เสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นจนกระจกบานโตของรถสปอร์ตอเนกประสงค์สั่นสะเทือน เม็ดฝนมหึมาเทกระหน่ำลงมาอย่างไร้ความปรานี เปลี่ยนถนนสายหลักของภูเก็ตให้กลายเป็นแม่น้ำขนาดย่อมในชั่วพริบตา ไฟท้ายรถคันหน้าแดงฉานเป็นพรืดทอดยาวสุดสายตา เป็นสัญญาณเตือนภัยอย่างดีว่าค่ำคืนนี้ที่ภูเก็ต... คงไม่มีทางสงบสุขอย่างที่กรณ์เคยคิดไว้อย่างแน่นอน
"ติดนรกแตกแบบนี้ มีหวังได้นอนกินมาม่าคาเบาะรถแน่ค่ะคุณสถาปนิก"
รสาหันไปมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่เหลือเพียงหอร์สอделสิบเปอร์เซ็นต์ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความหงุดหงิด เธอขยับตัวไปมาบนเบาะหนังปรับอากาศพยายามหาท่านั่งที่สบายที่สุด ทว่าความปวดเมื่อยจากการเดินตรวจไซต์งานมาทั้งวันทำให้ร่างกายประท้วงเสียงดัง
กรณ์เหลือบสายตาคมกริบมองร่างบางที่ขยุกขยิกไม่ยอมนิ่ง เขายังคงรักษามาดนิ่งสนิทตามฉายา 'น้ำแข็งขั้วโลก' มือเรียวหนาจับพวงมาลัยมั่น ใบหน้าหล่อเหลารับกับกรอบแว่นสายตาดูเคร่งขรึมขึ้นไปอีกเมื่อเผชิญกับสภาพการจราจรที่เป็นอัมพาต
"ถ้ารู้จักเงียบแล้วเก็บแรงไว้หายใจตอนรถเคลื่อนตัว คุณคงไม่ต้องมานั่งบ่นจนน้ำลายท่วมเบาะรถฉันหรอกนะรสา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเยาะหยันเล็กน้อยตามฟอร์มของคนปากร้าย แต่ทว่าเครื่องปรับอากาศในรถกลับไม่ได้เย็นเยียบเท่ากับคำพูดของเขาเลยสักนิด รสาตวัดสายตาคมกริบใส่ทันที ปากบางอ้าเตรียมจะพ่นไฟใส่สักชุดใหญ่ให้สมกับความหมั่นไส้ แต่ทว่าความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันกลับเล่นงานเธออย่างไม่ทันตั้งตัว
ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้องโดยสารชั่วครู่ มีเพียงเสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาและเสียงใบปัดน้ำฝนที่ทำงานอย่างหนักหน่วง รสาเริ่มรู้สึกว่าหนังตาของเธอมันหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ โลกทั้งใบเริ่มโคลงเคลง สติที่เคยพกมาเต็มร้อยค่อยๆ เลือนรางลง...
และในที่สุด เธอก็หลุดเข้าไปในห้วงนิทราโดยไม่รู้ตัว
ร่างบางที่เคยนั่งหลังตรงเชิดหน้าท้าทาย ค่อยๆ เอียงลาดลงตามแรงโน้มถ่วง ศีรษะทุยที่มีเส้นผมยาวสลวยคลอเคลียคล้ายจะหาที่พักพิง และก่อนที่กรณ์จะทันได้ตั้งตัว... หัวของรสายก็ซบลงกับลาดไหล่กว้างของเขาอย่างพอดิบพอดี
กรณ์สะดุ้งเฮือกเล็กน้อย ร่างกายชะงักกึกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งผ่านผิวสัมผัส เขากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกไม้ป่าผสมกลิ่นแชมพูสะอาดโชยแตะจมูก ทันทีที่แก้มเนียนนุ่มแนบลงกับเนื้อผ้าเชิ้ตบริเวณหัวไหล่
หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของสถาปนิกหนุ่มผู้แสนเยือกเย็น กลับกระตุกวูบอย่างแรงจนแทบเสียการควบคุม
*ให้ตายเถอะ...*
กรณ์เหลือบสายตาลงมองคนข้างกายอย่างระมัดระวัง กลัวเหลือเกินว่าขยับเพียงนิดเดียวจะปลุกให้แม่มัณฑนากรปากเก่งตื่นขึ้นมาอาละวาด แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้หัวใจที่ด้านชาของเขาอ่อนยวบลงอย่างห้ามไม่อยู่ รสายังคงหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ใบหน้ายามไร้การป้องกันและปราศจากคำพูดจิกกัด ช่างดูอ่อนหวานและน่าเอ็นดูจนน่าประหลาด
มือข้างหนึ่งที่ว่างจากการบังคับพวงมาลัยขยับอย่างลังเล ชายหนุ่มชั่งใจอยู่ชั่ววินาที ก่อนจะตัดสินใจยกแขนขึ้นโอบประคองช่วงไหล่บางให้ขยับเข้าหาตัวอย่างนุ่มนวลขึ้น เพื่อไม่ให้เธอต้องคอพับคออ่อนในท่านั่งที่ไม่สบายนัก เขายอมทนเกร็งกล้ามเนื้อช่วงไหล่และแขนข้างนั้น ปล่อยให้เธอนอนซบอยู่แบบนั้นท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ รถยนต์เคลื่อนตัวไปข้างหน้าทีละนิดอย่างเชื่องช้า แต่สำหรับกรณ์แล้ว เขากลับรู้สึกว่ารถติดครั้งนี้ช่างสั้นเสียเหลือเกิน
แสงไฟนีออนจากร้านค้าข้างทางสาดส่องเข้ามาภายในรถเป็นระยะ เผยให้เห็นแพขนตางอนหนาที่ทาบลงบนแก้มใส กรณ์จ้องมองใบหน้านั้นเงียบๆ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นบางเบาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ... ความคลั่งรักที่เขาพยายามเก็บซ่อนไว้ใต้มาดน้ำแข็งขั้วโลกมาตลอด แทบจะทะลักล้นออกมาในวินาทีที่สายตาของเขาอ่อนแสงลงเมื่อมองคนตัวเล็กที่กำลังหลับใหล
และแล้ว... เปลือกตาสีมุกของรสายก็ค่อยๆ กระพริบไหว รสาสรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากความฝันอันอบอุ่น เธอขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะพบว่าตัวเองไม่ได้นั่งพิงเบาะรถเหมือนเดิม แต่กำลังซบแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างและลาดไหล่แข็งแกร่งของสถาปนิกหนุ่มหน้าตาย!
ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ สติที่หลุดลอยไปกลับเข้าร่างแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ความร้อนผ่าวพุ่งขึ้นมารวมกันที่พวงแก้มทั้งสองข้างจนแดงก่ำ รสาแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนีเมื่อรู้ตัวว่าเผลอแสดงความอ่อนแอแถมยังล่วงเกิน 'ท่านสถาปนิกผู้หยิ่งยโส' ไปเสียสนิท
เธอรีบดีดตัวผละออกจากไหล่ของเขาอย่างรวดเร็วราวกับโดนของร้อน ใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบระเบิด มือไม้เกะกะไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน รสาเม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาคำแก้ตัวกลบเกลื่อนความน่าอายนี้
"อะ...แฮ่ม! คือฉัน..." รสาพยายามทำเสียงให้ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าน้ำเสียงกลับสั่นพร่าและหลบสายตาคู่นคมที่มองตรงมาพอดี "ฉันแค่นั่ง... เอ่อ... นั่งสมาธิแล้วเผลอวูบไปนิดเดียวเองค่ะ อย่าเข้าใจผิดเด็ดขาดนะว่าฉันตั้งใจจะซบคุณ!"
กรณ์ไม่ได้เอ่ยปากแซะหรือพ่นคำพูดเจ็บแสบอย่างที่เธอเตรียมใจไว้เลยสักนิด ชายหนุ่มเพียงแค่หันมามองเธอแวบหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากที่ยากจะคาดเดาปรากฏขึ้นชั่วพริบตาก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว เขากลับมาทำหน้าตายไร้อารมณ์ตามเดิม ทว่าแววตาคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยความขบขันอย่างปิดไม่มิด
"นั่งสมาธิท่าไหน ถึงได้คอพับมาซบไหล่ฉันแถมยังทำเสียงกรนเบาๆ ด้วยล่ะมัณฑนากร" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแซะนิ่มๆ แต่ทำเอารสาอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ ให้รู้แล้วรู้รอด
"ฉันไม่ได้กรนนะคุณกรณ์! คุณหูฝาดไปเองแล้ว!" รสาเถียงเสียงดังกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังแผดเผาจนหน้าดำหน้าแดง
รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวมาจอดเทียบท่าหน้าล็อบบี้โรงแรมที่พักในที่สุด การเดินทางอันยาวนานสิ้นสุดลงพร้อมกับหัวใจของรสาที่เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ เธอรีบเอื้อมมือไปผลักประตูรถเตรียมจะก้าวลงไปเพื่อหนีสถานการณ์น่าอายนี้ แต่ทว่า...
เสียงเคาะกระจกเบาๆ จากภายนอกรถ พร้อมกับใบหน้าคุ้นเคยของใครบางคนที่ยืนถือร่มรออยู่ท่ามกลางสายฝน ก็ทำให้ทั้งคู่ต้องชะงักกึก
รสาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นร่างโปร่งของหญิงสาวไฮโซคนสวยยืนยิ้มหวานหยดอยู่ข้างรถ พร้อมกับเอ่ยทักทายผ่านกระจกที่ลดลงมาครึ่งหนึ่ง
"อ้าว... น้องรสา กับคุณกรณ์ มาถึงพร้อมกันพอดีเลยเหรอคะเนี่ย พอดีมีเนาราอยากจะปรึกษาเรื่องปรับแบบรีสอร์ทด่วนพอดีเลยค่ะ... ขอรบกวนเวลาส่วนตัวสักนิดนะคะ"
(ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกอันซับซ้อนของหัวใจในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ)
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสาวสายพ่นไฟ•ตอนที่ 5
ฝนตก ถนนลื่น และความใกล้ชิด
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสาวสายพ่นไฟ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!