“ถ้ารู้ว่ารอด from hell แล้วต้องมาเจอผีเปรตหน้าเดิมแบบคุณ ถือว่าดิฉันตายสนิทตั้งแต่อยู่ในซอยนั้นยังจะดีกว่าค่ะ”
น้ำเสียงเฉียบคมของรสาตวัดกรีดความเงียบในมุมอับของลานจอดรถสำนักงานออกแบบทันทีที่เธอสะบัดแขนหลุดจากการเกาะกุม ร่างบางในชุดสูทลำลองยับยู่ยี่ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ดวงตาคู่คมวาววับด้วยโทสะผสมความระแวงระไว แสงไฟนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ จากเพดานอาคารเก่าคร่ำคร่าสาดกระทบใบหน้าของชายหนุ่มที่ก้าวออกมาจากเงาดำ รอยยิ้มมุมปากที่เธอมองว่ากวนประสาทที่สุดในสามโลกยังคงประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาที่เคยทำให้หัวใจเธอเคยเต้นผิดจังหวะมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน
“ปากคอเรายังเราะร้ายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ... รสา”
ภาคิน—ผู้ชายที่ทิ้งรอยแผลเป็นความเจ็บช้ำไว้ให้เธอต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีตัวเองขึ้นมาจากกองขี้เถ้าเมื่อปีก่อน ก้าวเข้าไปหาเธอช้าๆ ขายาวก้าวเข้ามาประชิดด้วยท่าทีคุกคามราวกับเสือหยอกเหยื่อ “ตกใจเหรอที่เห็นหน้ากัน? หรือว่า... ยังคิดถึงฉันอยู่ลึกๆ กันแน่?”
“คิดถึง? สมองคุณเอาไปฝากไว้กับหมาตัวไหนแถวนี้หรือไงคะถึงได้กล้าพูดประโยคชวนคลื่นไส้แบบนี้ออกมา” รสาเชิดหน้าขึ้นสูง ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้อดีตคนสารเลวคนนี้ได้ใจเป็นครั้งที่สอง แม้หัวใจในอกจะเต้นรัวด้วยความตกใจไม่น้อย เธอกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อเรียกสติ “หลบไปค่ะ ดิฉันจะกลับบ้าน!”
“ใจเย็นน่า สา... เรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะนะ เรื่องโปรเจกต์ที่เราต้องร่วมงานกันในเครือบริษัทของคุณมีนาราไงล่ะ คิดเหรอว่าหนีฉันพ้น” ภาคินยื่นมือมาหมายจะแตะปลายคางมน แต่มือเรียวยังไม่ทันได้ขยับหลบ...
*หมับ!*
มือหนาอีกข้างของใครบางคนพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของภาคินไว้กลางอากาศด้วยแรงบีบมหาศาลจนกระดูกลั่นกรอบ ภาคินหน้าเหเกeด้วยความเจ็บปวด ต้องรีบชักมือกลับแล้วหันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยความโกรธ
ร่างสูงโปรดของกรณ์ กิตติภัทร ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แสงไฟสลัวสาดส่องสันจاوโด่งคมชัดและกรามที่ขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ดวงตาสีนิลคู่นั้นเย็นเยียบราศีกระจายความเย็นชาแผ่ซ่านออกมารอบตัวจนอุณหภูมิรอบบริเวณลดฮวบลงอย่างฉับพลัน สมฉายา ‘น้ำแข็งขั้วโลก’ ที่ลูกน้องแอบตั้งให้ลับหลัง
“ถ้ายังไม่อยากมือหักคาที่นี่ ก็ไสหัวไปซะ” เสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาทีละคำ ไม่มีอารมณ์ขัน ไม่มีคำเตือนรอบสอง
ภาคินปัดสูทตัวเองป้อยๆ มองหน้ากรณ์สลับกับรสาด้วยสายตากล่าวหาและเยาะเย้ย “อ๋อ... กิ๊กใหม่นี่เอง มิน่าล่ะถึงได้รีบวิ่งแจ้นออกมาจากตึก... หวังว่าสถาปนิกหน้าตายคนนี้จะทนความจัดจ้านของเธอไหวหรอกนะ หึ!” พูดจบเจ้าตัวก็เดินลอยหน้าลอยตาจากไป ทิ้งความคุกรุ่นไว้เบื้องหลัง
รสาผ่อนลมหายใจยาวเหยียดเพื่อระงับความสั่นเทาในอก เธอยกมือขึ้นทัดผมที่หลุดลุ่ยพรางเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาดุๆ ที่กำลังจ้องมองมานิ่งๆ
“ยืนบื้ออะไรอยู่ จะให้ผมอุ้มขึ้นรถหรือไง” เสียงห้วนจัดเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ กรณ์หันหลังเดินนำไปยังรถยนต์ SUV สีดำคันหรูที่จอดอยู่ไม่ไกลโดยไม่รอคำตอบ
“ใครใช้ให้คุณมายุ่งไม่เข้าเรื่องล่ะคะ! ดิฉันจัดการเองได้!” รสาเดินกระแทกส้นเท้าตามไปเปิดประตูรถฝั่งตรงข้ามแล้วก้าวขึ้นไปนั่งหน้าบึ้งตึง ปากก็บ่นงึมงำไม่หยุด “ทำเป็นเก๊กขรึมอยู่ได้ ถ้าคุณมาช้ากว่านั้นอีกนิดเดียว หมอผีนั่นก็โดนฉันฟาดด้วยส้นสูงคว่ำไปแล้วค่ะ”
กรณ์ที่เพิ่งสตาร์ทรถเหลือบมองมัณฑนากรสาวปากเก่งผ่านหางตา มุมปากหยักลึกกระตุกนิดๆ แต่ก็รีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยไร้อารมณ์เหมือนเดิม ขับรถเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถเข้าสู่ถนนใหญ่ที่การจราจรเริ่มเบาบางลงในยามดึก
บรรยากาศในรถเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบาๆ และเพลงแจ๊สคลอเบาจากวิทยุ รสายังคงนั่งกอดอกมองออกไปนอกกระจกข้าง ความตึงเครียดจากเหตุการณ์เมื่อครู่เริ่มคลายลง เหลือเพียงความเหนื่อยล้าที่เกาะกุมจิตใจ ความคิดวนเวียนอยู่กับใบหน้าของภาคินที่โผล่มาสร้างความปั่นป่วน เธอเกลียดความรู้สึกหงุดหงิดที่ควบคุมตัวเองไม่ได้แบบนี้เป็นที่สุด
ทันใดนั้น... เสียงโทรศัพท์มือถือบนคอนโซลหน้ารถก็แผדเสียงดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อ ‘ยัยตัวแสบ (หลานสาวสุดที่รัก)’ พร้อมรูปเด็กหญิงตัวน้อยแก้มป่อง
กรณ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย กดรับสายผ่านระบบบลูทูธในรถทันที “ว่าไงครับ ตัวแสบ... ทำไมป่านนี้ยังไม่นอนอีก หืม?”
น้ำเสียงและโทนเสียงที่เปล่งออกมาทำเอารสาที่นั่งข้างๆ ถึงกับต้องหันขวับมามองด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่เชื่อหู... นี่คือเสียงของนายน้ำแข็งขั้วโลกผู้เยียบเย็นและปากจัดคนนั้นจริงๆ น่ะหรือ? ทำไมมันถึงได้ทุ้มนุ่มละมุนละไมจนน่าหมั่นไส้ขนาดนั้น!
“อากรณ์ขา... นิทานที่อาค้างไว้เมื่อคืน ยังเล่าไม่จบเลยนะคะ น้องมายด์นอนไม่หลับถ้าไม่ได้ฟังเสียงอาค่ะ” เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบดังลอดออกมาจากลำโพง
กรณ์ถอนหายใจเบาๆ แต่รอยยิ้มอบอุ่นที่ไม่เคยมีใครในออฟฟิศเคยเห็นมาก่อนกลับระบายขึ้นบนใบหน้าคมสัน ดวงตาที่มักจะแข็งกร้าวทอประกายความอ่อนโยนจนน่าประหลาด “โอเคครับ ยอมแพ้เด็กดื้อแล้ว... งั้นฟังอาดีๆ นะครับ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... เจ้าหญิงตัวน้อยตกลงไปในดินแดนมหัศจรรย์...”
รสาอ้าปากค้างเล็กน้อย เผลอจ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสถาปนิกหนุ่มตาไม่กะพริบ แสงไฟจากเสาข้างทางที่สาดส่องเข้ามาเป็นระยะเผยให้เห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเขา รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย่อหยิ่งหรือความกวนประสาทเจือปนอยู่เลย... มันเป็นรอยยิ้มที่ดูจริงใจ อ่อนโยน และ... มีเสน่ห์จนหัวใจเธอกระตุกวูบอย่างแรง
ความรู้สึกต่อต้านและอคติที่มีต่อเขามาตลอดพังทลายลงในเสี้ยววินาทีนั้น ผู้ชายคนนี้... ภายใต้เกราะหนาน้ำแข็งที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากโลกภายนอก แท้จริงแล้วกลับมีมุมที่อบอุ่นและอ่อนโยนขนาดนี้ซ่อนอยู่
“...แล้วเจ้าหญิงก็พบว่า จริงๆ แล้วมังกรไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะมังกรแค่แอบอยากปกป้องเจ้าหญิงเท่านั้นเองครับ หลับฝันดีนะครับคนเก่ง” กรณ์กดวางสายโทรศัพท์เมื่อหลานสาวตัวน้อยส่งเสียงหาวนอนตอบรับมา
ในรถกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง รสาแกล้งหันหน้ามองออกนอกกระจกเพื่อซ่อนรอยแดงเรื่อที่พวงแก้ม หัวใจในอกเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
“มองอะไร หน้าผมมีอะไรติดอยู่หรือไง” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ พร้อมกับหันมามองเธอแวบหนึ่ง
“เปล่าค่ะ... แค่คิดว่าเวลาคุณคุยกับหลาน ดูเหมือนคนละคนกับเวลาคุยกับดิฉันดีนะคะ” รสาตอบเสียงอุบอิบ พยายามดึงความมั่นใจของตัวเองกลับมา “ไม่ยักรู้ว่าคนปากร้ายอย่างคุณ จะมีมุมโหมดละมุนกับเขาด้วย”
“ผมปากร้ายเฉพาะกับคนบางคน... โดยเฉพาะคนที่ชอบหาเรื่องใส่ตัวและทำตัวอวดเก่งไม่เข้าเรื่อง” กรณ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบสนิทแต่แฝงแววหยอกเย้าจางๆ
“นี่คุณ!” รสาหันขวับมาค้อนควับใส่ “ดิฉันไปหาเรื่องใส่ตัวตอนไหนคะ ก็อีตาแฟนเก่าตัวแสบนั่นมันโผล่มาเองต่างหากเล่า!”
กรณ์ไม่ได้เถียงกลับ เขาเพียงแค่เหลือบมองมัณฑนากรสาวที่กำลังนั่งพองลมหายใจฟึดฟัดด้วยความหมั่นไส้ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง—รอยยิ้มที่ไม่ได้มีไว้ให้คนอื่น... แต่มีไว้ให้ผู้หญิงปากเก่งคนนี้ได้เห็นเป็นคนแรก
รถยนต์คันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบหน้าคอนโดมิเนียมของรสาอย่างนิ่มนวล กรณ์ดับเครื่องยนต์แล้วหันมามองคนข้างกายที่ทำท่าจะรีบเปิดประตูลงรถ
“เดี๋ยวก่อน รสา”
รสาชะงักมือที่กำลังจับที่เปิดประตู หันกลับมามองเขาด้วยความสงสัย “อะไรอีกคะดึกดื่นแบบนี้?”
กรณ์โน้มตัวเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มขยับเข้าไปในระยะประชิดจนกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางสะอาดสะอ้านลอยเข้าแตะจมูก รสาตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึก หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะกระโดดออกมานอกอกเมื่อใบหน้าหล่อเหลาอยู่ห่างจากเธอเพียงคืบเดียว ดวงตาสีนิลคู่คมจ้องลึกลงมาในดวงตาเธอด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างที่อ่านไม่ออก
“พรุ่งนี้... เลิกงานแล้วรอผมที่ล็อบบี้” กรณ์กระซิบเสียงต่ำพร่าริมหูเธอ ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดข้างแก้มจนขนลุกซู่ “เรามีบัญชีที่ต้องสะสางเรื่องโปรเจกต์... และเรื่องที่เธอเกือบเอาตัวไปอันตรายเมื่อเย็นนี้”
พูดจบเขาก็ผถอยกลับไปนั่งที่เดิม ปล่อยให้รสาหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นระรัวจนแทบระเบิด ค้างเติ่งอยู่ท่ามกลางความมึนงงและความสับสนที่ก่อตัวขึ้นในอก
แต่ก่อนที่เธอจะได้ทันอ้าปากด่าหรือสะบัดหน้าหนีเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย...
*ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะกระจกรถฝั่งรสาเบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างสูงโปรดของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่ก้าวออกมาจากมุมมืดใต้แสงไฟสลัว รสาหันขวับไปมองผ่านกระจกใส... และวินาทีนั้นเอง เลือดในกายเธอก็เย็นเฉียบลงทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ยืนยิ้มกริ่มรออยู่ข้างนอก!
- - - - - - - - - - - - - - - - -
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาอ่านและสนับสนุนเอมเมอรัลด์อายส์เสมอนะคะ
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสาวสายพ่นไฟ•ตอนที่ 7
รอยยิ้มที่ไม่ได้มีไว้ให้คนอื่น
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสาวสายพ่นไฟ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!