"ถ้าคิดจะยืนขวางทางเดินของคนอื่น อย่างน้อยก็น่าจะหัดมีมารยาทเคาะประตูก่อนนะ... ธน"
น้ำเสียงของคิมหันต์ไม่ได้ดังเลยสักนิด แต่มันกลับเย็นเยียบราวจับน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้มาใหม่ด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้กลายเป็นจุล ภายในห้องครัวเล็กๆ ของชั้นผู้บริหาร บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนแทบจะติดลบ ขณะที่ทิวาซึ่งยืนอยู่ใกล้แผ่นอกกว้างของท่านประธานถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ธน—รองประธานหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็นญาติสนิตรและคู่แข่งทางธุรกิจกลายๆ ของคิมหันต์—ไม่ได้สะทกสะท้านกับสายตานั้นเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มมุมปากของเขายังคงประดับอยู่บนใบหน้าอย่างกวนประสาท ดวงตาเรียวรีคมกริบกวาดมองสำรวจตั้งแต่ร่างโปร่งบางของทิวาที่ติดอยู่ชิดวงแขนแกร่ง ไล่เรื่อยลงมายังรอยยับย่นเล็กน้อยบนเสื้อเชิ้ต ก่อนจะหยุดนิ่งที่นัยน์ตาพราวระยับ
"โอ๊ะ... ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ ท่านประธาน" ธนลากเสียงยาวอย่างจงใจ แววตาเจ้าเล่ห์ฉายชัดความสนุกสนาน "พอดีผมได้ยินเสียงกุ๊กกิ๊กเล็ดลอดออกมาจากห้องครัว นึกว่าพนักงานทำความสะอาดทำของตกเสียหายเสียอีก... ไม่คิดเลยว่าเราจะมี 'แขกคนพิเศษ' มาเดินตรวจงานถึงนี่ด้วยตัวเอง"
คำว่า 'แขกคนพิเศษ' ถูกเน้นเสียงหนักหน่วงจนความหมายมันเพี้ยนไปไกลลิบ ทิวารู้สึกได้ทันทีว่าเลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นเพราะความหงุดหงิดกับสายตากรุ้มกริมที่มองมาเหมือนเขากำลังตกเป็นชิ้นปลาทูน่าบนเขียง
เด็กหนุ่มขยับตัวจะถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่าง แต่ทว่า... วงแขนแข็งแรงของคิมหันต์กลับกระชับแน่นขึ้นที่เอวสอบ รั้งร่างของเขาให้แนบชิดยิ่งกว่าเดิม ราวกับท่านประธานหนุ่มต้องการประกาศความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจนต่อหน้าศัตรูตัวฉกาจ
"ถ้าว่างมากนัก จนมีเวลามาเดินสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น เอาเวลาไปตรวจงบการตลาดไตรมาสหน้ายังจะมีประโยชน์กว่านะ ธน" คิมหันต์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันชัดเจน "บริษัทเราไม่ได้จ้างรองประธานมาเดินเป็นยามเฝ้าห้องครัว... หรือว่าสมองนายมีไว้คิดแต่เรื่องไร้สาระแบบนี้?"
"โห... แรงจังเลยนะครับพี่คิม" ธนหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาคมกิ่วหรี่ลงเล็กน้อย "ผมก็แค่เป็นห่วง... ช่วงนี้ข่าวลือข้างล่างมันหนาหูเหลือเกิน พนักงานเขากล่าวขานกันสนั่นตึก ว่าท่านประธานผู้รักความสมบูรณ์แบบคนนี้ ถึงกับยอมส닉เงินส่วนตัวจ้างเด็กฝึกงานหน้าตาจิ้มลิ้ม มาคอย 'ปรนนิบัติ' ถึงห้องทำงานส่วนตัว... แถมวันนี้ยังควงกันลงมาเดินสวีตหวานชื่นกลางโรงอาหารอีกต่างหาก"
ปัง!
ทิวารู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกวูบ ข่าวลือติดจรวดพวกนั้นแพร่สะพัดเร็วเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง นี่พวกเขาเพิ่งจะเดินกินกาแฟด้วยกันเมื่อตอนเที่ยงเองนะ! ทำไมพนักงานถึงได้ตาไวและปากไวกันขนาดนี้
"ปากว่างมากเหรอ ถึงได้เอาเรื่องไร้สาระพวกนี้มาพูด" คิมหันต์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาดุดันขึ้นอีกเท่าตัว ร่างสูงใหญ่ก้าวบังร่างของทิวาไว้มิดชิด ราวกับต้องการปกป้องอีกฝ่ายจากสายตาแทะโลมของลูกพี่ลูกน้องตัวแสบ "ถ้าไม่มีงานทำ ก็ไสหัวกลับห้องทำงานของนายไปซะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนแล้วไล่นายออกจริงๆ"
"ระวังหน่อยสิครับพี่คิม... คนเขาก수มองกันอยู่ทั้งบริษัท ถ้ารักจะกินเด็กในคาบเกี่ยวแบบนี้ อย่างน้อยก็น่าจะหาที่ลับตาคนกว่านี้นะครับ เดี๋ยวภาพลักษณ์ 'ท่านประธานผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง' จะมัวหมองเอาเสียเปล่าๆ" ธนยังคงลอยหน้าลอยตาพูดจาเสียดสี ก่อนจะปรายตามองผ่านไหล่กว้างของคิมหันต์มาที่ทิวา พร้อมส่งยิ้มมุมปากที่เต็มไปด้วยความหมายแฝง "ส่วนน้องทิวา... ตั้งใจทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์เยอะๆ ล่ะครับ โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีเข้ามาบ่อยๆ หรอกนะ... ระวังจะได้ไม่คุ้มเสีย"
พูดจบ ธนก็ยกมือขึ้นทำวันทาเชิงกวนประสาท ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้บรรยากาศในห้องครัวตลบอบอวลไปด้วยความอึดอัดและคุกรุ่น
ทันทีที่แผ่นหลังของธนลับตาไป คิมหันต์ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ร่างสูงปล่อยมือที่โอบเอวทิวาออกอย่างจำใจ แต่ดวงตายังคงจับจ้องไปที่ประตูด้วยความเคืองแค้น
"ไอ้เวรนี่..." คิมหันต์สบถเบาๆ
"ปล่อยให้มันพูดไปเถอะครับ..." ทิวาถอนหายใจยาวเหยียด ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ "ตอนนี้ปัญหาใหญ่ไม่ใช่คำพูดของรองประธานหรอกครับ... แต่เป็นข่าวลือที่กำลังแพร่สะพัดทั่วบริษัทต่างหาก! พี่คิม... ถ้าทุกคนเข้าใจผมผิด คิดว่าผมใช้เต้าไต่หรือเกาะพี่กินจริงๆ ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะเนี่ย!"
เด็กหนุ่มหันมามองหน้าพระเอกหนุ่มด้วยแววตาเป็นกังวลอย่างปิดไม่มิด ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ความเครียดฉายชัดอยู่บนใบหน้าหวาน
คิมหันต์หันกลับมามองคนตัวเล็กที่กำลังทำหน้ามอย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันยุ่ง ความหงุดหงิดที่มีต่อธนเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่ตีรวนอยู่ในอก... ให้ตายสิ เจ้าเด็กนี่เวลากลุ้มใจแล้วน่าเอ็นดูเป็นบ้า แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ทนไม่ได้เลยที่จะเห็นดวงตาคู่นั้นมีความทุกข์
มือหนายื่นออกไปโดยอัตโนมัติ นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากมนของทิวาออกอย่างเบามือ สัมผัสที่อ่อนโยนผิดกับบุคลิกปากร้ายโดยสิ้นเชิงทำให้นายเอกถึงกับชะงัก เงยหน้าขึ้นสบตาด้วยความประหลาดใจ
"กลัวอะไร?" คิมหันต์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นิ่งสนิทแต่มั่นคง "หรือว่ากลัวคนอื่นจะรู้ว่าเรา... มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าเจ้านายกับลูกน้องจริงๆ?"
"ไม่ใช่สักหน่อย!" ทิวารีบเถียงเสียงหลง หน้าแดงซ่านขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องมีใครบิ้วด์ "ผมไม่ได้กลัวเรื่องนั้น... หมายถึง... ผมไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น! แต่ผมแคร์ชื่อเสียงตัวเองบ้างสิครับ ผมต้องฝึกงานให้ผ่านแล้วเรียนจบนะ ไม่ได้อยากดังชั่วข้ามคืนในฐานะ 'เด็กเส้นของท่านประธาน' สักหน่อย!"
"ปากเก่งนักนะ" คิมหันต์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความคลั่งรักที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ไม่มิด "สนใจคำพูดของคนอื่นทำไม ในเมื่อความจริงมันเป็นยังไง ตัวนายกับฉันรู้อยู่แก่ใจดีที่สุด... หรือว่าที่กลัว เพราะกลัวว่าใจตัวเองจะเผลอไปคิดไกลตามข่าวลือเข้าจริงๆ?"
"พี่คิม!" ทิวาโวยวายเสียงดัง หน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู มือบางผลอกเข้าที่อกแกร่งเบาๆ เป็นการแก้เขิน "นี่ไม่ใช่เวลามาหยอกเล่นนะ! พี่ไม่เดือดร้อน แต่ผมเดือดร้อนเต็มๆ นะครับ!"
"ใครบอกว่าฉันไม่เดือดร้อน"
จู่ๆ น้ำเสียงของคิมหันต์ก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง ดวงตาคมเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของทิวา รังสีความดุดันและพายุอารมณ์เมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความลุ่มลึกและจริงจังจนน่าใจหาย
ทิวานิ่งง้ำ ชะงักค้างไปชั่วขณะ หัวใจเจ้ากรรมกระหน่ำเต้นโครมครามราวกับกลองศึกเมื่อระยะห่างระหว่างเขาทั้งสองลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง คิมหันต์ก้าวเข้ามาประชิดตัวอีกครั้ง จนแผ่นหลังของทิวาชนเข้ากับเคาน์เตอร์ครัวเย็นเฉียบ
"พี่... พี่หมายความว่ายังไง?" ทิวากลืนน้ำลายฝืดคอ พยายามเบี่ยงหน้าหนีสายตาร้อนแรงคู่นั้น แต่ก็ถูกมือหนาคว้าปลายคางมนให้หันกลับมาสบตาตรงๆ
"ก็หมายความว่า..." คิมหันต์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำที่สั่นสะท้อนหัวใจคนฟัง "...ฉันไม่ชอบเลยสักนิด ที่มีไอ้เวรที่ไหนก็ไม่รู้มามองนายด้วยสายตาแบบเมื่อกี้... และฉันก็ยิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่ ที่ใครต่อใครพากันพูดจาCาบฉวยถึงนาย ทั้งที่ความจริงแล้ว..."
ประโยคคำพูดถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อจู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานด้านนอกก็ดังแผดเสียงแทรกขึ้นมาทำลายบรรยากาศอันตึงเครียดและชวนใจเต้นระส่ำ
คิมหันต์สบถอย่างหัวเสียในลำคอ ขณะที่ทิวาใช้จังหวะนั้นผลักอกแกร่งออกเบาๆ แล้วรีบก้าวถอยหลังเพื่อตั้งหลัก ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับมีคนเอาเตาไฟมาจ่อใกล้ๆ
"คะ... โทรศัพท์ดังแล้วครับ ไปรับก่อนเถอะ" ทิวาพูดเสียงตะกุกตะกัก พยายามควบคุมลมหายใจของตัวเองให้เป็นปกติ
คิมหันต์ถอนหายใจยาวอย่างขัดใจ เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ ด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่ห้องทำงานส่วนตัว โดยไม่ลืมที่จะหันมามองหน้าทิวาด้วยสายตาคาดโทษ
"รอดตัวไปนะเด็กแสบ..." คิมหันต์พึมพำเบาๆ ก่อนจะหายลับไปหลังประตูกระจก
ทิวายืนยกมือขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายที่ยังคงเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ใบหน้าร้อนผ่าวยังไม่ยอมลดอุณหภูมิลงเลยสักนิด สมองตื้อตันจนคิดอะไรไม่ออก นึกภาพไม่ออกเลยว่าหลังจากนี้เขาจะต้องเผชิญหน้ากับสายตาของพนักงานทั้งบริษัทอย่างไร
แต่ทว่า... ความคิดทั้งหมดก็ต้องหยุดชะงักลงทันที เมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลังเขา พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ชวนให้สันหลังวาบหวานและหัวใจกระตุกวูบยิ่งกว่าเดิม
"น้องทิวาครับ... ประธานเรียกพบด่วนเลยนะ... แต่ก่อนหน้านั้น พี่มี 'เรื่องสนุกๆ' อีกเรื่อง อยากจะเล่าให้ฟังพอดีเลยล่ะครับ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมพลังใจให้ไฟเยอร์บลัดนะครับ!
ดีลลับสילนใจท่านประธานปากร้าย•ตอนที่ 20
ข่าวลือติดจรวด
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสילนใจท่านประธานปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!