"หากเจ้ายังก้าวเข้ามาอีกเพียงก้าวเดียว โลหิตหยดสุดท้ายในกายของข้า... จะมิใช่เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต แต่จะเป็นคำสาปแช่งที่จะเผาผลาญวิญญาณของพวกเจ้าให้จมดิ่งสู่อเวจีชั่วนิรันดร์!"
สุ้มเสียงของเซียวหานแหบพร่า ทว่ากลับดังก้องกังวานเสียดแทงจิตสำนึกของเหล่าผู้วิโสสำนักมารที่รายล้อมอยู่เบื้องหน้า ดาบหักในมือของเขาอาบย้อมไปด้วยโลหิตสีชาดที่หลั่งรินจากบาดแผลฉกรรจ์กลางอก ร่างกายของเด็กหนุ่มสั่นเทิ้ม ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว แต่เพราะคลื่นพลังงานมหาศาลที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในเส้นชีพจร
นี่คือผลจากการฝืนใช้ "วิชาลับมังกรเพลิง" เกินขอบเขตพลังปราณแท้จริงในร่างปัจจุบัน
ความร้อนระอุแผ่ซ่านออกจากจุดตันเถียนราวกับลาวาใต้พิภพที่รอวันปะทุ ผิวหนังทั่วร่างของเซียวหานปรากฏรอยแตกร้าวสีทองเรืองรอง ราวกับเครื่องปั้นดินเผาชั้นดีที่กำลังจะแตกสลายเป็นจุล อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวจากคลื่นความร้อนที่แผดเผาจนออกซิเจนแทบมลายหายไป
หลี่มู่เหยา ซึ่งยืนปักหลักอยู่เบื้องหลังในระยะกระชั้นชิง นางกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ดวงตาคู่คมที่เคยเย็นชาราวกับน้ำแข็งพันปีบัดนี้ฉายแววตระหนกและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด นางรู้ดีว่าหากเซียวหานควบคุมพลังอשורบรรพกาลในสายเลือดไม่ได้ ร่างกายของเขาจะระเบิดออกเป็นผุยผง และวิญญาณจะแตกดับไม่มีวันได้ผุดได้เกิด
"เซียวหาน... พอได้แล้ว!" หลี่มู่เหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ต่างจากภาพลักษณ์ธิดาสำนักเมฆาจันทร์ผู้สูงส่งและไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง "เจ้ากำลังฆ่าตัวตายเพื่อคนกลุ่มนี้... มันคุ้มกันแล้วหรือ?"
เซียวหานไม่หันกลับไปมอง เขายังคงจ้องมองไปยังเงาร่างมหึมาของผู้วิโสพรรคอเวจีที่หัวร่อด้วยความสะใจ มุมปากของเขายกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดิน
"คุ้มหรือไม่... หาใช่สิ่งที่ข้าต้องครุ่นคิดในยามนี้ไม่" เซียวหานกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่นดุจภูผา "ข้าเพียงแต่ทำในสิ่งที่จิตวิญญาณร่ำร้อง... ในเมื่อสวรรค์ไม่เคยเมตตาข้า เหตุใดข้าต้องก้มหัวให้มันเล่า?"
สิ้นคำกล่าว ร่างกายของเซียวหานก็พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่!
*โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก—!*
เสียงคำรามของมังกรเพลิงสะท้านสะเทือนผืนป่าหมื่นอสูรจนแผ่นดินแยกออกเป็นเสี่ยงๆ เปลวเพลิงสีครามเข้มพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนิตยภพ แผดเผาเมฆหมอกสีดำทะมึนของแดนปีศาจจนสลายกลายเป็นจุล ปีกมังกรเพลิงคู่หนึ่งปรากฏขึ้นจากแผ่นหลังของเซียวหาน สลักลวดลายอักขระโบราณที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความดุร้ายและทรงอำนาจเหนือสรรพสิ่ง
สายตาของเซียวหานแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามอย่างไร้แววตาของมนุษย์ บัดนี้... เขาคือตัวแทนของอสูรบรรพกาลผู้หลับใหลมานับหมื่นปี
บรรดาผู้วิโสพรรคอเวจีที่เคยฮึกเหิม ต่างผอยผอมหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัวจนเข่าแทบทรุด แรงกดดันระดับนี้... มันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ในขอบเขตหลอมรวมลมปราณจะพึงมีได้ มันคือพลังที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ชั่วพริบตา!
"นะ... นี่มันวิชาต้องห้ามอันใดกัน!" ผู้วิโสสูงสุดแห่งพรรคอเวจีกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก ถอยร่นไปด้านหลังอย่างไม่คิดชีวิต "มัน... มันปลุกสายเลือดบรรพกาลขึ้นมาจริงๆ หรือ!"
เซียวหานไม่ปล่อยให้พวกมันมีเวลาได้หวาดกลัวนานกว่านั้น ร่างของเขากลายเป็นลำแสงสีเพลิงพาดผ่านความว่างเปล่า ความเร็วของเขาในยามนี้เหนือกว่าสายตาจะมองทัน ราวกับภูตผีที่เคลื่อนย้ายผ่านมิติ
*ฉับ!*
เพียงแค่การสะบัดมือครั้งเดียว คลื่นดาบเพลิงที่ผสานพลังอสูรก็กวาดผ่านร่างของผู้วิโสระดับสูงสามคนในพรรคอเวจีจนร่างแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน ปราศจากเสียงกรีดร้อง ปราศจากโอกาสแม้แต่จะรวบรวมจิตวิญญาณหนีตาย
ความเด็ดขาดและเหี้ยมเกรียมนี้ ทำให้หลี่มู่เหยาถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากตัวเขา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้นางหัวใจเต้นระส่ำ... สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของนางติดขัด คือร่องรอยของความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลวเพลิงสีครามนั้นต่างหาก
เซียวหานกำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้งของโชคชะตาที่โหดร้ายไว้เพียงลำพัง
เมื่อเงาเพลิงจางลง ร่างของเซียวหานทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นดิน ดาบหักในมือร่วงหล่นกระทบหินผาดังเคร้ง เปลวเพลิงสีครามบนแผ่นหลังค่อยๆ มอดดับลง เหลือเพียงรอยแผลเป็นสีดำสนิทที่พาดผ่านร่างกายน่าเวทนา ลมหายใจของเขาโรยริน ใกล้จะขาดใจตายเต็มที
หลี่มู่เหยาพุ่งเข้าไปประคองร่างที่กำลังจะล้มลงของเขาไว้อย่างไม่ลังเล สัมผัสเย็นยะเยือกจากมือนางช่วยบรรเทาความร้อนระอุในร่างของเซียวหานได้เล็กน้อย นางเม้มปากแน่น ดวงตาคู่สวยสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย
"เจ้า... คนโง่ เจ้าทำเพื่ออะไรกัน..." นางพึมพำเบาๆ ขณะใช้น้ำปราณบริสุทธิ์ของสำนักเมฆาจันทร์ถ่ายเทเข้าไปเพื่อรักษาชีพจรที่ใกล้แตกดับของเขา
เซียวหานฝืนยبرมยิ้มออกมาเล็กน้อย แม้ว่ามุมปากจะมีโลหิตไหลริน เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง ดวงตาสีทองที่ยังหลงเหลือประกายระยิบระยับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง
"เพราะเจ้า... คือเหตุผลที่ข้ายังไม่อยากตายในตอนนี้อย่างไรเล่า"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงและความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย ทันใดนั้นเอง... ท้องฟ้าเบื้องบนที่เพิ่งสงบลงก็พลันมืดครึ้มลงอีกครั้งอย่างฉับพลัน เมฆสายฟ้าสีดำสนิทก่อตัวเป็นรูปวงกลมหาศาล เสียงคำรามของสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงหัวเราะเยาะของเทพยดาผู้ไร้หัวใจ
ไม่เพียงแค่นั้น... พื้นดินเบื้องล่างที่พวกเขาเหยียบอยู่กลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเก่า รอยแยกสีดำสนิทเปิดออก ปลดปล่อยกลิ่นอายความชั่วร้ายที่เข้มข้นกว่าพรรคอเวจีหลายร้อยเท่า
เงาร่างมหึมาของใครบางคนค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกนั้น พร้อมกับเสียงหัวเราะต่ำทุ้มที่ทำให้วิญญาณในร่างของทุกคนแทบแหลกสลาย
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นสายเลือดอสูรบรรพกาลที่ยอดเยี่ยมเสียจริง เซียวหาน... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการปลุกพลังนี้ จะทำให้เจ้าหนีพ้นเงื้อมมือของข้าได้?"
เสียงนั้น... เสียงของจอมมารอเวจี ผู้ที่ควรจะหลับใหลอยู่ในห้วงมิติที่ลึกที่สุด กลับปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าพวกเขาแล้ว! และสิ่งที่ทำให้เซียวหานเบิกตากว้างด้วยความตกใจสูงสุด คือที่ด้านข้างของจอมมาร... มีร่างของบุคคลที่เขาคุ้นเคยที่สุดกำลังถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนมารอยู่ในสภาพไร้สติ
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคมกระบี่และกลิ่นอายมารนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เซียนหนุ่มผู้เผลอเป็นศัตรูหัวใจของมารเหนือภพ•ตอนที่ 16
วิชาลับมังกรเพลิง
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้เผลอเป็นศัตรูหัวใจของมารเหนือภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!