“ขอรบกวนเวลาส่วนตัวสักนิดนะคะ พอดีเนาราอยากจะปรึกษาเรื่องปรับแบบรีสอร์ทด่วนจริงๆ ค่ะ”
เสียงหวานหยดย้อยของมีนารา ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางบรรยากาศระอุของร้านอาหารกึ่งผับชื่อดังย่านทองหล่อ ทีมงานบริษัทสถาปัตยกรรมและมัณฑนากรที่เพิ่งยกพลกันมาถึงเพื่อฉลองโปรเจกต์ใหญ่ ต่างพร้อมใจกันเงียบกริบ ชนิดที่เรียกว่าถ้าเข็มสักเล่มตกพื้นคงได้ยินเสียงกังวาน รสาที่กำลังจะอ้าปากปฏิเสธคำชวนของหนุ่มรุ่นน้องฝ่ายโครงสร้างซึ่งส่งสายตาปิ๊งๆ มาตั้งแต่ตอนขึ้นรถตู้ ถึงกับต้องชะงัก เธอลอบถอนหายใจเบาๆ กับความพยายามในการตีเนียนแทรกตัวเข้ามาเป็น ‘บุคคลที่สาม’ ของไฮโซสาวรุ่นพี่คนนี้เต็มที
“อ้าวเหรอคะ คุณมีนาราจะปรึกษาเรื่องอะไรเป็นพิเศษล่ะคะถึงต้องรีบด่วนขนาดนี้... ถึงขั้นต้องเบียดเวลาส่วนตัวของทีมงานในช่วงเวลามื้อค่ำเลยทีเดียว” รสาเอ่ยสวนกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่ไปไม่ถึงดวงตา ปากเก่งและไม่เคยคิดจะยอมก้มหัวให้ใครคือสัญชาตญาณดิบของมัณฑนากรสาวอย่างเธอ ยิ่งเห็นสายตาของมีนาราที่จงใจทอดสะพานส่งให้ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ยืนตีหน้าตายอยู่ข้างๆ เธอแล้ว รสาซอยเท้าในส้นสูงปรี๊ดอย่างนึกหมั่นไส้
และคนที่ถูกพาดพิงอย่าง กรณ์ กิตติภัทร ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเดือดเนื้อร้อนใจอะไรสักนิด ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนทรงเสน่ห์ ปรายตามองมีนาราด้วยแววตานิ่งสนิทราวกับน้ำแข็งขั้วโลกที่พร้อมจะแช่แข็งทุกคนในรัศมีสามเมตร
“เรื่องแปลนห้องพักโซน VIP ค่ะคุณกรณ์... เนาราว่าวิวฝั่งทิศตะวันตกมันน่าจะปรับระเบียงให้ออกมา—อุ๊ย!”
มีนาราแกล้งทำเป็นก้าวเท้าพลาดเข้าหาแผ่นอกกว้างของสถาปนิกหนุ่มผู้เย่อหยิ่ง สัญชาตญาณของคนเจ้าชู้ (หรือคนอยากเคลม) ทำงานไว แต่เชื่อเถอะว่าความไวของมีนาราไม่มีทางเทียบความไร้เยื่อใยของกรณ์ได้เลย
หมับ!
มือหนาของกรณ์ไม่ได้ยื่นออกไปโอบเอวรับร่างบางตามมารยาทสุภาพบุรุษอย่างที่ใครคาดคิด แต่เขากลับใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางดันหัวไหล่บางของคุณหนูไฮโซเอาไว้ห่างๆ ด้วยแรงที่มากพอจะทำให้เธอเซถอยหลังไปตั้งหลักแทบไม่ทัน ราวกับรังเกียจเชื้อโรคหรือสัมผัสแปลกปลอมเสียเต็มประดา
“ถ้าเรื่องงาน... ไว้คุยกันในเวลางานวันพรุ่งนี้ครับคุณมีนารา ตอนนี้เลยเวลาทำการมานานแล้ว และผม... หิวข้าวมากพอที่จะไม่สมาคมกับเรื่องแปลนบ้านใครทั้งนั้นในช่วงเวลาอาหารค่ำ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเย็นชาเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ทำเอาคนฟังสะดุ้ง รสายิ้มมุมปากทันที เธอแอบเหลือบมองท่าทีไร้เยื่อใยนั้นแล้วหัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งอย่างไม่น่าให้อภัย ตาบ้านี่... ปากคอเราะร้ายสมฉายาน้ำแข็งขั้วโลกจริงๆ แต่ให้ตายเถอะ มันสะใจชะมัด!
“อุ๊ย แรงจังเลยนะคะคุณกรณ์... แต่น้องรสายังว่างอยู่นี่คะ จริงไหมคะน้องรสา... พอดีน้องนนท์ฝ่ายโครงสร้างเขาบอกว่าอยากชวนรสาไปนั่งโต๊ะริมสวนกระจกพอดีเลย” มีนาราแก้เก้อด้วยการหันไปยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้รสา พร้อมกับดันรุ่นน้องหนุ่มหน้าตาดีให้ขยับเข้ามาประชิดตัวมัณฑนากรสาว เป็นการเอาคืนแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
รสาชะงักไปนิด ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้อ้าปากปฏิเสธหรือตอบรับอะไร กรณ์ที่ยืนทำหน้าตายอยู่ก็ก้าวฉับๆ เข้ามาแทรกกลางระหว่างรสายبرและรุ่นน้องหนุ่มทันทีอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ความสูงโปร่งและออร่าความกดดันรอบตัวทำให้นนท์ผถถอยรูดโดยอัตโนมัติ
“โต๊ะริมสวนกระจกยุงชุม อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เดี๋ยวคุณรสาเขาเป็นภูมิแพ้... นั่งโต๊ะยาวรวมกับทีมงานข้างในโน่นเหมาะสมกว่าครับ” กรณ์เอ่ยเสียงเรียบ สายตาคมกริบกวาดมองหนุ่มรุ่นน้องหัวจรดเท้าด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาแบบโนสนโนแคร์
“เอ่อ... แต่ผมจองโต๊ะไว้แล้วนะครับพี่กรณ์...” นนท์อึกอัก เสียงเริ่มแผ่วเบาลงเมื่อปะทะกับสายตาดุราวกับเสือจ้องตะครุบเหยื่อของสถาปนิกหนุ่มรุ่นพี่
“ถือว่าฉันยกเลิกให้... ไปนั่งข้างในกับตรีภพโน่นไป น้องเขาเหงา นายไปเป็นเพื่อนเขาที” กรณ์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ไร้ซึ่งช่องให้โต้แย้ง รสาอ้าปากค้างเล็กน้อยกับความเผด็จการหน้าตายนี้ ก่อนจะกอดอกแล้วเชิดหน้าขึ้นใส่อย่างไม่ยอมแพ้
“นี่คุณ! ฉันโตแล้วนะคะ มีสิทธิ์เลือกเองว่าจะนั่งกินข้าวกับใคร ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาบงการชีวิตหรอกค่ะ” รสาแหวใส่เบาๆ อย่างหมั่นไส้ พยายามจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่มีหรือที่คนอย่างกรณ์จะยอมปล่อยให้เหยื่อที่อุตส่าห์กันท่าสำเร็จหลุดมือ
มือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือเรียวบางของเธอไว้ทันที สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของเขาตัดกับความเย็นชาบนใบหน้าอย่างสิ้นเชิง แรงบีบกระชับพอเหมาะไม่ให้เจ็บแต่ก็ดึงดันไม่ยอมปล่อย ทำให้รสาต้องหันขวับกลับมามองค้อนตาควาย
“ตามมาเงียบๆ เถอะน่าคุณ... อย่าดื้อให้มันมากนักเลย” กรณ์กระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ขณะที่ลาก (หรือจูงทางอ้อม) รสาให้เดินตามเข้าไปในโซนห้องอาหารส่วนตัวที่ทางบริษัทจองไว้ โดยไม่สนใจเสียงซุบซิบและสายตากระเซ้าเย้าแหย่ของบรรดาเพื่อนร่วมงานที่แอบมองตามหลังมาเลยแม้แต่น้อย
ตรีภพที่นั่งจิบเครื่องดื่มรออยู่ก่อนแล้วถึงกับสำลักเบาๆ เมื่อเห็นภาพเพื่อนสนิทหน้านิ่งจูงมือแม่สาวปากเก่งเข้ามาด้วยกัน แถมบรรยากาศรอบตัวยังอบ3อวลไปด้วยคลื่นความหึงหวงแบบเนียนๆ ที่ต่อให้คนตาบอดก็ยังสัมผัสได้
“แหม... นึกว่าจะปล่อยให้หนุ่มวิศวะคาบไปกินซะแล้วนะมึงไอ้กรณ์” ตรีภพแซิวกระเซ้าพลางเลิกคิ้วกวนๆ ใส่
“เงียบปากไปเลยมึงตรีภพ... ถ้าไม่อยากให้โปรเจกต์หน้าโดนรื้อแบบใหม่หมด” กรณ์ตวัดสายตาดุใส่เพื่อนสนิทหนึ่งที ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม และจงใจตบเบาะเก้าอี้ตัวข้างๆ ที่ติดกับตัวเองปุๆ บังคับกลายๆ ให้รสาต้องนั่งลงตรงนั้นโดยปริยาย
รสาย่นจมูกใส่เขาอย่างหมั่นไส้ แต่ก็ยอมหย่อนตัวลงนั่งตามระเบียบ เพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งโต๊ะ บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารเริ่มครึกครื้นขึ้นเมื่ออาหารรสเลิศทยอยถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะ พร้อมกับเสียงหัวoาะและแก้วเครื่องดื่มที่กระทบกันเบาๆ เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของโปรเจกต์
แสงไฟจากเทียนไขอโรมาบนโต๊ะส่องประกายวาววับสะท้อนกับดวงตาสีเข้มของกรณ์ เขารินไวน์รสเลิศลงในแก้วทรงสูงอย่างใจเย็น ก่อนจะเลื่อนแก้วนั้นมาวางตรงหน้าหญิงสาวที่นั่งข้างๆ
“กินซะ... หน้าตาดูหงุดหงิดตั้งแต่เมื่อตอนเย็นแล้ว หิวจนสมองกลับหรือไงถึงไปยอมให้ไอ้เด็กนั่นมันชวนไปนั่งดินเนอร์สองต่อสอง” กรณ์เอ่ยขึ้นเบาๆ พอให้ได้ยินกันแค่สองคน ท่าทางทำเป็นมองไปทางอื่นแต่หางตาคอยเหลือบมองเธอตลอดเวลา มันช่างฟ้องความปากไม่ตรงกับใจแบบสุดๆ
รสาหันขวับมามองหน้าเขา ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับด้วยความหมั่นไส้ “อ๋อเหรอคะ? แล้วมันธุระอะไรของคุณล่ะคะคุณกรณ์ ที่จะต้องมาเดือดร้อนว่าฉันจะไปกินข้าวกับใคร จะเด็กวิศวะหรือใครก็ตาม... เขาเรียกว่า ‘มีเสน่ห์’ ค่ะ ต่างจากใครบางคนแถวนี้ ที่วันๆ เอาแต่ทำหน้าเป็นน้ำแข็งไสใส่ชาวบ้าน จนคนเขาเอือมระอาไม่อยากเข้าใกล้”
กรณ์นิ่งไปนิด... เขาสบตากับมัณฑนากรสาวตรงๆ แววตาดุเปลี่ยนเป็นประกายลึกล้ำชวนใจสั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน จนรสาเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อใบหน้าหล่อเหลานั้นโน้มเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ
“ฉันไม่ได้เดือดร้อน... แต่ฉันหวง”
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังลอดริมฝีปากหยักได้รูปที่อยู่ห่างจากใบหูของเธอไม่ถึงคืบ ทำให้หัวใจที่กำลังเต้นเป็นจังหวะปกติของรสา กระดอนตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที สมองอื้ออึงจนคิดคำพูดโต้เถียงอะไรไม่ออก ร่างกายแข็งทื่อราวกับโดนมนต์สะกด
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานชื่นและฟินจนจิกหมอนขาดกระวิ่นนั้นเอง
พรึบ!
จู่ๆ ไฟในร้านอาหารทั้งหลังก็ดับวูบลงสนิท ทิ้งให้ห้องอาหารทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงเทียนริบหรี่บนโต๊ะที่สั่นไหวตามแรงลม เสียงกรี๊ดกร๊าดตกใจของพนักงานและแขกโต๊ะอื่นดังขึ้นเซנקแซ่ แต่ความสนใจของรสาและกรณ์กลับถูกดึงดูดด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ และเงาร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าห้องอาหารส่วนตัว พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่ดังแทรกความมืดเข้ามา
“ขอโทษทีครับทุกคน... พอดีผมมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าครับ?”
รสายเบิกตากว้างเมื่อจำเสียงนั้นได้แม่นยำ... แฟนเก่าตัวแสบที่หายสาบสูญไปจากชีวิตเธอนานนับปี ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าต่อตาในความมืด พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เธอเกลียดแสนเกลียด!
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "เอมเมอรัลด์อายส์" เสมอนะคะ!
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสาวสายพ่นไฟ•ตอนที่ 6
มื้อค่ำใต้แสงเทียน... ที่มีแต่การบลัฟกัน
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสาวสายพ่นไฟ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!