"ถ้าคุณยังยืนทำหน้าเหมือนคนปัญญาอ่อนอยู่ตรงนั้น ฉันจะถือว่าคุณอยากนอนไข้ขึ้นอืดตายคาคอนโดหรูราคาแปดหลักนี่จริงๆ นะคะ คุณกรณ์"
เสียงหวานห้าวที่เจือด้วยความหงุดหงิดระคนตื่นตระหนกดังขึ้นแทรกกลางความเงียบ รสาหน้าถอดสี หัวใจกระหน่ำรัวยิ่งกว่าเดิมเมื่อตระหนักได้ว่าเธอกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ "เข้าใจผิด" ยิ่งกว่าภาพถ่ายใบนั้นเสียอีก!
ภาพของสถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าไร้พ่ายและเย่อหยิ่งที่สุดในวงการ กำลังนอนพับอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีเขียวเข้มในชุดสูทเนื้อดีที่ยับยู่ยี่ เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดออกมาสะท้อนพิษไข้ระดับสี่สิบองศาได้อย่างดี และที่สำคัญที่สุด... มือหนาข้างนั้นกำลังคว้าข้อมือเธอไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ในวินาทีที่เธอตั้งใจจะหมุนตัวหนีความซวยเพราะคิดว่าเขาแกล้งหลับ
ให้ตายเถอะ! นี่เธอบุกเข้ามาในห้องเขาเพราะเอกสารด่วนโปรเจกต์รีสอร์ท แต่สิ่งที่เจอคือคุณชายน้ำแข็งขั้วโลกกำลังนอนซมใกล้ชิดยมทูต และเธอกลายเป็นพยาบาลจำเป็นแบบไม่ทันตั้งตัว
"รสา..." เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากยามปกติลิบลับ มันไม่มีความเยียบเย็นหรือท่าทีปากจัดกวนประสาท มีเพียงความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่หลังแววตาคู่คมที่ปรือปรอยขึ้นมองเธอ
"เพ้ออะไรล่ะคะ ปล่อยมือก่อนเลย ฉันจะไปหยิบเจลลดไข้กับผ้าชุบน้ำ" รสาพยายามบิดข้อมือออก แต่แรงคว้าของคนป่วยกลับไม่ลดลงเลยสักนิด หนَำซ้ำเขายยังดึงรั้งเธอจนเซถลาลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างโซฟา ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนแทบจะสัมผัสลมหายใจร้อนๆ ของกันและกัน
"อย่าเสียงดัง... ปวดหัว" กรณ์ขมวดคิ้วมุ่น ปากหยักได้รูปเผยอขึ้นเล็กน้อยเพื่อกอบโกยอากาศ ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความถือดี ตอนนี้กลับดูเปราะบางอย่างประหลาดจนคนมองใจกระตุกวูบ
"ก็คุณดึงฉันไว้ทำไมเล่า! ปล่อยค่ะ ฉันไม่ใช่พยาบาลส่วนตัวของคุณนะ อยากเก๊กนักไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่โทรเรียกมีนาราล่ะคะ คนสวยคนนั้นคงยินดีบินมาป้อนข้าวป้อนน้ำคุณถึงเตียงแน่ๆ" รสาพ่นไฟใส่ทันทีตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว ความหึงหวงที่เจ้าตัวไม่ยอมรับพรั่งพรูออกมาพร้อมกับน้ำเสียงประชดประชัน
กรณ์หรี่ตามองมัณฑนากรสาวปากเก่งที่กำลังนั่งกอดอกหน้าตาตื่นแต่ปากยังเก่งไม่เลิก มุมปากหยักกระตุกยิ้มขึ้นบางเบา แม้ในยามที่ไข้ขึ้นสูงจนสมองเบลอ แต่สัญชาตญาณการกวนประสาทเธอยังคงทำงานเป็นเลิศ
"หึง?" เสียงทุ้มแหบเอ่ยถามสั้นๆ แต่ทิ่มแทงทะลุกลางใจคนฟัง
"ใครหึง! บ้าหรือเปล่า ฉันแค่ไม่อยากเห็นคุณตายคาคอนโดแล้วผีมาหลอกฉันตอนตรวจแบบก็เท่านั้นแหละ ปล่อยเลยนะ!" รสาหน้าแดงก่ำ ร้อนผ่าวลามไปถึงใบหู เธอพยายามผลักอกกว้างของเขา แต่กลายเป็นว่าฝ่ามือบางแนบชิดอยู่กับแผงอกอุ่นจัดที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ
เคมีประหลาดบางอย่างพุ่งปรี๊ดขึ้นกลางอากาศ ความเงียบในห้องกว้างถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วจนไม่รู้ว่าของใครกันแน่ที่ดังกว่ากัน
"ปากดี... ตัวก็แค่นี้ แต่ทำไมพูดมากจัง" กรณ์พึมพำเสียงเบา ดวงตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าเนียนที่ขึ้นสีแดงจัดอย่างนึกเอ็นดู ลับหลังเขาอาจจะเป็นสถาปนิกปากร้ายที่ใครๆ ก็หมั่นไส้ แต่เวลาที่ผู้หญิงคนนี้ยืนพ่นไฟใส่ เขากลับรู้สึกว่าโลกใบนี้มีสีสันขึ้นมาถนัดตา
"นี่! ปากแบบนี้สมควรโดนไข้ทับให้ตายนักหรอก" รสากัดริมฝีปากล่างอย่างขัดใจ ก่อนจะตัดสินใจใช้มืออีกข้างคว้าหมอนอイングใบโตมาฟาดลงบนไหล่กว้างของคนป่วยไปทีหนึ่งอย่างหมั่นเขี้ยว "นอนนิ่งๆ เลยนะ คุณกรณ์!"
"โอ๊ย... รสา มือหนักเป็นบ้า มือแบบนี้เหรอจะไปออกแบบรีสอร์ทหรู ระวังแขกเขาจะนึกว่าคุณไปสร้างสนามมวย" ถึงจะเจ็บแต่ปากก็ยังไม่วายหาเรื่อง
"ถ้ายังไม่หุบปาก ฉันจะไม่แค่เอาหมอนตีนะคะ ฉันจะเอาสากกะเบือในครัวคุณมาทุบหัวแทนยาพาราจริงๆ ด้วย!" รสาแยกเขี้ยวขู่ใส่ แต่ก็ยอมลุกขึ้นยืนแล้วเดินดุ่มๆ ไปยังห้องครัวเพื่อหาผ้าและกะละมังใส่น้ำตามสัญชาตญาณความใจอ่อนที่มักจะพ่ายแพ้ให้กับความซวยของคนตรงหน้าทุกที
ผ่านไปสิบนาที รสาเดินกลับมาพร้อมกะละมังใบเล็กและผ้าขนหนูผืนนุ่ม เธอนั่งลงที่พรมปูพื้นข้างโซฟาอย่างระมัดระวัง มองคนป่วยที่นอนหลับตาพริม ลมหายใจสม่ำเสมอขึ้นเล็กน้อยหลังจากฤทธิ์ไข้เล่นงานจนหมดแรง
มือเรียวบรรจงบิดผ้าจนหมาด ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมไปแตะลงที่หน้าผากกว้างอย่างเบามือที่สุด สัมผัสเย็นเฉียบตัดกับความร้อนผ่าวของผิวเนื้อทำให้กรณ์สะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ปัดป้อง เขายอมปล่อยให้เธอดูแลแต่โดยดี
"ทำไมเวลาไม่เถียง ถึงได้ดูเหมือนแมวป่วยขนาดนี้นะ..." รสาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะไล่ผ้าชุบน้ำลงมาตามสันจมูกโด่งคมและแนวคางที่มีไรหนวดจางๆ ขึ้นครึ้ม ปลายนิ้วเรียวเผลอสัมผัสกับผิวแก้วสากเบาๆ โดยไม่รู้ตัว
ดวงตาคมที่ควรจะปิดสนิทค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ จ้องมองใบหน้าหวานที่อยู่ใกล้แค่คืบ สายตาคู่นั้นพราวระยับด้วยความหมายบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูด
"มองอะไรคะ หน้าฉันมีรอยดินสอติดอยู่หรือไง" รสาชักมือกลับแทบไม่ทัน หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
"มอง... คนที่บอกว่าไม่อยากให้ฉันตายคาคอนโด" กรณ์เอ่ยเสียงพร่า ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโต "เป็นห่วงก็บอกว่าห่วง ทำไมต้องทำเป็นพ่นไฟใส่ตลอด"
"ใครห่วงคุณ ทัศนคติแย่นะเนี่ย" รสาเชิดหน้าขึ้นกลบเกลื่อนความเขินที่กำลังแผดเผา "ฉันแค่ไม่อยากมีปัญหาทางกฎหมายถ้าคุณมาตายในห้องที่ฉันต้องมาตรวจงานต่างหากล่ะคะ"
กรณ์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่ทุ้มนุ่มและมีเสน่ห์จนรสาต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สถาปนิกหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักโซฟาช้าๆ โดยมีรสาคอยประคองให้อย่างไม่รู้ตัว สายตาของทั้งคู่ประสานกันนิ่งนาน ท่าามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เกินเลยกว่าคำว่าเจ้านายกับลูกน้อง หรือแม้แต่คู่กัด
"ถ้าฉันหายไข้เมื่อไหร่... เตรียมตัวรับมือกับการทวงบุญคุณรูปแบบใหม่ของผมได้เลยนะ รสา" กรณ์กระซิบเสียงต่ำ ใบหน้าเคลื่อนเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะเข้ากับแก้มเนียน
"คุณมัน..." รสาอ้าปากจะเถียง แต่คำพูดทั้งหมดก็ต้องกลืนหายลงไปในลำคอ
*กริ๊งงงงง—!*
เสียงกริ่งประตูหน้าห้องดังขึ้นทำลายความเงียบงันและบรรยากาศสีชมพูที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลัน รสาผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ ขณะที่กรณ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด
"ใครมาวะ..." กรณ์สบถเบาๆ
รสาเดินเร็วๆ ไปที่หน้าจออินเตอร์คอมเพื่อเช็คว่าใครคือผู้มาเยือนยามวิกาล แต่ทันทีที่ภาพบนหน้าจอปรากฏชัดเจน เธอก็ต้องหน้าถอดสีรอบที่สองของวัน เมื่อพบว่าผู้หญิงที่ยืนยิ้มหวานรออยู่หน้าประตูก็คือ... *มีนารา*
(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)
เอมเมอรัลด์อายส์
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสาวสายพ่นไฟ•ตอนที่ 11
ความห่วงใยที่เคลือบด้วยคำด่า
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสาวสายพ่นไฟ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!