กุนซือหญิงผู้หวนคืนกับอ๋องทรราชผู้ถูกหมางเมิน•ตอนที่ 7

เสื้อคลุมสีชาด

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอายของกำยานสุริยันจันทราที่ผสมผสานจากไม้กฤษณาและเกสรบุษบง ลอยอวนอบอวลอยู่ในห้องแต่งตัวส่วนพระองค์ของตำหนักบูรพา ยามนี้กระจกทองเหลืองบานใหญ่สะท้อนภาพความงามที่ไร้ที่ติ และนั่นไม่ใช่ความบังเอิญ... แต่มันคืออาวุธชิ้นแรกที่เซี่ยอวี่หลันเลือกใช้ในค่ำคืนนี้ค่ะ นี่ไม่ใช่การแก้เกมธรรมดา... แต่เป็นแผนซ้อนแผนที่ถูกคำนวณไว้ล่วงหน้าอย่างแยบยลยิ่งกว่าที่นางคาดการณ์ไว้! "คุณหนูเจ้าคะ ข้ารับใช้จากตำหนักใหญ่แจ้งมาว่า งานเลี้ยงรับรองคณะทูตแคว้นเป่ยฉีใกล้จะเริ่มต้นขึ้นแล้วเพคะ" เฟยอิน องครักษ์หญิงในชุดทะมัดทะแมงทว่าซ่อนความอ่อนช้อย เอ่ยรายงานเสียงเบาขณะก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลัง พร้อมกับยื่นกล่องไม้จันทน์แกะสลักลวดลายหงส์เคียงมังกรมาให้ อวี่หลันปรายตามองกล่องใสนั้นเพียงนิด มุมปากแย้มยิ้มบางเบาดั่งกลีบดอกเหมยแย้มบานท่ามกลางเหมันตฤดู นิ้วเรียวเรียวดุจลำหยกเอื้อมไปเปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นอาภรณ์ชิ้นเอกที่นางใช้เวลาสามวันสามคืนในการออกแบบและควบคุมการปักทุกฝีเข็ม ชุดกระโปรงยาวทรงไคคุนตัดเย็บด้วยผ้าแพรต่วนสีชาดเข้มข้นดั่งโลหิต ชายกระโปรงลากยาวปูลาดไปกับพื้นราวกับสายธารแห่งเพลิงกัลป์ ทว่าความพิเศษไม่ได้อยู่ที่สีสันสะดุดตา หากแต่อยู่ที่ลวดลายปักดิ้นทองคำบริสุทธิ์รูป 'พยัคฆ์ซ่อนลายเมฆา' ที่ซ่อนอยู่ตามรอยพับของสาบเสื้อและชายแขนเสื้อ เมื่อยามที่นางขยับกาย ลายปักนั้นจะสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับวามราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะตะปุบเหยื่อผู้โง่เขลาได้ทุกเมื่อ "งดงามยิ่งนักเพคะ..." เฟยอินอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความทึ่ง "สีชาดนี้ตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบของคุณหนูอย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งกว่านั้น... มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับฉลองพระองค์ของท่านอ๋องเสียจริง" "นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการ" อวี่หลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงประกายคมกริบในดวงเนตร "ในเมื่อคนพวกนั้นพยายามจะสาดโคลนใส่เรา ว่าเป็นกิ่งไม้ไร้ค่าที่เกาะกะอยู่ข้างบัลลังก์... เราก็ต้องแสดงให้เห็นว่า กิ่งไม้กิ่งนี้แหลมคมเพียงใด จนสามารถบาดลึกถึงกระดูกดำของพวกมันได้" นางหยิบปิ่นปักผมหยกขาวสลักลายดอกโบตั๋นขึ้นมาเสียบลงบนมวยผมสีดำสนิท ปล่อยปอยผมเคลียคลอข้างแก้มเนียนอย่างจงใจ ความเรียบหรูที่ทรงพลังนี้ไม่มีเครื่องประดับราคาแพงชิ้นใดเทียบเคียงได้ เพราะมันคือความมั่นใจและมันสมองที่ผ่านการผ่านตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ณ ท้องพระโรงใหญ่แห่งวังหลวง แสงเทียนนับพันเล่มส่องประกายระยิบระยับสะท้อนกับเครื่องทองและเครื่องเงินบนโต๊ะเสวย เสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อมเคล้าคลอไปกับเสียงหัวingร่อต่อกระซิกของเหล่าขุนนางและสนماนในราชสำนัก ทว่าบรรยากาศโดยรวมกลับอัดแน่นไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำที่เชี่ยวกราก เมื่อร่างระหงในชุดสีชาดก้าวล่างผ่านธรณีประตูเข้ามา สายตาทุกคู่ในท้องพระโรงก็พลันนิ่งงันราวกับถูกมนต์สะกด องค์ชายหลี่จวินเหยา ซึ่งกำลังยกจอกสุราขึ้นจิบ ถึงกับชะงักค้าง ดวงตาหรี่แคบลงอย่างพิจารณา ความงามที่เยือกเย็นและองอาจของอวี่หลันในยามนี้ ไม่เหลือเค้า1ของสตรีอ่อนแอที่เคยร้องขอความเมตตาจากเขาในอดีตเลยแม้แต่น้อย รัศมีที่แผ่ออกมาจากนางช่างเจิดจ้าและกดดันผู้คนจนแทบไม่กล้าหายใจแรง จ้าวเฟยหรง ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้ายและถูกตราหน้าว่าเป็นปีศาจ ซึ่งประทับอยู่ ณ ที่นั่งประมุขฝั่งซ้าย ทอดพระเนตรมองร่างเพรียวบางที่ก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง นัยน์เนตรสีนิลเข้มข้นไหววูบชั่วขณะ ความพึงพอใจฉายชัดขึ้นในแววตาดุจพยัคฆ์ล่าเหยื่อ มุมพระoษฐ์หยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง *นางคือผลงานชิ้นเอกของเขา... และเป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของพวกมัน* อวี่หลันย่อกายถวายพระพรอย่างงดงามตามธรรมเนียม ท่วงท่าไม่รีบร้อนและไม่ด้อยกว่าเชื้อสายราชวงศ์แม้แต่น้อย น้ำเสียงกราบทูลกังวานใสราบเรียบก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรงที่เงียบสงบ "หม่อมฉันเซี่ยอวี่หลัน ถวายพระพรฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเพคะ" ฮ่องเต้ผู้ชราภาพแย้มพระสรวลอย่างพอพระทัย ทรงโบกพระหัตถ์อนุญาต "ลุกขึ้นเถิด พระชายารองเซี่ย... วันนี้เจ้าแต่งกายได้โดดเด่นและเป็นมงคลยิ่งนัก สมกับเป็นกุนซือผู้ช่วยเหลืองานราชสำนัก" คำว่า 'กุนซือ' ถูกเน้นเสียงด้วยความหมายแฝงบางอย่างจากพระโอษฐ์ของโอรสสวรรค์ ทำให้สีหน้าของขุนนางฝ่ายสนับสนุนองค์ชายจวินเหยาเปลี่ยนสีไปในทันที อวี่หลันลุกขึ้นยืนช้าๆ นางไม่หลบสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและระแวงแค้นของสนมเอกหว่านที่นั่งอยู่เคียงข้างบัลลังก์ ในทางตรงกันข้าม นางกลับส่งยิ้มอ่อนโยนที่แฝงความเย้ยหยันไปให้อย่างไม่เกรงกลัว เกมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น... ทว่า ในจังหวะที่อวี่หลันกำลังจะเดินไปยังที่นั่งฝั่งของท่านอ๋อง ขันทีเฒ่าหน้าพระพักตร์ก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามา พร้อมกับประสานมือคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา "ทูลฝ่าบาท... เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ! กองกำลังรักษาพระองค์ประจำประตูทิศตะวันตกส่งสาสน์ด่วน... พบศพแม่ทัพกู่ถูกแขวนไว้ที่หน้าค่าย พร้อมกับตราประทับลับของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬที่หายสาบสูญไป!" สิ้นเสียงรายงาน ท้องพระโรงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านหน้าต่างเข้ามาจนเปลวเทียนวับแวม อวี่หลันชะงักฝีเท้าลง นางหันกลับไปสบตากับจ้าวเฟยหรงที่ยังคงนิ่งสงบราวน้ำลึก ไร้ซึ่งความตกใจใดๆ ทว่าในดวงตาคู่นั้นกลับประกายแสงวับวาวที่อ่านไม่ออก รอยยิ้มบนมุมปากของอวี่หลันลึกซึ้งขึ้นทันที... ตราประทับที่ควรจะอยู่ในมือขององค์ชายจวินเหยา เหตุใดจึงไปปรากฏที่ค่ายทิศตะวันตกได้เล่า? นี่ไม่ใช่แค่เกมการเมืองในราชสำนักอีกต่อไปแล้ว... แต่มันคือกับดักมรณะที่กำลังจะกลืนกินทุกคนในค่ำคืนนี้ค่ะ! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในเกมเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้หวนคืนกับอ๋องทรราชผู้ถูกหมางเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%