ไฟล์ภาพความคมชัดระดับสี่เคที่เพิ่งเด้งขึ้นมาบนหน้าจอแท็บเล็ตเมื่อห้านาทีก่อนหน้านี้ ยังคงร้อนผ่าวอยู่ในความรู้สึกของรสา ภาพถ่ายระยะประชิดที่บันทึกเหตุการณ์ในห้องทำงานส่วนตัวของสถาปนิกหนุ่มเมื่อช่วงบ่าย แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับเน้นให้ร่างสูงโปร่งของกรณ์กำลังโน้มตัวลงไปใกล้ชิดกับหญิงสาวผมยาวคนหนึ่ง ร่างระหงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่เป็น มีนารา ไฮโซสาวทายาทเจ้าของโปรเจกต์รีสอร์ทพันล้านที่กำลังกุมบังเหียนงานออกแบบชิ้นโบว์แดงของบริษัทในขณะนี้
และชื่อที่ปรากฏในไฟล์ภาพนั้น... คือชื่อเดียวกับคนที่กำลังยืนกอดแขนกรณ์อยู่ในห้องทำงานเมื่อครู่นี้
มัณฑนากรสาวเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก มันไม่ใช่ความหึงหวงในแบบที่คนรักเขากระทำกัน—เธอบอกตัวเองเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า—แต่มันคือความหงุดหงิดที่คล้ายกับเวลาเห็นแมลงวันน่ารำคาญบินวนอยู่ใกล้จานอาหารโปรดต่างหาก ประตูห้องพักส่วนตัวของกรณ์ที่เธอเพิ่งกดรหัสเข้ามาได้ด้วยความช่วยเหลือจากตรีภพ (ที่แอบส่งตัวเลขสี่หลักมาให้ทางไลน์ด้วยความสงสารระคนสมเพช) เงียบสงบจนน่าใจหาย ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงบ่นกระปอดกระแปดอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของห้อง มีเพียงความเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศที่ตั้งอุณหภูมิไว้ต่ำจนเกินพอดี
“นี่คุณ...” รสาเอ่ยเรียกเสียงเรียบ ขณะกวาดสายตามองไปรอบห้องรับแขกที่ปราศจากเงาร่างของสถาปนิกหนุ่มหน้าตาย “บอกให้ฉันมาส่งเอกสารแก้แบบแปลนห้องจัดเลี้ยง แต่เจ้าของห้องหายหัวไปไหนเนี่ย หรือว่าแอบหนีไปดินเนอร์กับคุณมีนาราเรียบร้อยแล้วล่ะมั้ง”
ไม่มีเสียงตอบรับจากห้องนอนใหญ่
รสาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รองเท้าส้นสูงคู่สวยก้าวเดินไปตามทางเดินปูพรมอย่างระมัดระวัง มือบางผลักบานประตูไม้สีเข้มที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อยออกช้าๆ และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้คำพูดเชือดเฉือนทั้งหมดที่เตรียมมากลืนกลับลงคอแทบไม่ทัน
กรณ์ไม่ได้ไปไหน... เขาไม่ได้ออกไปดินเนอร์กับไฮโซสาวคนไหนทั้งนั้น
ร่างสูงโปร่งที่ปกติมักจะเนี้ยบกริบตั้งแต่เส้นผมจรดปลายรองเท้าหนังราคาแพง ตอนนี้กลับนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาบนเตียงนอนคิงไซส์ เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเก่งหลุดลุ่ยกระดุมเม็ดบนปลดออกเผยให้เห็นลำคอแกร่งและผิวเนื้อที่ขึ้นสีแดงเรื่อผิดปรกติ ลมหายใจที่พ่นออกมาทางริมฝีปากแห้งผากนั้นติดขัดและร้อนผ่าว ใบหน้าคมคายที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความหยิ่งยโสในยามปกติ ตอนนี้กลับซีดเซียว มีร่องรอยความอ่อนล้าฉายชัดเจนจนน่าใจหาย
“คุณกรณ์...” รสาขยับเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่หลงเหลือเพียงความตกใจระคนประหลาดใจ “นี่คุณ... แกล้งตายหรือไงเนี่ย”
มือเรียวยื่นไปแตะที่หน้าผากกว้างของอีกฝ่ายอย่างลืมตัว และความร้อนที่แผ่ซ่านผ่านปลายนิ้วก็ทำให้เธอต้องชักมือกลับแทบจะไม่ทัน
“ตัวร้อนเป็นไฟเลยนี่นา...” เธอพึมพำกับตัวเองด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเสสายตาสำรวจรอบห้องแล้วพบถ้วยกาแฟสีดำสนิทที่พร่องไปครึ่งแก้วตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานข้างเตียง พร้อมด้วยกองเอกสารแบบแปลนที่ถูกขีดฆ่าแก้ไขด้วยลายมือหวัดๆ แสดงถึงความหักโหมทำงานข้ามวันข้ามคืนโดยไม่ยอมหลับยอมนอน
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้เก่งกาจเรื่องการทำตัวเป็นน้ำแข็งขั้วโลก แต่เรื่องดูแลตัวเองนี่ติดลบยิ่งกว่าเด็กอนุบาลเสียอีก!
“ใครอนุญาตให้เข้ามา...” เสียงแหบพร่าแห้งผากดังขึ้นเบาๆ จนแทบเป็นเสียงกระซิบ กรณ์ค่อยๆ ปรือเปลือกตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาสีเข้มที่ปกติมักจะมองมาด้วยความดุและคมกริบ ตอนนี้กลับฉาบไปด้วยหยาดน้ำใสและความสะลึมสะลือเนื่องจากพิษไข้ แต่มันก็ยังไม่วายส่งสายตาดื้อรั้นใส่เธอ “แล้วก็... ออกไปจากห้องของผมซะ ผมยังไม่ตาย”
“ปากดีจังนะคะ” รสาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งหมั่นไส้ทั้งเวทนาในคราวเดียวกัน เธอวางแฟ้มเอกสารในมือลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ปลายเตียงอย่างถือวิสาสะ “ถ้าคุณช็อกตายคาห้องนี้ขึ้นมาจริงๆ บริษัทฉันคงซวยเพราะไม่มีคนเซ็นอนุมัติแบบรีสอร์ทของคุณมีนาราพอดี เพราะฉะนั้น... อย่าเพิ่งสำแดงอิทธิฤทธิ์ตอนนี้เลยค่ะท่านสถาปนิก”
“ผมไม่ได้... ต้องการให้คุณมาประชด...” กรณ์พยายามจะดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง แต่ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงทำให้เขากลับเซถลาลงไปนอนราบกับหมอนตามเดิม ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิดที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ “บอกให้ออกไป...”
“ถ้าฉันออกไป แล้วใครจะเช็ดตัวให้คุณล่ะคะ ดูสิ เหงื่อแตกพลั่กแถมยังหนาวสั่นเป็นเจ้าเข้าขนาดนี้” รสาตัดบทด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดกว่าเดิม เธอไม่รอให้เขาได้ปฏิเสธ รีบเดินหายเข้าไปในห้องน้ำส่วนตัวก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับกะละมังใบเล็กใส่น้ำอุ่นและผ้าขนหนูผืนนุ่ม
กรณ์มองตามร่างบางที่จัดการพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นเหนือข้อศอก เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดและความกระตือรือร้นที่ขัดกับใบหน้าบึ้งตึงของเจ้าตัวอย่างสิ้นเชิง
“รสา... ผมทำเองได้” เขาเอ่ยเสียงต่ำ พยายามจะยื่นมือมาแย่งผ้าขนหนู
“อยู่นิ่งๆ สิคะ!” มัณฑนากรสาวกดเสียงดุใส่ทันที ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนวงหน้าคมคาย “อย่ามาทำเป็นเก่งตอนนี้เลยค่ะคุณกรณ์ ถ้าไม่อยากให้ฉันจับคุณมัดตรึงไว้กับเตียงแล้วเทน้ำราดหัวเหมือนในละครน้ำเน่า ก็กรุณานอนเฉยๆ แล้วให้ฉันดูแลซะดีๆ”
คำขู่ปนความเอาแต่ใจนั้นทำให้สถาปนิกหนุ่มถึงกับชะงัก ปากหนาเม้มเข้าหากันแน่นอย่างขัดใจ แต่สุดท้าย... เขาก็ทำได้แค่ยอมทิ้งศีรษะลงแนบกับหมอน ปล่อยให้ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบแตะสัมผัสลงบนลำคอและแผงอกผ่านรอยกระดุมเสื้อที่หลุดลุ่ย
สัมผัสอุ่นจากผ้าขนหนูที่ค่อยๆ เช็ดไล่ไปตามกรอบหน้า ลำคอ และลาดไหล่กว้าง ทำให้ลมหายใจของกรณ์เริ่มผ่อนคลายลงทีละน้อย ความเย็นสบายจากน้ำอุ่นช่วยบรรเทาพิษไข้ในกายได้บ้าง แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจเขากลับไม่ใช่ความเจ็บป่วย... หากแต่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ประจำตัวของหญิงสาวที่กำลังโน้มตัวเข้ามาใกล้จนแทบจะเกยทับร่างของเขาอยู่รอมรอม
และยิ่งใกล้... หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอก็เริ่มรัวเร่งขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
“มองอะไรคะ?” รสาชะงักมือที่กำลังเช็ดบริเวณสันจอกโด่งเป็นสัน เมื่อเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มที่กำลังจ้องมองเธอเขม็งโดยไม่กะพริบตา “ฉันเช็ดหน้าเช็ดตาให้ ไม่ได้จะควักลูกตาคุณออกมาขายสักหน่อย ทำไมต้องมองเหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อด้วยล่ะ”
“คุณ...” กรณ์เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่แหบพร่ากว่าเดิม ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดอยู่บริเวณต้นคอของเธอเมื่อเขาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด “คุณเห็น... รูปนั้นแล้วใช่ไหม”
รสาชะงักกึก มือที่ถือผ้าขนหนูค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ หัวใจกระตุกวูบไปชั่วขณะเมื่อนึกถึงไฟล์ภาพปริศนาที่ส่งตรงมาจากแหล่งข่าวไม่ประสงค์ออกนามเมื่อช่วงบ่าย
“รูปอะไรคะ ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย” เธอเลือกที่จะตีหน้ามึน กลบเกลื่อนความไหววูบในแววตาด้วยการเชิดคางขึ้นเล็กน้อยตามนิสัย
“อย่าโกหก” กรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบหรี่ลงมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ คล้ายจะอ่านทะลุปรุโปร่งไปถึงความรู้สึกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังท่าทีปากเก่งนั้น “แววตาของคุณฟ้องหมดแล้ว... รสา”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าคุณหมายถึงรูปอะไร รูปที่คุณยืนกอดแขนแนบชิดกับคุณมีนาราในห้องทำงานเมื่อบ่ายนี้อย่างนั้นเหรอคะ?” ในที่สุด เธอก็ยอมหลุดปากพ่นออกมาจนได้ ความหึงหวงที่พยายามเก็บกดไว้ตั้งแต่ต้นระเบิดออกผ่านน้ำเสียงประชดประชัน “โอ Patrick! ขอโทษทีนะคะที่ฉันเผอิญไปเห็นภาพสวีทหวานนั่นเข้า จนต้องรีบแจ้นเอาเอกสารมาส่งให้ถึงที่นี่ เผื่อว่าคุณสองคนจะกำลังวางแผนจัดงานแต่งงานกันอยู่ ฉันจะได้ออกแบบห้องหอให้ฟรีๆ เป็นของขวัญไงคะ!”
กรณ์นิ่งอึ้งไปชั่ววินาที ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะค่อยๆ ยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด แม้ว่าใบหน้าจะยังซีดเซียวจากพิษไข้ก็ตาม
“หึงเหรอครับ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามพร้อมกับโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเปรอะเปื้อนอยู่บนพวงแก้มเนียน
“ใครหึงคุณ! อย่ามาหลงตัวเองหน่อยเลยนะคะ!” รสาโวยวายเสียงดัง หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความอับอายที่เผลอหลุดปากแสดงอาการงี่เง่าแบบนั้นออกไป มือบางพยายามจะผลักอกแกร่งให้ออกห่าง แต่มีหรือที่คนป่วยแรงช้างอย่างเขาจะยอมขยับ
“ปากแข็งจริงนะ...” กรณ์พึมพำเสียงพร่า มือหนาที่ไม่มีเรี่ยวแรงเมื่อครู่ กลับคว้าจับข้อ tay เรียวของเธอไว้ได้อย่างรวดเร็วด้วยแรงที่ทำเอาเธอต้องอุทานออกมาเบาๆ “มีนาราแค่วูบจะล้มเพราะส้นสูงหัก ผมแค่... รับไว้ตามมารยาท ไม่ได้มีอะไรเกินเลยอย่างที่คุณจินตนาการไปไกลถึงไหนต่อไหนเลยสักนิด”
“แล้วฉันต้องสนใจด้วยหรือไงคะ ว่าคุณจะรับใครหรือล้มทับใคร!” รสาเถียงกลับเสียงแข็ง แม้ว่าหัวใจจะเริ่มเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอกเมื่อปลายนิ้วอุ่นของเขาเริ่มลูบไล้เบาๆ ที่หลังมือของเธอ
“ถ้าไม่สนใจ... แล้วคุณจะรีบวิ่งแจ้นมาหาผมถึงคอนโดนี้ทำไมล่ะ หืม?” กรณ์เอ่ยถามเสียงนุ่ม แววตาดุๆ เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนลุ่มลึกที่ทำเอาสตรีผู้ปากเก่งอย่างเธอถึงกับสมองตื้อตันไปหมด
“ฉัน... ฉันแค่มารับผิดชอบงานต่างหากเล่า!” เธอพยายามจะเถียงต่อ แต่เสียงของเธอกลับเบาราวกับเสียงกระซิบเมื่อใบหน้าของสถาปนิกหนุ่มโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ จนระยะห่างระหว่างริมฝีปากเหลือเพียงแค่คืบเดียว
“ปากเก่งให้มันตลอดรอดฝั่งเถอะน่า...” กรณ์กระซิบแผ่วเบาชิดริมฝีปาก นัยน์ตาสีเข้มพินิจมองใบหน้าหวานที่ขึ้นสีแดงจัดด้วยความเอ็นดูระคนคลั่งรัก “ไหนบอกว่าเกลียดผมนักหนา ทำไมตอนนี้ถึงยอมให้ผมนอนมองใกล้ๆ แบบนี้ล่ะครับ รสา”
รสาเม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนก้องอยู่ในโสตประสาท เธอกำลังจะอ้าปากพ่นคำด่าทอคมคายใส่หน้าเขาเหมือนทุกทีเพื่อรักษาฟอร์มของมัณฑนากรสาวผู้ไม่เคยยอมใคร...
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของเธอกำลังขยับเพื่อจะเอื้อnเอ่ยคำพูดโต้เถียงนั้น เสียงกริ่งหน้าประตูห้องพักก็ดังขึ้นแทรกบรรยากาศอันชวนใจสั่นไหวท่ามกลางความเงียบสงบ
*ติ๊ง... ต่อง!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังติดต่อกันสองครั้ง ตามด้วยเสียงเคาะประตูรัวเร็วและเสียงหวานคุ้นหูที่ตะโกนเรียกชื่อเจ้าของห้องเข้ามาจากด้านนอก—น้ำเสียงของผู้หญิงคนที่อยู่ในภาพถ่ายไฟล์นั้น... มีนารา!
กรณ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดทันทีที่ถูกขัดจังหวะ แต่รสายังไม่ทันได้ตั้งสติหรือขยับตัวถอยห่าง ประตูห้องรับแขกด้านนอกก็ถูกกดรหัสเปิดออกด้วยเสียงสัญญาณปลดล็อก และร่างของไฮโซสาวในชุดแฟชั่นจัดเต็มก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงโถงทางเดิน พร้อมกับเอ่ยทักเสียงใสโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต
“กรณ์คะ! พอดีมีนลืมกระเป๋าเอกสารไว้บนโต๊ะทำงาน... อุ๊ย!”
เสียงหวานนั้นขาดหายไปทันทีเมื่อมีนาราเดินเลี้ยวเข้ามาถึงห้องนอนใหญ่ และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้ไฮโซสาวถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง—ภาพของมัณฑนากรสาวปากเก่งที่กำลังนั่งคร่อมอยู่บนขอบเตียง ใกล้ชิดกับสถาปนิกหนุ่มในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยบนเตียงนอนส่วนตัว
รสาหน้าถอดสี หัวใจกระหน่ำรัวยิ่งกว่าเดิมเมื่อตระหนักได้ว่าเธอกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ "เข้าใจผิด" ยิ่งกว่าภาพถ่ายใบนั้นเสียอีก!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและสนับสนุนผลงานของเอมเมอรัลด์อายส์เสมอนะคะ
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสาวสายพ่นไฟ•ตอนที่ 10
ไข้หวัดกับคนปากแข็ง
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสาวสายพ่นไฟ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!