เซียนหนุ่มผู้เผลอเป็นศัตรูหัวใจของมารเหนือภพ•ตอนที่ 10

ความหวังครั้งใหม่

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
"เจ้ากล้าดียังไง... ถึงคิดจะดึงคนของข้าเข้าสู่วังวนแห่งเลือดนี้" น้ำเสียงของหลี่มู่เหยาราวกับเกล็ดน้ำแข็งพันปีที่ร่วงหล่นกระทบพื้นศิลา ยามที่นางก้าวผ่านม่านอาคมเข้ามาในโถงรับรอง กลิ่นอายกระบี่เยือกเย็นแผ่ซ่านจนเปลวเทียนรอบห้องไหววูบและดับลงในพริบตา ความกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกไปกดทับทุกสรรพสิ่งจนแทบหายใจไม่ออก ทว่า เบื้องหน้าของนาง หาใช่ร่างของจอมมารอเวจีไม่... เขากลับหายลับไปกับสายหมอกทมิฬราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง ทิ้งไว้เพียงรอยแยกมิติสีดำสนิทที่ค่อยๆ สมานตัวอย่างน่าสะพรึงกลัว และร่างของเซียวหานที่ยืนนิ่งสงบ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของเหล่าผู้อาวุโส เซียวหานค่อยๆ ลดมือที่ถือกระบี่ไม้ไผ่ลง แววตาคู่คมกริบไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความสุขุมลุ่มลึกที่ยากจะหยั่งถึง เขารู้ดีว่าการมาเยือนของจอมมารในครานี้ไม่ใช่แค่การท้าทาย แต่เป็นการประกาศสงครามจิตวิทยา เพื่อทำลายความเชื่อมั่นของสำนักเมฆาจันทร์ และที่สำคัญที่สุด... มันต้องการบีบให้เขาต้องเลือกเส้นทางเดิม "มันไม่ได้มาเพื่อฆ่าข้า... แต่มันมาเพื่อเตือนความจำ" เซียวหานเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของเขาเรียบสนิทแต่กลับก้องกังวานในใจของทุกคน "เจ้าหมายความว่าอย่างไร เซียวหาน?" ผู้อาวุโสสูงสุดผู้หนึ่งก้าวออกมา สีหน้าเคร่งเครียด เหตุการณ์เมื่อครู่เหนือความเข้าใจของคนในยุทธภพทั่วไปอย่างสิ้นเชิง จอมมารอเวจีผู้เลื่องชื่อ ไฉนจึงเจาะจงมาปรากฏตัวต่อหน้าศิษย์สวะเช่นเขา? หลี่มู่เหยาไม่เอ่ยคำถามใดนางสาวเท้าเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าเซียวหาน ระยะห่างระหว่างทั้งสองสั้นเพียงลมหายใจ นางจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของเขา พยายามค้นหาเงื่อนงำบางอย่างที่ชายหนุ่มจงใจซ่อนเร้นไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็นนั้น ดวงตาคู่งามของนางไหววูบเล็กน้อยยามนึกถึงพลังปราณมารที่หลงเหลืออยู่ในบรรยากาศ มันเป็นพลังระดับที่สามารถบดขยี้สำนักเมฆาจันทร์ให้หายไปจากแผนียุทธภพได้ภายในชั่วข้ามคืน หากเซียวหานยังคงอยู่ตามลำพังในเรือนพักนอกหุบเขา เกรงว่าชีวิตน้อยๆ นี้คงดับสูญไปตั้งแต่คืนแรกที่จอมมารก้าวเท้าเข้ามาแล้ว "นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป..." หลี่มู่เหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเด็ดขาดจนไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน "เจ้า... เซียวหาน จะย้ายไปพำนัก ณ เรือนเมฆาเคียงจันทร์" สิ้นคำกล่าวของธิดาเจ้าสำนัก เหล่าผู้อาวุโสต่างสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง เรือนเมฆาเคียงจันทร์คือเขตหวงห้ามส่วนตัวของหลี่มู่เหยา สถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยค่ายกลวิญญาณบรรพกาล และเป็นจุดรวมพลังปราณฟ้าดินที่บริสุทธิ์ที่สุดของสำนัก การที่นางอนุญาตให้ศิษย์ชายผู้หนึ่งเข้าไปก้าวล่วง ย่อมหมายถึงการประกาศให้ทุกคนประจักษ์ว่า นางและสำนักเมฆาจันทร์พร้อมที่จะปกป้องเขาด้วยชีวิต เซียวหานเงยหน้าขึ้นสบตานึงนาง ชั่วขณะหนึ่ง เขามองเห็นความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชา นั่นคือความรู้สึกที่เขาโหยหามาตลอดนับตั้งแต่การหักหลังในอดีตชาติ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ดีว่าการก้าวเข้าไปในเรือนส่วนตัวของนาง จะทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาและความอิจฉาริษยาของศิษย์สายตรงทุกคนในสำนัก "ขอบคุณท่าน... ผู้นำสำนัก" เซียวหานประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม แต่แววตาหาได้มีความหวั่นไหวไม่ "แต่การที่ข้าเข้าไปอยู่ใกล้ท่าน รังแต่จะดึงดูดภัยพิบัติมาสู่ตัวท่านมากขึ้น" "เจ้าคิดว่าข้าต้องให้ศิษย์สวะเช่นเจ้ามาปกป้องหรือ?" มู่เหยาแค่นเสียง in โทนเย็นชา ทว่ามุมปากกลับกระตุกขึ้นเล็กน้อยด้วยความระคนขันปนเอ็นดู "ตามข้ามา... อย่าให้ข้าต้องเอ่ยปากเป็นครั้งที่สอง" ยามราตรีมาเยือน ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วเรือนเมฆาเคียงจันทร์ สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนชะง่อนผาสูงชันที่สุดของยอดเขาเมฆาจันทร์ เบื้องล่างคือทะเลหมอกที่ม้วนตัวราวกับคลื่นมหาสมุทร แสงจันทร์สาดส่องกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบจนสะท้อนประกายระยิบระยับดั่งเกล็ดหิมะ ภายในห้องโถงส่วนตัว กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาช่วยขับไล่ความตึงเครียดในจิตใจ หลี่มู่เหยานั่งลงบนตั่งไม้แกะสลัก นางโบกมือเบาๆ ครั้งหนึ่ง ประตูไม้ก็ปิดลงเองโดยไม่ต้องสัมผัส ก่อนที่นางจะหันมามองชายหนุ่มที่ยืนสำรวมอยู่เบื้องหน้า "เล่าความจริงให้ข้าฟัง..." มู่เหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงผ่อนคลายลงกว่าเมื่อครู่ "เจ้ามีความเกี่ยวข้องอันใดกับจอมมารอเวจี เหตุใดมันจึงตั้งเป้าหมายมาที่เจ้า... และเหตุใด เพลงกระบี่ที่เจ้าใช้ในลานประลองวันนั้น จึงมีกลิ่นอายที่แม้แต่คัมภีร์โบราณของสำนักเราก็ยังไม่อาจเทียบเคียง" เซียวหานเงียบไปชั่วขณะ เขาทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองดูแสงจันทร์ที่อาบไล้ผืนป่าเบื้องล่าง ความทรงจำนับพันปีไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิด ในอดีตชาติ... เขาคือมหาเทพผู้ถือครองกระบี่พิชิตสวรรค์ ผู้เคยเหยียบย่ำจอมมารอเวจีให้อยู่ใต้ฝ่าเท้า แต่ในชาตินี้ เขากลับเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้ถูกตราหน้าว่าไร้รากปราณ "บางครั้ง... ความจริงก็หนักหนาสสาหัสเกินกว่าจะแบกรับไว้ในคราวเดียว" เซียวหานหันกลับมาสบตาหลี่มู่เหยาโดยตรง ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลที่ไม่มีวันสิ้นสุด "ข้าเพียงแต่เป็นคนผู้หนึ่ง... ที่ต้องการทวงคืนความยุติธรรมที่ถูกพรากไปก็เท่านั้น" หลี่มู่เหยาจ้องมองเขา เนิ่นนานจนแทบไม่ได้ยินเสียงลมหายใจ นางสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกผนึกไว้ภายใต้ร่างเนื้อที่บอบบางนี้ ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้อ่อนแออย่างที่ใครๆ คิดตรงกันข้าม... เขากลับอันตรายยิ่งกว่าอสูรบรรพกาลเสียด้วยซ้ำ "เช่นนั้น... เจ้าก็จงใช้ที่นี่เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของเจ้าเสีย" มู่เหยาผุดลุกขึ้นยืน ร่างระหงก้าวเข้าไปใกล้เซียวหานทีละน้อย จนกลิ่นหอมประจำกายของนางลอยเข้าแตะจมูก "หากเจ้าต้องการทวงคืนสิ่งใด ข้า... หลี่มู่เหยา จะเป็นคนถือกระบี่เคียงข้างเจ้าเอง" ทว่า ในขณะที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองกำลังเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้ง จู่ๆ อักขระเวทป้องกันรอบเรือนเมฆาเคียงจันทร์ก็เกิดอาการสั่นไหวอย่างรุนแรง! เสียงระฆังสำนักดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันถึงเก้าครั้ง! เสียงนั้นสะท้อนก้องไปทั่วทั้งขุนเขา ปลุกเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ทุกคนให้ตื่นจากนิทราด้วยความตระหนก หลี่มู่เหยาขมวดคิ้วมุ่น สัมผัสพลังปราณแปลกปลอมที่พุ่งทะลวงผ่านค่ายกลเข้ามาอย่างไร้ร่องรอย และก่อนที่นางจะทันได้ขยับตัว แสงสว่างสีโลหิตก็สาดส่องวาบเข้ามาทางหน้าต่าง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงวิญญาณ *"ฮ่าๆๆๆ... คิดว่าซ่อนตัวอยู่หลังกระโปรงของนตรีสตรีแล้ว จะรอดพ้นจากเงื้อมมือของข้าได้งั้นรึ เซียวหาน... สหายเก่า!"* ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นกลางห้องโถงราวกับภูตผี พร้อมกับกระบี่เล่มหนึ่งที่จ่อตรงมาที่ลำคอของหลี่มู่เหยาโดยตรง! ขอบคุณที่ติดตามอ่านผลงานของเงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้เผลอเป็นศัตรูหัวใจของมารเหนือภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%