"เลือดที่ค้างคาอยู่ในจุดตัน티น (จุดตันเถียน) นี้ หากไม่ขับมันออกด้วยคมกระบี่แห่งจิตเดิมแท้ เกรงว่าต่อให้ข้าใช้เวลาอีกสามร้อยปีก็มิอาจก้าวข้ามผ่านค่ายกลพันดาราไปได้... มู่เหยา เจ้าถอยไปห่างสิบโยชน์ อย่าได้เข้ามาในเขตอาคมเป็นอันขาด"
เสียงทุ้มต่ำของเซียวหานดังลอดผ่านริมฝีปากที่ซีดเซียว ร่างกายของเขานั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินอัคนีโบราณกลางหุบเขาไร้ลักษณ์ พื้นดินรอบตัวปรากฏรอยร้าวลึกราายใยแมงมุม ปราณกระบี่สีครามเข้มพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาจนเมฆหมอกสีดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นรูปอัสนีบาตขนาดยักษ์ แรงกดดันระดับเซียนอมตะแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยว
หลี่มู่เหยายืนตระหง่านอยู่บนยอดผาเบื้องบน นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์สะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณอันปั่นป่วน ใบหน้างดงามดั่งรูปสลักน้ำแข็งฉายแววความกังวลอย่างปิดไม่มิด มือเรียวงามทั้งสองข้างกุมกระบี่ประจำกาย "กระบี่จันทร์ดับ" แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยแต่ยังคงความเยือกเย็นไว้ได้ "เซียวหาน... ท่านแน่ใจแล้วหรือ? ทัณฑ์สวรรค์รอบนี้รุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เกรงว่าร่างกายเนื้อของท่านจะ..."
"ข้าไม่เคยแน่ใจสิ่งใดในชีวิตมากเท่านี้มาก่อน" เซียวหานลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคู่นั้นเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้าดั่งดวงตะวันยามเที่ยงวัน ผสมผสานกับความว่างเปล่าล้ำลึกดึงดูดวิญญาณของผู้มอง "ในอดีตชาติ ข้าถูกหักหลังเพราะความอ่อนแอ วันนี้ในชาติภพนี้ หากข้ายังไม่สามารถทะลวงสู่ขอบเขตเซียนอมตะได้ ข้าจะเอาหน้าทายท้าฟ้าดินได้อย่างไร? อีกอย่าง..."
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นบางเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินบรรยาย "ข้ายังต้องมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องเจ้าจากเงื้อมมือของจอมมารอเวจี"
คำพูดนั้นราวกับมีพลังดึงดูดมหัศจรรย์ หัวใจที่ด้านชามานานนับร้อยปีของหลี่มู่เหยากระตุกวูบ นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้า นางเข้าใจดีว่าวิถียุทธ์ไม่มีทางลัด การบำเพ็ญเพียรคือการเดินบนเส้นด้ายระหว่างความเป็นและความตาย หากเซียวหานล้มเหลว ดวงวิญญาณของเขาจะแตกสลายไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว
"ถ้าเช่นนั้น... ท่านจงไปให้ถึงจุดสูงสุดเถอะ" หลี่มู่เหยากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด นางสะบัดข้อมือเบาๆ ปราณกระบี่น้ำแข็งแผ่ขยายออกเป็นม่านพลังป้องกันแปดทิศรอบหุบเขาไร้ลักษณ์ เพื่อช่วยต้านทานแรงกระแทกจากทัณฑ์สวรรค์ชั้นนอกให้แก่เขา "ข้าจะคอยคุ้มกันเส้นทางนี้ให้ท่านเอง แม้แต่เงาของอสูรตนใดก็ไม่มีทางผ่านไปได้ หากข้ายังลมหายใจอยู่"
เซียวหานพยักหน้ารับช้าๆ แววตาคมกริบดั่งคมกระบี่หันกลับมาโฟกัสที่จุดตันเถียนภายในร่างกายของตนเอง
ณ ห้วงมิติภายในจิตสำนึก พลังปราณสีขาวและสีดำกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด นี่คือ "มารวิญญาณ" ที่ตกค้างมาจากชาติภพก่อน ร่องรอยความแค้นและการหักหลังของสหายสนิทในอดีตยังคงกัดกินรากฐานพลังของเขา เซียวหานหลับตาลง ดึงจิตเข้าสู่สมาธิขั้นสูง เขารวบรวมลมปราณทั้งหมดหลอมรวมเป็น "กระบี่ไร้ลักษณ์" เล่มมหึมาภายในจิตใจ
*เปรี้ยง! ครืนนน!*
สายฟ้าสีม่วงเข้มเส้นแรกฟาดผ่าลงมาตรงกลางหุบเขาไร้ลักษณ์อย่างแม่นยำ แรงระเบิดมหาศาลแผ่กระจายออกเป็นวงกว้าง คลื่นกระแทกซัดร่างของหลี่มู่เหยาจนถอยหลังไปสามก้าว พื้นหินอัคนีที่เซียวหานนั่งอยู่แตกร้าวละเอียดเป็นผุยผง เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากมุมปากของเซียวหานทันที
ทว่าชายหนุ่มหาได้หวั่นไหวไม่ เขายังคงนั่งหลังตรงดุจขุนเขา ปราณกระบี่ในร่างระเบิดออกต้านทานสายฟ้าสายที่สองและสายที่สามที่ตามติดมาอย่างไร้ความปรานี
นี่คือบททดสอบของสวรรค์! ฟ้าดินไม่ต้องการให้ผู้ใดฝ่าฝืนลิขิตเพื่อก้าวขึ้นเป็นอมตะ!
"เข้ามาสิ!" เซียวหานคำรามก้องในใจ ร่างกายเปล่งแสงสีทองสว่างวาบทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าปะทะกับสายฟ้าสายที่สี่ด้วยมือเปล่า พลังปราณปะทะกันจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งสายฟ้าสายที่เก้าซึ่งเป็นสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ขั้นสุดท้ายรวมตัวกันเป็นรูปมังกรสายฟ้าคำรามก้องฟ้า มันพุ่งดิ่งลงมาหมายจะบดขยี้เซียวหานให้ดับดิ้นไปพร้อมกับร่างเนื้อ
เซียวหานลืมตาโพรงขึ้น พลังปราณทั่วร่างแผ่ขยายออกอย่างไร้ขีดจำกัด เขาชี้มือขึ้นฟ้า นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานกันเป็นกระบี่ ปราณกระบี่โบราณที่สะสมมาตลอดชีวิตพวยพุ่งผสานกับจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งพุ่งชนมังกรสายฟ้ากลางอากาศอย่างไม่เกรงกลัวความตาย
*ตูมมมมม!*
แสงสว่างเจิดจ้าจนแสบตากลบทุกสิ่งทุกอย่างในหุบเขาไร้ลักษณ์ หลี่มู่เหย่ายกแขนขึ้นบังแสงวูบวาบนั้น หัวใจของนางเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก นางเพ่งสายตามองฝุ่นควันและละอองพลังที่กำลังจางลงด้วยความลุ้นระทึก
ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมชั่วขณะ ร่างของเซียวหานยังคงลอยเด่นอยู่กลางอากาศ เสื้อผ้าขาดวิ่นเปื้อนคราบเลือด ทว่าลมหายใจของเขากลับทรงพลังและลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม บรรยากาศรอบตัวสงบนิ่งราวกับห้วงมหาสมุทรไร้ขอบเขต เขาประสบความสำเร็จในการทะลวงผ่านและก้าวเข้าสู่ "ขอบเขตเซียนอมตะ" อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!
ทว่า... รอยยิ้มแห่งความโล่งอกของหลี่มู่เหยายังไม่ทันได้คลี่ออกเต็มใบหน้า พรหมลิขิตก็เล่นตลกอย่างโหดร้ายอีกครั้ง
รอยแยกสีดำสนิทราวกับรอยแผลเป็นบนท้องฟ้าเปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง กลิ่นอายไอปีศาจอันชั่วร้ายและน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งอาณาบริเวณในพริบตา มือสีดำทมิฬขนาดมหาสมุทรพุ่งทะลวงออกมาจากรอยแยกมิติ คว้าหมับเข้าที่ร่างของเซียวหานที่กำลังอ่อนแรงจากการทะลวงขอบเขตอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ!
"ฮ่าๆๆๆ... เซียวหาน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการก้าวข้ามทัณฑ์สวรรค์จะทำให้เจ้ารอดพ้นจากเงื้อมมือของข้าได้?"
เสียงหัวเราะก้องกังวานด้วยความสะใจและเหี้ยมเกรียมดังสะท้อนมาจากห้วงมิติอันมืดมิด พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงาสูงตระหง่านในชุดเกราะสีดำทมิฬ—จอมมารอเวจี!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถียุทธ์มาด้วยกัน ณ ที่นี้ด้วยนะครับ (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
เซียนหนุ่มผู้เผลอเป็นศัตรูหัวใจของมารเหนือภพ•ตอนที่ 27
ฝึกตนในหุบเขาไร้ลักษณ์
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้เผลอเป็นศัตรูหัวใจของมารเหนือภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!