวูบ นางประสานสายตากับเขาเพียงเสี้ยวพริบตา ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเด็ดเดี่ยว
นี่คือการประสานท่าไม้ตายที่ไม่มีในตำราสำนักใดในยุทธภพ เป็นการหลอมรวมระหว่าง "วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์" ที่แปรเปลี่ยนตามธรรมชาติ และ "เพลงกระบี่จันทราดับดารา" ที่เยือกเย็นและแม่นยำดั่งดวงดาวบนฟากฟ้า
มู่หานหลับตาลง ชั่วลมหายใจเข้าออก ปรัชญาเต่ารอบตัวหลั่งไหลเข้าสู่ตัน田 (ตันเถียน) กระบี่บรรพกาลในมือสั่นระริกเสียงดังหวีดหวิว มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องของโลหะ แต่เป็นเสียงของลมหายใจแห่งป่าเขา สายน้ำ และผืนดินที่ประสานเป็นหนึ่งเดียว
*เปิดออก... กระบี่แรกกลืนฟ้าดิน!*
เขาลืมตาขึ้น ประกายตาดั่งสายฟ้าฟาดฟ่าผ่านความมืด มู่หานสะบั้นกระบี่ออกไปเบาๆ ทว่ากลับสร้างคลื่นกระบี่มหึมาที่กลืนกินแสงสว่างทั้งหมดรอบตัว มันคือความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้คืนสู่จุดเริ่มต้น
ในขณะเดียวกัน จื่อเวยเบิกตากว้าง นางรวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้ายสะบั้นกระบี่จันทราตามหลังคลื่นกระบี่ของมู่หานไปติดๆ แสงจันทร์สีเงินบริสุทธิ์หลอมรวมเข้ากับความว่างเปล่าของมู่หาน เกิดเป็นปรากฏการณ์ "จันทรากลืนอสูร ดาราดับสลาย"
*บูมมมมมมม!*
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม ปราณกระบี่ประสานอันทรงพลังพุ่งทะลวงผ่านร่างของอสูรโลกันต์บรรพกาลในพริบตา เวลาคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ร่างมหึมาของอสูรร้ายแข็งค้าง ดวงตาสีแดงฉานเบิกกว้างก่อนจะปรากฏรอยร้าวสีขาวนับพันสายบนผิวหนัง
*เพล้ง!*
ร่างของอสูรโลกันต์แตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีดำปลิวหายไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
มู่หานทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น กระบี่ในมือปักยันร่างเอาไว้ หายใจหอบถี่ โลหิตสีแดงฉานไหลซึมออกจากมุมปาก ลมปราณในร่างปั่นป่วนจนแทบควบคุมไม่ได้ การฝืนประสานท่าไม้ตายข้ามขอบเขตนั้นสร้างภาระให้ร่างกายอย่างมหาศาล
จื่อเวยรีบพุ่งเข้ามาประคองร่างของเขา นางใช้มือเรียอบางถ่ายเทลมปราณจันทราอันบริสุทธิ์เข้าสู่แผ่นหลังของชายหนุ่มเพื่อช่วยโคจรพลังรักษาอาการบาดเจ็บ กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวปะทะเข้ากับนาสิก แต่มู่หานกลับสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาเล็กน้อยจากเรียวมือของนาง
"เจ้า... โง่เขลายิ่งนัก" จื่อเวยเอ่ยเสียงสั่น ขอบตางามแดงก่ำ หยาดน้ำใสคลอหน่วยแต่ไม่ยอมร่วงหล่น นางไม่เคยหวาดกลัวความตาย แต่วินาทีที่เห็นเขายืนรับการโจมตีแทนเมื่อครู่ หัวใจของนางกลับเจ็บปวดร้าวรานยิ่งกว่าถูกกระบี่นับพันเล่มแทงทะลุ
มู่หานเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มบางเบา แม้ใบซีดเซียวแต่แววตายังคงความทะนงตนเอาไว้ครบถ้วน "หากข้าไม่ทำเช่นนั้น... ใครจะดูแลเซียนผู้เยือกเย็นที่สุดในยุทธภพเล่า"
ใบหน้าของจื่อเวยขึ้นสีแดงเรื่ออย่างเห็นได้ชัดในความมืด นางเม้มริมฝีปากแน่น กำ1 หมัดน้อยๆ ทุบลงบนอกเขาเบาๆ ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้เอื้อMวาจาใดต่อกัน บรรยากาศรอบกายก็พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ท้องนภาราตรีที่ควรจะสงบ กลับปรากฏเมฆทมิฬหนาทึบก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับปีศาจกลืนกินแสงดาว สายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์ขนาดมหึมาฟาดผ่าลงมาตรงหน้าพวกเขา แรงกดดันระดับทัณฑ์สวรรค์กดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างลั่นกรอบ
ไม่เพียงเท่านั้น... บนยอดผาสูงชันเบื้องหน้า เงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีทองปักลายมังกรห้ากรงเล็บ ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกของมิติ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นที่ดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา
"ช่างเป็นคู่รักที่น่าประทับใจเสียจริง... แต่น่าเสียดาย ที่วันนี้จะเป็นวันตายของพวกเจ้าทั้งคู่ และสมบัติบรรพกาลจะต้องตกเป็นของสำนักกระบี่สวรรค์!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 15
เพลงกระบี่พิฆาตอสูร
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!