อิทธิฤทธิ์แห่งจิตกระบี่หกวิถีมิได้สั่นคลอนด้วยลมปราณอันกราดเกรี้ยวของผู้ใด หากแต่สั่นสะท้านเพราะเงาร่างอันสูงส่งของบุคคลผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาประทับยืน ณ เบื้องหน้า...
“เจ้าสำนักหลี่”
เซียวหานเอ่ยพقพึมพำในลำคอ ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นในฝักนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในคืนไร้จันทร์ เขาไม่ได้ก้มศีรษะลงแสดงความเคารพตามธรรมเนียมของศิษย์สำนักผู้น้อยที่มีต่อเจ้าสำนัก ท่าทีที่เย่อหยิ่งแต่ทว่าสง่างามนี้ ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในโถงประลองยุทธ์แปดทิศตึงเครียดจนแทบได้ยินเสียงลมปราณปะทะกันในอากาศ
เบื้องหน้าของเขาคือ หลี่เทียนเจี้ยน เจ้าสำนักเมฆาจันทร์ ผู้มีเส้นผมสีดอกเลาแต่ใบหน้ายังคงเยาว์วัยดั่งชายหนุ่มวัยสามสิบ ดวงตาของเขากวาดมองเซียวหานด้วยแววตาที่ซับซ้อน—มีทั้งความชื่นชมในพรสวรรค์อันน่ากลัวที่สามารถก้าวข้ามขอบเขตในวัยเพียงเท่านี้ และความหวาดระแวงอันล้ำลึกดั่งหุบเหวหมื่นปี
“เซียวหาน เจ้ากล้าหาญมากนัก” เสียงของหลี่เทียนเจี้ยนดังก้องกังวาน ราวกับเสียงระฆังสำริดจากหอคอยสวรรค์ที่สั่นสะเทือนแก้วหูของผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำให้สำลักเลือด “เจ้าคิดว่าการแสดงอภินิหารในงานชุมนุมกระบี่ร้อยสำนัก จะทำให้เจ้ามีสิทธิ์อาจเอื้อมเคียงคู่กับธิดาของเรากระนั้นหรือ?”
มู่เหยาซึ่งยืนอยู่เคียงข้างบิดา ใบหน้างดงามดั่งแกะสลักจากหยกขาวพลันซีดเผือด นางรีบก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว แววตาที่ปกติเยชาดั่งน้ำแข็งบัดนี้ฉายแววร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด นางประสานมือคารวะแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ท่านพ่อ เรื่องระหว่างข้ากับเซียวหาน...”
“หุบปาก!” หลี่เทียนเจี้ยนตวัดแขนเสื้อเบาๆ คลื่นพลังปราณสีครามเข้มก็พวยพุ่งออกมาราวกับกำแพงน้ำแข็งที่กดทับร่างของมู่เหยาจนนางต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว “มู่เหยา เจ้าเป็นถึงศิษย์เอกแห่งสำนักเมฆาจันทร์ อนาคตของเจ้าคือการขึ้นเป็นเจ้าสำนักสืบทอดต่อไป วิถีเซียนของเจ้าต้องบริสุทธิ์ไร้มลทิน เจ้าจะเอาอนาคตไปผูกติดกับเด็กหนุ่มผู้มีที่มาน่าสงสัย และกำลังชักนำภัยพิบัติระดับล้างผลาญมาสู่สำนักไม่ได้เป็นอันขาด!”
เซียวหานยังคงยืนนิ่ง ไม่หลบเลี่ยงแรงกดดันจากปราณนภาของเจ้าสำนักแม้แต่น้อย ร่างกายของเขาแผ่ไอเย็นเยือกอันเป็นเอกลักษณ์ออกมาต้านทานแรงกดดันนั้นโดยอัตโนมัติ จนเกิดเสียงระเบิดเบาๆ ระหว่างคลื่นพลังทั้งสองสายราวกับเกล็ดน้ำแข็งกระทบกัน
“ภัยพิบัติ?” เซียวหานแค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่น่าเกรงขาม “คำว่าภัยพิบัติในปากของเจ้าสำนัก หมายถึงตัวข้า หรือหมายถึงความหวาดกลัวที่ท่านมีต่อขอบเขตพลังของข้ากันแน่?”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมโถงแปดทิศในทันที บรรดาผู้วิสุทธิ์และผู้อาวุโสที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ต่างพากันกลั้นหายใจ ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กหนุ่มผู้หนึ่งจะกล้าต่อปากต่อคำกับเจ้าสำนักผู้ทรงอำนาจที่สุดในดินแดนบูรพาด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยันถึงเพียงนี้
หลี่เทียนเจี้ยนหรี่ตาลง รังสีสังหารแผ่ออกมาจากร่างของยอดฝีมือขั้นหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ “เซียวหาน เจ้าอย่าได้ถือดีว่าตนเองมีพรสวรรค์สูงส่งแล้วจะไร้ผู้ต่อกร ในสายตาของข้า เจ้าก็เป็นเพียงมดปลวกที่สามารถบี้ให้ตายได้ด้วยนิ้วเดียว! วันนี้ ข้ามาที่นี่มิใช่เพื่อเจรจา แต่เพื่อยื่นคำขาดให้เจ้า”
เขายกมือขึ้น แผ่นหยกสีทองแผ่นหนึ่งลอยคว้างอยู่กลางอากาศ อักขระโบราณนับพันตัวเปล่งแสงระยิบระยับ สลักเป็นสัญญาห้ามปรามและคำสั่งขาดเด็ดขาด
“1. ตัดขาดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับมู่เหยา ห้ามพบหน้าหรือติดต่อกันโดยเด็ดขาด
2. มอบเคล็ดวิชาดาบที่เจ้าใช้ในการประลองเมื่อวานให้แก่คลังสมบัติสำนัก เพื่อแลกกับการที่ข้าจะไม่เอาผิดเจ้าเรื่องการทำลายชื่อเสียงของสำนัก
3. ออกจากสำนักเมฆาจันทร์ภายในวันนี้ และอย่าได้ก้าวเท้ากลับมาเหยียบดินแดนบูรพาอีกชั่วชีวิต”
สิ้นเสียงประกาศิต บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยความหนาวเหน็บ มู่เหยาสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง ดวงตาคู่สวยแดงก่ำ นางหันไปมองบิดาด้วยความรู้สึกที่แตกสลาย “ท่านพ่อ! ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร! ท่านเอาชีวิตและจิตวิญญาณของข้าไปเป็นเครื่องต่อรองอำนาจของสำนักงั้นหรือ?”
“นี่คือหนทางที่ดีที่สุดสำหรับสำนักและตัวเจ้า!” หลี่เทียนเจี้ยนตวาดกร้าว ใบหน้าเคร่งเครียดไร้ซึ่งความปรานี “เจ้าไม่รู้หรอกว่าเบื้องหลังของเด็กหนุ่มคนนี้คืออะไร... แดนปีศาจเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว และเป้าหมายของจอมมารอเวจีก็คือมัน! หากเจ้ายังดึงดันจะอยู่เคียงข้างมัน สำนักเมฆาจันทร์จะต้องพินาศสิ้นในชั่วพริบตา!”
เซียวหานเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยว่างเปล่ากลับทอประกายวับวับดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด ภาพเหตุการณ์ในอดีตชาติซ้อนทับขึ้นมาในห้วงนึก—การถูกทรยศโดยคนที่รัก การถูกตราหน้าว่าเป็นต้นเหตุแห่งความหายนะ และการถูกขับไล่ออกจากสำนักด้วยข้อหาที่ตนไม่ได้ก่อ ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยอย่างนั้นหรือ? หึ ช่างน่าขันสิ้นดี
“หากข้าไม่ยอมรับคำขาดทั้งสามข้อนี้เล่า?” เซียวหานเงยหน้าขึ้นสบตาเจ้าสำนักตรงๆ รังสีดาบไร้ลักษณ์เริ่มก่อตัวรอบปลายนิ้วของเขา อากาศรอบกายสั่นระริกจนเกิดรอยปริร้าวสีดำเล็กๆ
หลี่เทียนเจี้ยนแค่นเสียงเยotan “ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็จงเตรียมตัวกลายเป็นศพไร้ญาติขาดมิตร ณ ที่แห่งนี้...”
ก่อนที่พลังปราณระดับมหาเทพของเจ้าสำนักจะถูกปลดปล่อยออกมาเพื่อบดขยี้เซียวหานให้แหลקותคาม ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือโถงประลองยุทธ์ก็พลันมืดครึ้มลงอย่างฉับพลัน เสียงคำรามของอสุนีบาตสีดำสนิทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย
อักขระโบราณทั่วทั้งสำนักเมฆาจันทร์ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่พุ่งมาจากขอบฟ้าไกลโพ้น—ไม่ใช่แรงกดดันของมนุษย์ หรือแม้แต่ระดับเซียน แต่เป็นกลิ่นอายของ ‘ความตาย’ ที่แท้จริง
ร่างของเงาดำสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนยอดเสาศิลาค้ำฟ้าอย่างเงียบเชียบ ราวกับเขาอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่บรรพกาล
“ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นครอบครัวที่อบอุ่นเสียจริง เจ้าสำนักหลี่ ท่านช่างกล้าหาญมากนักที่กล้าสั่งสอน ‘นายเหนือหัว’ ของข้าเช่นนี้!”
เสียงหัวเราะอันเย็นเยือกดังก้องไปทั่วทุกอณูวิญญาณ ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน เซียวหานกลับหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มขึ้นอย่างเย้ยหยัน—ในที่สุด ตัวหมากตัวสำคัญก็ก้าวลงสู่กระดานแล้ว
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถียุทธ์มาด้วยกัน ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
เซียนหนุ่มผู้เผลอเป็นศัตรูหัวใจของมารเหนือภพ•ตอนที่ 25
ความกดดันจากเบื้องบน
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้เผลอเป็นศัตรูหัวใจของมารเหนือภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!