เสียงอุทานของ "มินตรา" หญิงสาวผู้มาใหม่ดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องทำงานส่วนตัว บรรยากาศระหว่างผมกับทิวาก่อนหน้านี้ที่ตึงเครียดและอบอวลไปด้วยกระแสไฟฟ้าประหลาดพลันแตกกระเจิงราวกับกระจกที่ถูกค้อนทุบ
"อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ฉัน... ฉันไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวนเวลาส่วนตัวของพวกคุณนะคะ" มินตรากะพริบตาปริบๆ รอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ถูกประดับไว้บนใบหน้าไม่ได้ช่วยลดความอยากรู้อยากเห็นในแววตาคู่สวยนั้นเลยแม้แต่น้อย เธอมองสำรวจสภาพเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่เล็กน้อยของทิวา สลับกับใบหน้าบึ้งตึงของผมที่กำลังพยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นท่านประธานผู้ไร้ความรู้สึก
ให้ตายเถอะ ยัยนี่โผล่มาถูกเวลาเสียจริง... เวลาที่กำลังจะทำลายความอดทนของผมให้พังครืนลงมาน่ะสิไม่ว่า!
ทิวาเบิกตากว้างขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่สติจะกลับคืนมา ร่างเพรียวรีบก้าวถอยหลังเว้นระยะห่างจากตัวผมทันทีราวกับกลัวว่าไฟจากตัวผมจะลวกผิว สองมือเรียวรีบยกขึ้นจัดชายเสื้อเชิ้ตที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่เข้าทางอย่างลิบลับ ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงจัด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธเมื่อครู่หรือเพราะความอายที่ถูกบุคคลภายนอกเข้าใจผิดกันแน่
"ไม่มีอะไรเข้าใจผิดทั้งนั้นครับ คุณมินตรา" ผมเอ่ยเสียงเรียบ ตวัดสายตาดุๆ ไปยังผู้มาใหม่เพื่อกลบเกลื่อนความหงุดหงิดในอก "ถ้าคุณยังมีมารยาทพอ น่าจะรู้ว่าการเคาะประตูก่อนเข้าห้องท่านประธาน เป็นกฎพื้นฐานที่พนักงานทุกคนควรปฏิบัติ"
มินตราหน้าเสียไปวูบหนึ่ง เธอหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ "เอ่อ... ต้องขอประทานโทษด้วยค่ะท่านประธาน พอดีฉันมีเอกสารด่วนโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องให้ท่านเซ็นอนุมัติภายในสิบนาทีก่อนประชุมบอร์ด... เห็นประตูไม่ได้ล็อกก็เลย..."
"วางไว้บนโต๊ะแล้วคุณก็ออกไปได้แล้วครับ" ผมตัดบทเสียงเฉียบขาด ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดให้ทิวายิ่งได้ใจ หรือทำสายตารู้ทันส่งผ่านมาให้อีก
ทิวาสูดหายใจเข้าลึก ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ดวงตากลมโตฉายแววโล่งอกผสมกับความเย้ยหยันจางๆ ที่ส่งมาให้ผมโดยเฉพาะ ก่อนที่เจ้าตัวจะหันไปโค้งศีรษะให้มินตราอย่างสุภาพ "ถ้าอย่างนั้น... ดิฉันขอตัวไปเคลียร์งานเอกสารต่อนะคะท่านประธาน"
สรรพนามที่ทิวาจงใจเน้นเสียงและหยิบยกมาใช้ประชดประชันทำเอาผมคิ้วกระตุก ยัยเด็กดื้อนี่... กล้าดียังไงมาท้าทายอำนาจมืดของผมต่อหน้าคนอื่น!
ร่างบางหมุนตัวเดินนิ่มนวลออกไปจากห้อง ทิ้งให้มินตรารีบวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานด้วยความรวดเร็วแล้วรีบถอยฉากออกไปตามคำสั่งโดยไม่กล้าแม้แต่จะสบตาผมตรงๆ
เมื่อประตูห้องปิดสนิทลง ความเงียบงันก็กลับมาเยือนอีกครั้ง ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังราคาแพง นวดขมับตัวเองเบาๆ เพื่อขับไล่ความปวดตุบๆ ที่แล่นริ้วขึ้นมาจากการกระทำอันแสนพยศของทิวา
แต่กระนั้น... ภาพใบหน้าหวานที่ขึ้นสีเรื่อเมื่อครู่ กลับยังคงวนเวียนอยู่ในหัวสมองของผมอย่างสลัดไม่หลุด
ให้ตายสิ... ผมกลายเป็นคนบ้าไปแล้วหรือยังไง?
สองชั่วโมงต่อมา...
แสงไฟจากจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่บนโต๊ะทำงานสะท้อนเข้ากับใบหน้าคมคายของผม นิ้วเรียวกำลังเคาะโต๊ะเป็นจังหวะตามอารมณ์ที่ยังคงคุกรุ่น ทว่าความสนใจทั้งหมดในตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่กองเอกสารตรงหน้า กลับถูกดึงดูดไปที่หน้าจอแท็บเล็ตอีกเครื่องหนึ่งที่วางอยู่ข้างกัน หน้าจอสีดำสนิทที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิดมุมสูงภายในห้องทำงานส่วนกลางของฝ่ายครีเอทีฟ
ห้องที่ทิวากำลังนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ตอนนี้...
ผ่านเลนส์กล้องความละเอียดสูง ผมมองเห็นทุกอิริยาบถของคนตัวเล็ก ทิวาในยามตั้งใจทำงานช่างมีเสน่ห์อย่างประหลาด ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันขณะที่มือเรียวขยับเมาส์คลิกหน้าจอคอมพิวเตอร์รัวๆ บางครั้งเจ้าตัวก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหัวเสียเมื่อคิดงานไม่ออก ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบแล้วพ่นลมหายใจออกมาพรืดใหญ่
ท่าทางฮึดฮัดเหมือนแมวเปอร์เซียโดนขัดใจนั่น... มันน่าหมั่นไส้เสียจนผมเผลอยกยิ้มมุมปากออกมาโดยไม่รู้ตัว
"ดื้อด้าน... ปากเก่ง..." ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ สายตายังคงจับจ้องภาพผ่านจออย่างไม่วางตา "คอยดูเถอะ... ถ้างานออกมาไม่ดีอย่างที่คุยไว้ ผมจะหักเงินเดือนให้เข็ด"
พูดไปอย่างนั้นเอง... ความจริงคือโปรเจกต์ที่ผมมอบหมายให้ทิวานั้น เจ้าตัวทำออกมาได้ดีเกินคาดเสียด้วยซ้ำ ทัศนคติเฉียบคมและความคิดสร้างสรรค์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าหวานๆ นั่น ทำให้ผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... เด็กนี่มีของ และดึงดูดสายตาผมให้อยู่กับเขานานเกินความจำเป็น
ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่บานประตูจะถูกผลเปิดออกโดยไม่ต้องรอให้ผมอนุญาต ร่างเพรียวของทิวาก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลในมือ ใบหน้าหวานเรียบเฉยแต่แววตากลมโตกลับมีความท้าทายพาดผ่านอยู่เต็มเปี่ยม
ผมรีบกดปิดหน้าจอแท็บเล็ตที่ฉายภาพกล้องวงจรปิดเมื่อครู่อย่างแนบเนียน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับผู้มาใหม่ด้วยมาดประธานผู้เย็นชาดังเดิม
"เข้ามาทำไมโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกแล้วครับ ทิวา?" ผมเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงเรียบสนิทแต่ซ่อนความระ2อุไว้ข้างใน
ทิวาเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ไม่ได้เกรงกลัวรังสีอำมหิตที่ผมแผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย เจ้าตัววางแฟ้มเอกสารกระแทกลงบนโต๊ะเบาๆ จนกระดาษด้านในขยับ
"งานโปรเจกต์ที่ท่านประธานสั่ง... ฉันทำเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ" ทิวายิ้มหวานหยาดเยิ้ม รอยยิ้มที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นการเสแสร้งร้อยเปอร์เซ็นต์ "เชิญท่านประธานผู้ทรงเกียรติ ตรวจสอบดูความผิดพลาดได้เลยนะคะ... เผื่อว่าจะหาจุดบกพร่องมาหักเงินเดือนฉันได้อีก"
ผมหรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างพิจารณา ความถือดีและวาจาเชือดเฉือนนี่มันชวนให้มือไม้กระตุกอยากจะดึงร่างบางเข้ามาฟาดสักทีสองทีจริงๆ
"มั่นใจมากสินะครับ?" ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าอ้อมโต๊ะทำงานเข้าไปประชิดตัวทิวาช้าๆ จนคนตัวเล็กต้องผถอยหลังไปชนขอบโต๊ะทำงานด้านหลังโดยอัตโนมัติ
ทิวาสูดหายใจเข้าลึก ดวงตากลมโตไหววูบไปชั่วขณะเมื่อถูกผมต้อนจนมุม ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่หายใจ กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกไม้จางๆ จากตัวของทิวาลอยเข้าแตะจมูก ยิ่งปลุกเร้าสัญชาตญาณความเป็นนักล่าในตัวผมให้ตื่นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
"ถ... ถอยไปไกลๆ เลยนะท่านประธาน" ทิวาเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก มือเรียวยกขึ้นดันแผงอกผมไว้แน่นเมื่อใบหน้าของเราห่างกันเพียงไม่กี่คืบ "นี่มันในเวลางาน... อื้อ!"
ผมไม่ปล่อยให้คนปากเก่งได้พูดจบประโยค มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือบางทั้งสองข้างตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมฝีปากนุ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่น
"ในเวลางานแล้วยังไงครับ..." น้ำเสียงของผมทุบต่ำลงจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากที่เอาแต่เถียงฉอดๆ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาตรงๆ "ในเมื่อคุณเป็นคนเดินเข้ามาหาผมถึงที่นี่เอง... รู้ไหมครับว่าการทำแบบนี้ มันแปลว่าอะไร?"
ทิวาเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อแผงอกของเราแนบชิดกันจนแทบหลอมรวมเป็นเนื้อเดียว ร่างบางพยายามดึงข้อมือออกจากการพันธนาการแต่ก็ไม่เป็นผล ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงจัดลามไปถึงใบหู
"ปล่อยนะ! คุณมัน... อื้อหือ..."
เสียงต่อต้านถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อผมจงใจโน้มใบหน้าลงไปใกล้จนปลายจมูกของเราเกือบจะแตะกัน ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนก
หัวใจของทิวากำลังเต้นรัวแรงจนผมสัมผัสได้ผ่านแผ่นอกที่กระเพื่อมไหว และเชื่อเถอะว่า... หัวใจของผมเองก็ไม่ได้เต้นช้าไปกว่ากันเลยสักนิด
และในวินาทีที่ผมกำลังจะก้มลงปิดกั้นริมฝีปากดื้อรั้นนั้นให้หยุดพูดคำผงาด...
กริ๊ก!
เสียงปลดล็อกลูกบิดประตูดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับร่างของบุคคลที่สามที่ผลักประตูเข้ามาพร้อมกับเสียงพูดเจื้อยแจ้ว
"พี่คิมคะ! เอกสารกองนี้... อุ๊ย!"
ผมชะงักค้าง ใบหน้าคมตวัดกลับไปมองที่ประตูด้วยแววตาที่พร้อมจะฆ่าคนได้ทันทีที่ขัดจังหวะสำคัญ!
_____________________________________________
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนเข้ามาสัมผัสความฟินปนความกวนประสาทของคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะครับ!
ดีลลับสילนใจท่านประธานปากร้าย•ตอนที่ 7
คนปากร้ายกับยัยเด็กดื้อ
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสילนใจท่านประธานปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!