“ถอยไป!”
เสียงคำรามต่ำดังเล็ดลอดผ่านไรฟันที่ขบเข้าหากันจนแน่น ปราณกระบี่สีครามเข้มระเบิดออกจากร่างของเซียวหานดั่งคลื่นอัสนีคลั่ง ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่ปกคลุมหุบเขาแห่งความตาย ความเร็วของร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่พุ่งเข้าใส่หลี่มู่เหยาเมื่อครู่ รวดเร็วเสียจนแม้แต่สายตาของมหาเทพจุติใหม่อย่างเขายังเกือบจะจับร่องรอยไม่ทัน
*เคร้ง!*
ประกายไฟสีม่วงอมแดงสาดกระเซ็นสะท้อนกับความมืดมิดยามราตรี คมกระบี่ของเซียวหานเข้าขวางกั้นคมดาบมรณะที่พุ่งตรงไปยังจุดตายกลางแผ่นหลังของหญิงสาวไว้ได้ทันท่วงที แรงปะทะมหาศาลส่งผลให้พื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ปราณทมิฬสายหนึ่งทะลักผ่านใบดาบเข้าสู่แขนเสื้อของเขาจนเนื้อผ้าขาดวิ่น เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ ที่แผ่ไอความเย็นยะเยือก
หลี่มู่เหยาเบิกตากว้างเล็กน้อย ร่างอรชรในชุดอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์หมุนตัวกลับมาตามสัญชาตญาณ ไอเย็นจากเคล็ดวิชา 'เหมันต์นิรันดร์' แผ่พุ่งออกรอบกายจนเกล็ดน้ำแข็งเกาะกราบใบไม้รอบบริเวณ นางมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาที่ปกติราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก กลับไหววูบด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่นางเองก็มิอาจหาคำนิยาม
“เซียวหาน...” น้ำเสียงของนางแผ่วเบา แต่แฝงด้วยกระแสความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้อย่างมิดชิด
“อย่าหันหลังให้มัน มู่เหยา” เซียวหานกล่าวเสียงเรียบ นัยน์ตาสสีดำสนิทฉายประกายเยียบเย็นดั่งห้วงอเวจี มือขวาที่ถือกระบี่กระชับแน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว “คนผู้นี้ไม่ใช่ศัตรูทั่วไป... มันคือเงาตามตัวที่จอมมารอเวจีส่งมาเพื่อลองเชิงพวกเรา”
เบื้องหน้าของทั้งสอง ร่างในชุดคลุมสีดำถอยร่นไปสามก้าวอย่างนุ่มนวล ไร้ซึ่งเสียงฝ่าเท้ากระทบพื้น ราวกับลอยอยู่บนสายลม ภายใต้ฮู้ดสีดำสนิทที่ปกปิดใบหน้า เผยให้เห็นเพียงรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมและดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิตที่จ้องมองมายังเซียวหานราวกับสัตว์ป่ากำลังรอตะครุบเหยื่อ
“สมแล้วที่เป็นอดีตมหาเทพ... ปฏิกิริยาไวเช่นนี้ น่าสนใจยิ่ง” เสียงแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้นจากร่างนั้น “ทว่า... พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการก้าวเท้าเข้าสู่ ‘ดินแดนลับนิรันดร์’ แห่งนี้ จะมีชีวิตรอดกลับออกไปได้?”
สิ้นเสียง ร่างนั้นก็สลายกลายเป็นกลุ่มควันสีดำ แล้วพุ่งหายเข้าไปในปากถ้ำเบื้องหน้าที่มืดมิดและไร้ก้นบึ้ง ซึ่งอ้าปากรอรับผู้มาเยือนราวกับอสุรกายกลืนกินวิญญาณ
เซียวหานไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เขาเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยท่าทีสุขุม หากแต่ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวถึงขีดสุด เขารู้ดีว่าเบื้องหลังม่านหมอกและถ้ำมืดแห่งนี้ คือสถานที่เก็บรักษา ‘แก่นพลังปฐพี’ สมบัติล้ำค่าที่จำเป็นต้องใช้ในการทะลวงขอบเขตพลังเพื่อรับมือกับมหาสสงครามที่กำลังจะมาถึง แต่มันก็เป็นสุสานของยอดฝีมือมานักต่อนักเช่นกัน
“เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?” หลี่มู่เหยาเอ่ยถาม พร้อมกับยื่นมือเรียวบางออกไปหมายจะแตะแขนเสื้อที่ขาดวิ่นของเขา แต่นางก็ชะงักมือค้างไว้กลางอากาศราวกับเพิ่งรู้ตัวว่ามันไม่เหมาะสม ทว่าเซียวหานกลับเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปกุมมือเย็นเฉียบของนางไว้แผ่วเบา
ความอบอุ่นจากฝ่ามือของชายหนุ่มส่งผ่านไปยังผิวเนื้อ ทำให้นางสะท้านเฮือก หัวใจที่ด้านชามานานนับปีเต้นรัวผิดจังหวะ
“ข้าไม่เป็นไร... การเดินทางต่อจากนี้อันตรายยิ่งนัก เจ้าต้องอยู่ใกล้ข้า ห้ามห่างเด็ดขาด” เซียวหานกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย แววตาที่ทอดมองนางมีความห่วงใยที่บริสุทธิ์และลึกซึ้งซ่อนอยู่
“อืม...” หลี่มู่เหยาพยักหน้ารับเบาๆ ใบหน้าที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างหาได้ยากยิ่งในยุทธภพ
ทั้งสองก้าวเดินเคียงข้างกันผ่านปากถ้ำเข้าสู่ดินแดนลับนิรันดร์ ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูหิน ไอพลังปราณโบราณอันหนักหน่วงก็กดทับลงมาบนบ่าราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก บรรยากาศภายในถ้ำเต็มไปด้วยเสาหินงอกหินย้อยที่ส่องแสงเรืองรองสีฟ้าสลัว ผนังถ้ำสลักด้วยอักขระโบราณที่อ่านไม่ออก แต่มันกลับส่งเสียงก้องกังวานคล้ายเสียงกระซิบของผู้คนนับพัน
“ระวัง พื้นดินเบื้องหน้ามีค่ายกลมายา” เซียวหานเตือน พร้อมกับดึงร่างของหลี่มู่เหยาให้เข้ามาหลบอยู่ด้านหลังตนเองเมื่อพบว่าพื้นหินเบื้องหน้าเปลี่ยนสภาพเป็นห้วงเหวไร้ก้นบึ้งที่เต็มไปด้วยคมดาบปราณ
การเดินท่วงท่าสลับซับซ้อนตามวิถีกระบี่ถูกนำมาใช้ เซียวหานก้าวเท้าไปตามตำแหน่งที่คำนวณไว้ในใจอย่างแม่นยำ ทุกย่างก้าวคือการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ปราณกระบี่รอบกายถูกแผร่ออกมาเพื่อป้องกันการจู่โจมจากเงามืดที่ซ่อนอยู่ทุกอณูอากาศ
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งพวกเขาเดินทางมาถึงโถงกว้างใจกลางถ้ำ เบื้องหน้าคือแท่นหินศิลาโบราณที่ลอยอยู่กลางอากาศ เหนือแท่นหินนั้นมีผลึกแก้วสีทองบริสุทธิ์ขนาดเท่ากำปั้นลอยหมุนวนอยู่ มันแผ่ไอพลังปราณที่บริสุทธิ์และทรงพลังจนทำให้ลมหายใจของทุกผู้คนต้องสะดุด
*นั่นคือ ‘แก่นพลังปฐพี’ ที่ตามหา...*
ทว่า ก่อนที่เซียวหานจะทันได้ก้าวเข้าไปหยิบฉวย จู่ๆ ผนังถ้ำโดยรอบก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เศษหินน้อยใหญ่ร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝน เสียงคำรามต่ำที่ดังก้องกังวานราวกับเสียงของทวยเทพพิโรธแผ่ซ่านไปทั่วอาณาบริเวณ
“ฮ่าๆๆๆ... ช่างโง่เขลานักที่เดินเข้ามาติดกับด้วยความเต็มใจ!”
เสียงหัวเราะเยือกเย็นที่คุ้นเคยดังสะท้อนก้องมาจากความมืดเบื้องบน และก่อนที่เซียวหานจะทันได้หันไปตั้งรับ แผ่นศิลาเบื้องล่างของพวกเขาก็ยุบตัวลงกลายเป็นหลุมพรางมิติ! ร่างของหลี่มู่เหยาพลัดตกลงไปในความมืดมิดเบื้องล่างอย่างรวดเร็วก่อนที่เซียวหานจะคว้าตัวไว้ทัน!
“มู่เหยา!” เซียวหานคำรามลั่นด้วยความตกใจขีดสุด สติสัมปชัญญะหลุดลอย ร่างของเขาพุ่งตามนางดิ่งลงสู่เหวลึกโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ทว่า ในวินาทีที่ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินร่างของทั้งสอง เสียงกระบี่เล่มหนึ่งก็ถูกชักออกจากฝักพร้อมกับประกายแสงสีทองคำรามสะท้านฟ้า และร่างของบุคคลปริศนาในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ผู้หนึ่ง ก็ยืนขวางทางดิ่งลงของเขาไว้ พร้อมกับปลายกระบี่ที่จ่อตรงมายังลำคอของเซียวหานโดยมีหยดเลือดหยดหนึ่งซึมออกมา!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้นะครับ
เซียนหนุ่มผู้เผลอเป็นศัตรูหัวใจของมารเหนือภพ•ตอนที่ 22
ดินแดนลับนิรันดร์
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้เผลอเป็นศัตรูหัวใจของมารเหนือภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!