หยดโลหิตสีแดงฉานหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายคมกระบี่ไร้ลักษณ์ กระทบลงบนพื้นศิลาโบราณจนเกิดเสียงก้องกังวานดั่งระฆังโลหิต ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวภายในซากปรักหักพังแห่งวิหารดารา ร่างของมู่หานยืนตระหง่านนิ่งงัน แผ่นหลังเหยียดตรงดั่งเสาหค้ำฟ้า แม้ร่องรอยกระบี่บนอาภรณ์สีดำสนิทจะบ่งบอกถึงศึกนองเลือดเมื่อชั่วก้านธูปก่อนหน้า ทว่าลมหายใจของเขากลับสม่ำเสมอไร้ซึ่งความตื่นตระหนก
เบื้องหน้าของเขาคือเซียนจื่อเวย นางยืนสง่างามอยู่บนแท่นศิลาสูงชัน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมปราณโบราณโบกสะบัดราวกับภูตหิมะบนยอดเขาไร้รอยต่อ ดวงเนตรคู่งามที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีบัดนี้ฉายแววซับซ้อนยากหยั่งถึง นางมองคราบโลหิตบนคมกระบี่สลับกับใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยความทะนงตนของบุรุษผู้นี้
"เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ มู่หาน" สุ้มเสียงใสราดรดด้วยละอองน้ำค้างเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน "การก้าวเท้าเข้าสู่แดนสนธยาเพื่อตามหา 'ผลึกดารา' มิใช่การเดินทางของคนผู้เดียว... หนทางเบื้องหน้าแม้แต่เซียนแท้ยังต้องดับสูญ วิถีกระบี่ของเจ้าไม่ว่าร้ายกาจเพียงใด ก็มิอาจต้านทานทัณฑ์สวรรค์ที่รออยู่เบื้องปลายได้หรอก"
มู่หานมิได้หันกลับมาทันที เขายังคงทอดสายตาไปยังขอบฟ้าไกลโพ้น ที่ซึ่งกลุ่มเมฆทมิฬก่อตัวหมุนวนเป็นมหาพายุอัคคีอวกาศ สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่สอนให้เขารู้ว่า หนทางที่ยิ่งใหญ่มักไร้ซึ่งผู้ร่วมทาง แต่วันนี้... เมื่อเงาร่างอันบอบบางแต่ทระนงของนางก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้าง ความคิดนั้นกลับสั่นคลอน
ชายหนุ่มค่อย ๆ หมุนตัวกลับมา เผยให้เห็นรอยยิ้มจางที่มุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและเย้ยหยันฟ้าดิน "เซียนจื่อเวย... ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ผู้คุมกฎแห่งหอคอยดารา หันมาใส่ใจลมหายใจของศิษย์ทรยศสำนักกระบี่เช่นข้า?"
"ข้ามิได้ใส่ใจชีวิตอันไร้ค่าของเจ้า" เซียนจื่อเวยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามซ่อนความไหววูบในแววตา "แต่ข้าต้องการเพียงคำตอบ... เหตุใดเจ้าจึงมั่นใจนักว่า การเดินทางครั้งนี้จะนำพาเจ้าไปสู่การล้างมลทิน มิใช่ความตาย?"
"เพราะข้ามีกระบี่ และเพราะเจ้า..." มู่หานก้าวเข้าไปประชิดนางทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าทรงพลัง ทุกย่างก้าวสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อห้วงอากาศรอบตัว "...กำลังยืนอยู่ตรงนี้กับข้า"
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบลงอีกครั้ง กลิ่นอายความเย็นชาของนางเซียนปะทะเข้ากับไอสังหารอันอบอุ่นของจอมยุทธ์ผู้ก้าวเดินทวนกระแสสวรรค์ ทั้งสองยืนประจันหน้ากันในระยะประชิด จนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ภายใต้อาภรณ์ นางจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่คมของเขา ดวงตาที่สะท้อนเงาของนางไว้เพียงผู้เดียว ไร้ซึ่งความลังเล ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายไฟแห่งจิตวิญญาณที่พร้อมจะเผาผลาญทุกกฎเกณฑ์ของยุทธภพ
ยุทธภพภายนอกเล่าลือกันว่า เซียนจื่อเวยคือเทพธิดาน้ำแข็งผู้ไร้หัวใจ ผู้ใดบังอาจแตะต้องนางย่อมต้องกลายเป็นธุลีใต้คมกระบี่ แต่วินาทีนี้ มือเรียวบางที่สั่นเทาเล็กน้อยกลับค่อย ๆ เอื้อมไปแตะที่ด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ของเขา เป็นการกระทำโดยสัญชาตญาณ... เป็นการยอมรับโดยดุษฎีว่า นางได้มอบโชคชะตาและจิตวิญญาณของตนเองไว้บนเส้นทางสายนี้ร่วมกับเขาแล้ว
"หากเจ้าตายระหว่างทาง..." นางกระซิบแผ่วเบา ชิดริมฝีปากจนเกือบสัมผัสกับไออุ่นของชายหนุ่ม "...ข้าจะเป็นผู้ใช้กระบี่เล่มนี้ สับ0บดขยี้สำนักกระบี่เบื้องบนให้สิ้นซาก เพื่อฝังศพเจ้าเคียงคู่กับเกียรติยศที่เจ้าโหยหา"
มู่หานหัวเราะออกมาเบื้องต่ำ เสียงหัวทุ้มต่ำสะท้อนก้องกังวานไปทั่วซากวิหาร เป็นเสียงหัวเราะที่เปี่ยมด้วยความสะใจและความทะนงตน "วาจานี้... ข้ารับไว้! หากข้า มู่หาน จะต้องดับสูญจริง ต่อให้เป็นเงื้อมมือของสวรรค์ ก็ไม่มีสิทธิ์พรากเจ้าไปจากสายตาข้าได้เช่นกัน!"
สิ้นคำพูด ทั้งสองประสานสายตากันอย่างแน่วแน่ ไอปราณเซียนสีครามและไอ1ปราณกระบี่สีนิลกาฬหลอมรวมเข้าด้วยกัน เกิดเป็นคลื่นพลังสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มสั่นไหว รอยแยกขนาดใหญ่อันเกิดจากแรงดึงดูดของผลึกดาราเริ่มแผ่ขยายเข้ามาใกล้ทุกที
นี่ไม่ใช่การชักชวนด้วยไมตรี หรือการตกลงกันด้วยผลประโยชน์ แต่มันคือ "พันธะแห่งการเดินทาง" ที่ผูกพันวิญญาณสองดวงเข้าด้วยกัน ระหว่างจอมยุทธ์ผู้ท้าทายฟ้าดิน กับนางเซียนผู้ยอมก้าวลงมาจากหอคอยคานสวรรค์เพื่อเดินเคียงข้างเขาในนรกภูมิ
เซียนจื่อเวยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ นางสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง กระบี่เซียนประจำกายเปล่งแสงเจิดจ้าทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน เปิดทางสว่างไสวท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาอสูรดารา "ถ้าเช่นนั้น... อย่าให้เสียเวลาเลย มู่หาน ผลึกดารากำลังเรียกหาพวกเราแล้ว"
มู่หานกระชับด้ามกระบี่ในมือแน่น รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง เขาก้าวทะยานนำหน้านางไปหนึ่งก้าว ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ทั้งสองกำลังจะพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางพายุอัคคีเพื่อเริ่มต้นการเดินทางข้ามภพภูมิ
*เปรี้ยงงงงงงง!*
สายฟ้าสีทองทมิฬผ่าลงมาจากรอยแยกมิติเบื้องหน้าอย่างไร้สุ้มเสียง แรงระเบิดมหาศาลพัดพาร่างทั้งสองกระเด็นถอยหลัง ทว่าสิ่งที่ทำให้มู่หานต้องเบิกตากว้างจนแทบปริแตก มิใช่พลังทำลายล้างของสายฟ้าสวรรค์... แต่เป็นเงาร่างหนึ่งที่ก้าวออกมาจากม่านสายฟ้า เงาร่างที่ถือกระบี่หักสะบั้นเช่นเดียวกับเขา และส่งเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่เขารู้จักดีเกินกว่าใคร "ศิษย์น้อง... เจ้าคิดจะพา 'นาง' ไปไหน โดยไม่บอกกล่าวพี่ใหญ่เช่นข้าผู้รอดชีวิตจากสำนักคนนี้เลยหรือ?"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 9
พันธะแห่งการเดินทาง
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!