ดีลลับสילนใจท่านประธานปากร้าย•ตอนที่ 6

กาแฟแก้วนั้น

ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
เสียงล็อกกลอนประตูดัง *คลิก* เบาๆ ราวกับเสียงตัดขั้วหัวใจของผมให้ขาดสะบั้นลงในเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบของคิมหันต์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างหาได้ยากยิ่ง เขารemoved ความเย่อหยิ่งและมาดท่านประธานผู้ไร้พ่ายออกไปจนหมดสิ้น หันขวับกลับมามองหน้าผมสลับกับบานประตูห้องทำงานที่กำลังจะถูกผลักเปิดออกโดยฝีมือของใครบางคนด้านนอก "เข้ามา!" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอدرอดลอดไรฟัน มันคือเสียงคำรามเตือนภัยแบบฉบับเสือร้ายที่ถูกล้ำอาณาเขต แต่ทว่า... มันช้าไปเสี้ยววินาที แอดดด— บานไม้เนื้อดีถูกผลักเปิดกว้าง เผยให้เห็นร่างสูงโปรดของ 'ธนา' เลขาฯ คนสนิทที่ถือวิสาสะก้าวเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารกองโตในมือ โดยที่เจ้าตัวยังก้มหน้าก้มตาอ่านรายงานบนแท็บเล็ตในมือโดยไม่ทันได้สังเกตสภาพความฉุกเฉินระดับสีแดงภายในห้องแม้แต่น้อย "ท่านประธานครับ เรื่องงบประมาณโปรเจกต์ไตรมาสสาม— อุ๊ย!" ธนาชะงักกึก เงยหน้าขึ้นมาแล้วต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอ เมื่อดวงตาปะทะเข้ากับภาพตรงหน้า ภาพที่ทำให้วิญญาณเกือบหลุดออกจากร่าง ร่างของท่านประธานคิมหันต์... ผู้ชายที่ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบ รักความสะอาด และเกลียดการแตะเนื้อต้องตัวยิ่งกว่าอะไรในโลก กำลังใช้แขนข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะทำงานไว้เพื่อกักตัวผมเอาไว้ ส่วนมืออีกข้าง... บ้าเอ๊ย มือข้างนั้นของเขาดันโอบเอวผมไว้แน่นจนแผ่นหลังแทบจะแนบติดไปกับอกแกร่งของเขาอยู่แล้วในท่าทางที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมอันดีงามในเวลางาน! ส่วนผมนะเหรอ? ทิวานักศึกษาฝึกงานผู้ตาดำๆ กำลังหงายหลังเอนไปตามแรงดึง โดยมีใบหน้าคมคายของท่านประธานโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกของเราเกือบจะชนกันอยู่รอมร่อ สภาพของเราตอนนี้มันฟ้องชัดเจนยิ่งกว่าหลักฐานชิ้นไหนๆ ว่าเมื่อกี้เรากำลังจะทำ 'อะไร' กัน ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานหรูหราขนาดใหญ่ชั่วขณะ เงียบจนได้ยินเสียงแอร์ทำงานและเสียงหัวใจที่เต้นรัวโครมคราม... ไม่รู้ว่าเสียงของใครกันแน่ที่ดังลั่นขนาดนี้ ธนาอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ สมองของเลขามืออาชีพคงกำลังประมวลผลอย่างหนักหน่วงว่าควรจะควักลูกตาตัวเองทิ้งตรงนี้ หรือควรจะวิ่งหนีออกไปแล้วทำเป็นมองไม่เห็นดี คิมหันต์หน้าตึงเปรียะ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาเล็กน้อย ความเยือกเย็นที่เคยมีพังทลายไม่เป็นท่า เขาไม่ได้ผละตัวออกจากผมทันที แต่กลับกวาดสายตาดุร้ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อไปยังเลขาฯ ของตัวเอง "ธนา..." คิมหันต์เค้นเสียงลอดไรฟัน ออกมาทีละคำอย่างเยือกเย็นจนน่ากลัว "นายไม่มีปุ่ม 'เคาะประตูก่อนเข้าห้อง' ติดตั้งมาตั้งแต่เกิดหรือไง?" "เอ่อ... คือ... ผม... ผมเคาะแล้วนะครับท่านประธาน! แต่... แต่สงสัยเสียงมันเบาไป..." ธนารีบละล่ำละลักแก้ตัว หัวแทบจะมุดลงไปในพื้นพรมราคาแพง เขารีบหลบสายตาเป็นพัลวัน ยกแฟ้มขึ้นมาบังหน้าครึ่งหนึ่งราวกับรังเกียจที่จะเป็นก้างขวางคอ "ผม... ผมวางเอกสารไว้ตรงนี้นะครับ! พอดีลืมของ! เชิญ... เชิญพวกคุณ... เอ๊ย เชิญท่านประธานทำงานต่อตามสบายเลยครับ! ผมขอตัวไปเคลียร์งานข้างนอกก่อนนะคร้าบบบ!" พูดจบ ธนาก็โยนแฟ้มลงบนโต๊ะข้างๆ ด้วยความเร็วแสง หมุนตัวกลับ 180 องศาแล้วพุ่งพรวดออกนอกประตูไปพร้อมกับปิดล็อกให้อย่างรู้ความโดยไม่ต้องสั่งซ้ำสอง ปัง! เสียงประตูปิดลงสนิท ทิ้งให้ความเงียบงันกลับมาครอบงำห้องอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบแบบเดิม มันคือความเงียบที่อวลไปด้วยประจุไฟฟ้าสถิตและความอึดอัดที่ชวนให้หายใจไม่ออก หัวใจของผมเต้นกระหน่ำรัวยิ่งกว่ากลองเพลิง ความใกล้ชิดเมื่อครู่ทำให้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นกาแฟคั่วเข้มจากตัวคิมหันต์ลอยวนอยู่ปลายจมูก ใบหน้าของเขาที่อยู่ห่างแค่คืบทำให้ผมเห็นแพขนตายาวเป็นระเบียบและริมฝีปากหยักได้รูปที่เม้มเข้าหากันอย่างหงุดหงิด ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้ต่อให้โมโหจนหน้ามืดแค่ไหน ก็ยังดูหล่อเหลาจนน่าหมั่นไส้ชะมัด "ยังจะมองหน้าฉันอีกเหรอ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ดวงตาคมกริบก้มลงมองผมด้วยแววตาที่ซับซ้อน มันมีความเขินอายเจืออยู่จางๆ ลึกภายใต้ความดุดันนั้น แต่ปากร้ายๆ ของเขาก็ยังไม่วายหาเรื่องแซะ "ชอบท่านี้มากรึไง ถึงไมยอมถอยออกไปสักที" ผมแค่นسยิ้มมุมปาก ความประหม่าเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความกวนประสาทตามสัญชาตญาณทันทีที่ตั้งหลักได้ "อ้าว ท่านประธานครับ..." ผมเอียงคอเล็กน้อย จงใจขยับสะโพกเบาๆ จนแผ่นหลังแนบชิดกับอกเขามากกว่าเดิมเพื่อดูปฏิกิริยา "คนที่ล็อกผมไว้ไม่ให้ขยับคือใครกันแน่ครับ? หรือจริงๆ แล้ว... ท่านประธานต่างหากที่ติดใจท่านี้?" คิมหันต์สะดุ้งเฮือกเล็กน้อย ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นมาทันที แขนที่โอบเอวผมอยู่กระชับแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ ราวกับร่างกายของเขามันตอบสนองเร็วกว่าสมองเสียอีก "ทิวา!" เขาคำรามชื่อผมเสียงต่ำ ขบกรามแน่นจนสันนูน "ชักจะปากเก่งใหญ่แล้วนะ นายคิดว่าตัวเองกำลังเล่นอยู่กับใครหἒ?" "กำลังเล่นกับคนปากแข็งแถวนี้มั้งครับ" ผมตอบสวนกลับทันควัน ไร้ความเกรงกลัวใดๆ ทั้งสิ้น ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสนุกปนหงุดหงิดของเขา "ปากบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนา แต่เวลาคนอื่นเข้ามาเห็น... ทำไมหน้าต้องแดงด้วยล่ะครับ?" "ใครหน้าแดง!?" คิมหันต์สวนกลับเสียงแข็งทันควัน ปฏิเสธเสียงสูงทั้งที่ใบหน้าคมคายเริ่มมีริ้วสีจางๆ ลามขึ้นมาที่ใบหูอย่างปิดไม่มิด "ฉันแค่อากาศร้อน! ห้องทำงานฉันเสีย! นายต่างหากที่ตัวร้อนเป็นไข้ ปล่อยได้แล้ว!" เขาพยายามจะดันตัวผมออก แต่จังหวะนั้นเอง... กริ๊ก! เปรี้ยง! จู่ๆ ไฟฟ้าในห้องทำงานทั้งห้องก็ดับสนิทลงพร้อมกับเสียงฟิวส์ขาดดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟระย้าดับวูบลงในพริบตา เหลือเพียงแสงสว่างสลัวรางจากกระจกเงาบานใหญ่ด้านนอกที่สะท้อนแสงไฟนีออนของตึกฝั่งตรงข้ามเข้ามาเท่านั้น ความมืดที่โรยตัวลงมาอย่างกะทันหันทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง "เฮ้ย!" ผมอุทานเบาๆ ด้วยความตกใจ มือที่เคยยันแผงอกเขาไว้เผลอขยุ้มเสื้อสูทเนื้อดีของเขาแน่นตามสัญชาตญาณเมื่อรอบตัวมืดสนิท คิมหันต์เองก็ชะงักไปเช่นกัน ร่างสูงใหญ่ที่เคยขยับถอยห่างหยุดกิ่งก้านสาขาลงทันที ความมืดทำให้ประสาทสัมผัสด้านอื่นเด่นชัดขึ้นมาเป็นร้อยเท่า กลิ่นกายสะอาดเจือจางของเขา ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดอยู่แถวข้างแก้ม และสัมผัสแนบชิดจากท่อนแขนที่โอบรอบเอวผมไว้... มันชัดเจนเสียจนหัวใจผมกระตุกวูบอย่างแรง ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของทั้งคู่ ความเงียบและความมืดทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบ มันดึงเราให้จมดิ่งลงไปในวังวนความรู้สึกที่อันตรายและหอมหวานเกินกว่าจะถอนตัว คิมหันต์โน้มใบหน้าลงมาอีกครั้งในความสลัว ปลายจมูกของเราเฉียดผ่านกันไปมาอย่างไม่ตั้งใจ ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด ทว่าดวงตาคู่นั้นในความมืดกลับเปล่งประกายคมปลาบราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังจ้องเหยื่อในคืนเดือนมืด "ทิวา..." เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าและสั่นพร่าเล็กน้อย มันไม่มีความเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความรุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ในน้ำเสียงนั้น นิ้วเรียวแกร่งของเขาที่เคยจับต้นแขนผม ค่อยๆ เคลื่อนไล้ขึ้นมาสัมผัสที่กรอบหน้าอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนจนน่าประหลาดใจตัดกับบุคลิกปากร้ายโดยสิ้นเชิง ปลายนิ้วโป้งของเขาเกลี่ยเบาๆ ที่พวงแก้มของผม ราวกับเขาเองก็พยายามพิสูจน์ว่านี่คือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝัน ผมกลั้นหายใจ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลักออกมานอกอก ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยอย่างลืมตัว สมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกนอกจากสัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า "ถ้าคิดจะยั่วกันแบบนี้... นายต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุดนะ ทิวา" น้ำเสียงกระซิบชิดริมฝีปากดังขึ้น พร้อมกับที่วงแขนแกร่งรั้งเอวผมเข้าไปประชิดจนไม่มีช่องว่างเหลือเฟือ คิมหันต์ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากของเราแทบจะสัมผัสกันในความมืดสลัว ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของเราจะแนบสนิทกันตามแรงดึงดูดอันบ้าคลั่ง... กริ๊ก! แสงไฟนีออนฉุกเฉินสีขาวสว่างวาบขึ้นมาทั่วทั้งห้องทันทีที่ระบบสำรองไฟทำงาน! แสงสว่างจ้าบาดตาทำให้คิมหันต์และผมผละออกจากกันราวกับโดนไฟช็อต ดวงตาคมกริบของคิมหันต์เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจปนเสียดายเล็กน้อย เขารีบชักมือกลับแล้วกระแอมออกมาเสียงดังกลบเกลื่อนอาการประหม่า แต่ในวินาทีที่หัวใจผมยังเต้นรัวไม่เป็นจังหวะจากเหตุการณ์เฉียดฉิวเมื่อครู่ เสียงเคาะประตูก็รัวดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างกระชั้นชิด พร้อมกับเสียงเปิดประตูพรวดเข้ามาโดยไม่รออนุญาต "คิม! ฉันรู้ว่านายอยู่ในนี้ ทำไมไฟดับ—" เสียงหวานใสที่คุ้นหูดังแทรกเข้ามาในห้อง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเพรียวระหงในชุดเดรสดีไซน์หรูของหญิงสาวคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนกลางห้อง... และดวงตากลมโตของเธอก็เบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นสภาพของผมกับคิมหันต์ที่ยืนหายใจหอบกระชั้นอยู่ห่างกันเพียงก้าวเดียว! (โปรดติดตามตอนต่อไป) *ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาร่วมลุ้นและใจฟูไปด้วยกันนะครับ*
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสילนใจท่านประธานปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%