"ผมบอกแล้วไงว่าผมกินได้ทุกอย่าง ไม่ใช่เด็กอมมือที่จะต้องมานั่งเลือกบรรยากาศหรูหราอะไรเบอร์นั้น"
เสียงหวานใสแต่เจือความประชดประชันเล็กน้อยดังขึ้น ท่ามกลางเสียงฉู่ฉ่าของน้ำมันร้อนๆ และกลิ่นหอมฟุ้งของเครื่องเทศที่ลอยตลบอบอวลไปทั่วตรอกเล็กๆ ย่านเยาวราช ทิวากำลังใช้ทิชชูเปียกเช็ดโต๊ะพลาสติกสีแดงอย่างคล่องแคล่ว ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองไปรอบตัวด้วยความตื่นตาตื่นใจ ต่างจากชายหนุ่มร่างสูงโปรดในชุดสูทแบรนด์ดังระดับโลกที่ยืนทำหน้าเหมือนคนกำลังจะกลืนยาขมอยู่ตรงหน้า
คิมหันต์ หรือท่านประธานหนุ่มผู้เนรมิตทุกอย่างให้ต้องสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานเพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์ กำลังใช้ปลายนิ้วโป้งและนิ้วชี้จับคอเสื้อสูทของตัวเองราวกับรังเกียจฝุ่นละอองในอากาศ ดวงตาคมกริบกวาดมองเก้าอี้พลาสติกตัวเตี้ยที่มีคราบมันเยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองคนตัวเล็กที่นั่งยิ้มแป้นอยู่ก่อนแล้วด้วยสายตาพิฆาต
"นี่เหรอสถานที่ที่คุณบอกว่า 'ร้านเด็ดในดวงใจ' ที่อยากให้ผมมาเปิดหูเปิดตา?" คิมหันต์เอ่ยเสียงเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงจนแทบจะผูกโบว์ได้ "สภาพแบบนี้... ถ้าแบรนด์แอมบาสเดอร์ของผมมาเห็นเข้า คงคิดว่าบริษัทเรากำลังจะล้มละลายจนต้องมานั่งกินข้าวข้างถังขยะ"
"โอייה ท่านประธานผู้สูงส่งครับ!" ทิวาแกล้งทำเสียงสูงใส่ สองมือเท้าสะเอวบนเก้าอี้พลาสติกอย่างไม่เกรงกลัวบารมี "อย่าทำตัวเป็นคุณชายตกยากหน่อยเลยน่า อาหารอร่อยๆ บนโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่อาหารฝรั่งเศสในโรงแรมห้าดาวหรอกนะ อีกอย่าง... วันนี้ผมเป็นคนเลี้ยง! เพราะฉะนั้น สิทธิ์ขาดอยู่ที่ผมครับคุณคิม"
"ใครบอกว่าผมจะให้คุณเลี้ยง?" คิมหันต์เลิกคิ้วสูง ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกตัวเล็กที่ดูเหมือนจะรับน้ำหนักร่างสูงใหญ่ของเขาแทบไม่ไหว ขายาวๆ ต้องแยกออกกว้างเพราะติดโต๊ะ "ผมเป็นเจ้ามือ... หมายถึง ในฐานะเจ้านายที่ต้องคอยควบคุมดูแลความประพฤติของลูกน้อง"
"ลูกน้อง?" ทิวาทวนคำ เสียงหัวเราะคิกคักหลุดออกมาจากลำคอระหง "ลูกน้องที่ไหนเขาบังคับให้ท่านประธานลงมานั่งซดก๋วยเตี๋ยวแคะริมถนนแบบนี้ล่ะครับ ยอมรับมาเถอะน่าว่าติดใจฝีปากผม เอ้ย! ติดใจบรรยากาศบ้านๆ แบบนี้ต่างหาก"
คิมหันต์ชะงักไปนิด ดวงตาคมปลาบมองใบหน้าหวานที่กำลังยิ้มจนตาหยี รอยยิ้มนั้น... รอยยิ้มที่ไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีหน้ากากทางธุรกิจ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ซ่อนอยู่ มันคือทิวา คนที่กล้าเถียงเขาทุกคำ กล้าขัดใจเขา และเป็นคนเดียวกันกับที่ทำให้หัวใจที่ด้านชาเป็นน้ำแข็งของเขาเริ่มกลับมาเต้นระส่ำอย่างควบคุมไม่ได้อีกครั้ง
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้อันตรายต่อระบบประสาทของเขาชะมัด
"ผมแค่สงสารกลัวคุณไม่มีเงินจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวต่างหาก ทิวา" คิมหันต์เลือกที่จะใช้กำแพงความปากร้ายกลบเกลื่อนความวูบไหวในอก น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระเซะกระแซะ "ปากเก่งแบบนี้ ถ้าเกิดล้างจานใช้หนี้คงอยู่ได้เป็นปี"
"เชอะ! ปากคอเราะร้ายแบบนี้ ระวังเถอะครับ... จะตกหลุมรักคนปากเก่งคนนี้เข้าสักวัน" ทิวาแลบลิ้นใส่ด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะหันไปสั่งอาม่าเจ้าของร้านเสียงใส "อาม่าครับ! เส้นใหญ่เย็นตาโฟพิเศษเครื่อง สองชามครับ! เอาลูกชิ้นกุ้งเยอะๆ นะครับ!"
บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไปจากความอึดอัดกลายเป็นความอบอุ่นที่แทรกซึมเข้ามาทีละน้อย แสงไฟนีออนสีส้มจากร้านค้าข้างทางสาดกระทบลงบนใบหน้าหวาน ทิวายังคงเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องราวตลกๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยให้ฟัง มือเรียวเล็กก็คอยหยิบตะเกียบมาเช็ดแล้วยื่นส่งให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติ
คิมหันต์รับตะเกียบมาถือไว้ นัยน์ตาคมทอดมองการกระทำนั้นเงียบๆ ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นริ้วไปทั่วหัวใจ มือใหญ่ที่เคยถือปากกาเซ็นเช่าซื้อกิจการมูลค่าหลายพันล้าน ตอนนี้กลับรู้สึกว่าการนั่งมองคนตรงหน้าคีบลูกชิ้นเข้าปากด้วยความเอร็ดอร่อยนั้น... มีค่ามากกว่าผลกำไรไตรมาสนี้เสียอีก
"มองอะไรครับ หน้าผมมีเส้นก๋วยเตี๋ยวติดอยู่หรือไง" ทิวาชะงักเมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าคนตรงจ้องมองตนไม่วางตา ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายอย่างปิดไม่มิด
"เปล่า" คิมหันต์ปฏิเสธเสียงเรียบ แต่สายตากลับอ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปหยิบกระดาษทิชชูบนโต๊ะ ก่อนจะโน้มตัวข้ามโต๊ะไปเชิญมุมปากให้อีกฝ่ายเบาๆ "กินเลอะเป็นเด็กๆ ไปได้... เช็ดหน่อยซิครับ"
สัมผัสอุ่นๆ จากปลายนิ้วที่แตะลงบนริมฝีปาก ทำให้ทิวารู้สึกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ช็อตเข้าที่กลางใจ ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ใบหน้าร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
นี่มัน... เกินเบอร์ไปแล้วนะ!
"ผ... ผมเช็ดเองได้ครับ" ทิวารีบคว้าทิชชูมาถือไว้เอง หลบสายตาคมกริบที่พราวระยับไปด้วยประกายความเอ็นดูคละเคล้าความเจ้าเล่ห์ คิมหันต์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่ทุ้มนุ่มและมีเสน่ห์จนคนฟังแทบละลาย
"หน้าแดงใหญ่แล้ว ทิวา... ร้อนเหรอ หรือว่า..." คิมหันต์แกล้งโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนได้กลิ่นหอมจางๆ จากตัวของอีกฝ่าย "หรือว่ากำลังเขินผม?"
"ใครเขิน! ฝันไปเถอะครับท่านประธาน!" ทิวารีบเถียงเสียงหลบลิ้นพันกัน ช้อนสายตาขึ้นค้อนใส่เพื่อกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ "ผมแค่... แค่เผ็ดพริกต่างหากเล่า!"
ภาพของคนปากแข็งที่พยายามทำเป็นเก๊กกลบเกลื่อนความเขินอาย ทำให้รอยยิ้มหายากปรากฏขึ้นบนริมฝีปากหยักของคิมหันต์ มันเป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดในรอบหลายปี เป็นความสุขเรียบง่ายที่เขาไม่เคยคิดว่าจะหาได้จากที่ไหน จนกระทั่งได้มานั่งอยู่ตรงนี้... เคียงข้างคนตัวเล็กคนนี้
แต่ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขมักสั้นเสมอ
ขณะที่ทิวากำลังตักน้ำซุปซดแก้เขิน เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนก็ทาบทับลงมาบนโต๊ะอาหาร บรรยากาศรอบตัวที่เคยอบอุ่นกลับเย็นเยียบลงฉับพลัน
"อ้าว... บังเอิญจังเลยนะครับ คิมหันต์"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงด้วยความเยียบเย็นเอ่ยขึ้น คิมหันต์ชะงัก รอยยิ้มหายวับไปจากใบหน้าทันที ดวงตาคมกริบแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดันในเสี้ยววินาที
เมื่อทิวาเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ หัวใจก็กระตุกวูบ
ชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบกริบ รอยยิ้มร้ายกาจที่มุมปาก และแววตาที่เต็มไปด้วยความริษยา... **ธีรภัทร** คู่แข่งทางธุรกิจคนสำคัญ และ... อดีตคนรักเก่าของคิมหันต์ ยืนมองพวกเขาอยู่ตรงนั้น พร้อมกับรอยยิ้มที่เหมือนมีมีดซ่อนอยู่ข้างหลัง!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
ดีลลับสילนใจท่านประธานปากร้าย•ตอนที่ 22
เดทแรก(ที่ไม่ใช่เดท)
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสילนใจท่านประธานปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!