“นายรู้ไหมว่าการถือวิสาสะเข้ามาในห้องคนอื่นโดยไม่เคาะ... มันเรียกว่าเสียมารยาทมากกว่าความหวังดีนะ ธันวา”
ผมกดเสียงต่ำ สายตาคมกริบตวัดมองคนตรงประตูด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ลอยมาแตะจมูกพร้อมกับร่างของธันวาทำให้คิ้วผมขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ ผมยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวเดิม เอกสารงบประมาณที่พริ้มควรจะเป็นคนถือไว้ถูกส่งต่อมาอยู่ในมือธันวา และนั่นทำให้ความหงุดหงิดในอกผมพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
“ฉันก็แค่จะเอามาคืนให้ เห็นพริ้มเขาลืมไว้ที่ห้องซ้อมดนตรีน่ะ” ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะนุ่มนวลที่สุด แต่มันกลับฟังดูน่ารำคาญสำหรับผม “ดูเหมือนพวกคุณจะคุยงานกันไม่จบนะ... หรือว่ามีเรื่องอื่นที่ ‘สำคัญกว่า’ งบชมรม?”
พริ้มที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะผมขยับตัวเล็กน้อย เธอปัดผมปอยหน้าลงมาคลอเคลียแก้ม ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้มีท่าทีเกรงกลัวธันวาเลยแม้แต่นิดเดียว เธอแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วก้าวออกมาเผชิญหน้า
“ขอบคุณที่เก็บมาให้นะคะ แต่คราวหลังถ้าไม่ได้รับอนุญาต ไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้” พริ้มดึงเอกสารจากมือธันวามาถือไว้ด้วยท่าทางถือดี “ส่วนเรื่องงาน... ถ้าไม่ใช่งบประมาณของชมรม ฉันกับคีย์ก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันต่อแล้วค่ะ จริงไหมคีย์?”
ผมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมพยักหน้าส่งๆ ผมไม่ใช่คนปากหวาน และการที่จะต้องมาปะทะคารมกับธันวาต่อหน้าพริ้มมันทำให้ผมรู้สึกเสียเวลาชีวิตมากกว่าที่ควรจะเป็น
“งั้นฉันขอตัวก่อน” ผมลุกขึ้นคว้ากระเป๋ากีตาร์คู่ใจ “พริ้ม... ไปกันได้แล้ว เราต้องไปดูสายกีตาร์กับชุดปิ๊กอัพที่ร้านย่านการค้าบ่ายนี้ ตามตารางน่ะ”
“เดี๋ยวสิ!” ธันวาขวางทางประตูไว้ “วันนี้วันหยุดนะ จะไปเลือกซื้อของพวกนี้กันสองคนเหรอ? ให้ผมไปช่วยดูด้วยดีกว่าไหม ผมพอจะรู้เรื่องสเปคอุปกรณ์ที่งานคอนเสิร์ตต้องการ...”
“ขอบใจ แต่ไม่จำเป็น” ผมตัดบทเสียงแข็ง สายตาผมจดจ้องไปที่ดวงตาของธันวา “ฉันเลือกเองได้ และฉันก็น่าจะรู้ใจตัวเองดีว่าอยากได้แบบไหน... รวมถึงเรื่องคนที่จะพาไปด้วย”
ผมเดินผ่านธันวาโดยไม่หันกลับไปมอง พริ้มเดินตามมาติดๆ ทิ้งให้ธันวายืนค้างอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าที่ผมเดาได้เลยว่าต้องกำลังกำหมัดแน่นแน่ๆ
บรรยากาศในรถของผมเงียบสนิท มีเพียงเสียงวิทยุที่เปิดคลอเบาๆ พริ้มหันมามองผมเป็นระยะ เธอหยิบกระจกขึ้นมาส่องหน้าตัวเองพลางถอนหายใจยาว
“นายเนี่ย... ปากร้ายเหมือนเดิมเลยนะ” เธอว่า “ธันวาเขาแค่พยายามจะเป็นคนดี (แบบจอมปลอม) นายก็ดันไปฟาดเขาซะจมดินเลย”
“รำคาญ” ผมตอบสั้นๆ ขณะเลี้ยวรถเข้าสู่ลานจอดห้างสรรพสินค้า “คนประเภทนั้นน่ะ ถ้าไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก เขาก็จะวนเวียนอยู่นั่นแหละ น่าหงุดหงิดจะตายไป”
“แปลกจังนะ” พริ้มพึมพำ “คนอย่างคีย์เนี่ยนะจะมาหงุดหงิดเรื่องแค่คนมาป้วนเปี้ยน ปกตินายไม่ค่อยสนใจใครนอกจากกีตาร์ไม่ใช่หรือไง?”
ผมเหยียบเบรกจนรถหยุดสนิท ผมหันไปมองหน้าเธอให้เต็มตา แสงแดดสะท้อนผ่านกระจกหน้าต่างลงมาตกกระทบใบหน้าด้านข้างของพริ้ม ทำให้ผมเห็นไรขนอ่อนๆ บนใบหน้าเธอชัดเจน ในวินาทีนั้น คำตอบที่ผมน่าจะพูดออกไปอย่างมั่นใจกลับติดอยู่ที่ลำคอ
“ฉันสนใจสิ่งที่สำคัญกับชมรม... และสิ่งที่ฉันเลือกมากับมือ” ผมเลี่ยงที่จะพูดอะไรให้มันชัดเจนเกินไป “ลงรถได้แล้ว จะซื้อของไม่ใช่หรือไง?”
เราเดินเข้าไปในร้านเครื่องดนตรีขนาดใหญ่ ร้านนี้เป็นที่ประจำที่ผมมักจะมาใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ พริ้มเดินดูเครื่องดนตรีรอบๆ ด้วยความสนใจ เธอหยุดอยู่ที่หน้าตู้กระจกที่โชว์กีตาร์โปร่งตัวสวย ท่าทางเธอที่กำลังลูบไล้กระจกตู้ด้วยสายตาเป็นประกายนั้น... มันทำให้ใจผมกระตุกวูบ
“สวยจัง” พริ้มยิ้ม “ถ้าจัดรายการวิทยุแล้วมีเงินเดือนเยอะๆ ฉันจะซื้อตัวนี้ให้ตัวเองสักตัว”
“สเปคไม้หน้ากับบอดี้แบบนั้น เหมาะกับคนนิ้วสั้นแบบเธอเหรอ?” ผมเอ่ยแซวทั้งที่ในใจกลับอยากรู้ว่าเธอจะทำหน้ายังไง
พริ้มหันมาถลึงตาใส่ผมทันที “ปากนะ! ใครนิ้วสั้น ฉันแค่... ทรงมันสวยเฉยๆ ย่ะ นายมันพวกบ้าสเปคจนลืมดูความสวยงามของศิลปะน่ะสิ”
ผมก้าวเข้าไปใกล้เธอจนระยะห่างของเราเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอผสมกับกลิ่นไม้เก่าๆ ในร้านทำเอาผมแทบจะลืมว่าเรามาที่นี่เพื่อซื้ออะไร ผมคว้ากีตาร์ตัวที่เธอชอบออกมาจากตู้แล้วส่งให้เธอ
“ลองถือดูสิ” ผมบอก
พริ้มรับมันไปกอดไว้แน่น เธอทำหน้าเขินอายเล็กน้อย “หนักจัง”
“เดี๋ยวช่วย” ผมก้าวไปซ้อนหลังเธอ เอื้อมมือไปประคองตัวกีตาร์ให้เข้าที่ มือผมเผลอสัมผัสกับนิ้วมือของเธอที่จับคอกีตาร์อยู่ ความร้อนจากผิวสัมผัสส่งผ่านไปถึงหัวใจผมจนมันเต้นผิดจังหวะ
พริ้มแข็งค้างไปชั่วครู่ เธอเงยหน้าขึ้นมองผมผ่านเงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่ตรงหน้า จังหวะนี้เองที่ความเงียบงันรอบข้างดูเหมือนจะหยุดนิ่ง เราสบตากันเนิ่นนานผ่านภาพสะท้อนนั้น แววตาของพริ้มที่ปกติมักจะแข็งกร้าวและทันคน กลับอ่อนแสงลงจนผมแทบละสายตาไม่ได้
“คีย์...” เธอเรียกชื่อผมเบาๆ เสียงของเธอมันสั่นพร่าอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน
ทว่า ก่อนที่ผมจะทันได้เอ่ยอะไรตอบโต้ เสียงฝีเท้าที่คุ้นหูและน้ำเสียงที่ผมเกลียดชังที่สุดก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท
“แหม... ดูสนิทสนมกันดีจังเลยนะครับ มาเลือกซื้อของหรือมาทำอะไรกันแน่?”
ธันวาเดินเข้ามาในร้านพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูประดิษฐ์ขึ้นอย่างชัดเจน ในมือของเขามีถุงใส่อุปกรณ์ดนตรีที่ดูเหมือนจะเพิ่งซื้อมา แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นคือ... เขาไม่ได้มาคนเดียว ข้างๆ เขามีหญิงสาวร่างสูงโปร่ง หน้าตาสวยคมที่ผมจำได้แม่นว่าเธอคือ ‘พี่สาว’ ของพริ้มที่เคยเป็นประธานชมรมดนตรีรุ่นก่อน
พริ้มผละออกจากผมทันทีที่เห็นผู้มาใหม่ ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นความตระหนกที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
“พี่ปลาย? พี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ?”
ผู้หญิงคนที่เรียกว่าพี่ปลายเดินเข้ามาหาเราด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนจะเหลือบมองผมด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง “ฉันมารับน้องสาวกลับบ้าน... พริ้ม เธอรู้ไหมว่าพ่อกำลังรอเจอเธออยู่ และถ้าท่านรู้ว่าเธอมาเตร็ดเตร่อยู่กับ ‘ผู้ชายคนนี้’ อีก... อนาคตของเธอในคณะนี้คงจบสิ้นแน่”
บรรยากาศในร้านเปลี่ยนจากความอบอุ่นกลายเป็นความหนาวเหน็บในพริบตา พริ้มกำมือกีตาร์แน่นจนสั่น ผมรู้สึกได้ทันทีว่าเรื่องราวมันกำลังจะบานปลายเกินกว่าที่ผมคาดไว้
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทที่ 18 แล้ว เตรียมรับมือกับความจริงที่จะเปิดเผยในตอนหน้าได้เลยครับ!
ดีเบตหัวใจให้ตรงจังหวะ•ตอนที่ 18
นัดเดตที่ไม่ได้ตั้งใจ
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีเบตหัวใจให้ตรงจังหวะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!